ณ โลกมิติที่สาม โจวซูซูที่ถูกทำร้ายร่างกายและใช้งานหนักเยี่ยงทาสมาตลอดั้แ่จำความได้จนตอนนี้ร่างกายนางทนทรมานไม่ไหวแล้ว นางได้แต่ก่นด่า์ว่าไร้ปราณี นางเป็เพียงเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเท่านั้น เหตุใดท่านแม่จึงได้ทำร้ายนางเหมือนกับนางไม่ใช่ลูกเหมือนพี่สาวพี่ชายคนอื่น ๆ ด้วยความที่โจวซูซูนั้นขาดสารอาหารจากการที่ได้กินเพียงน้ำซาวข้าวมาตลอด ทำให้ตอนนี้นางอดทนต่อความเ็ปไม่ไหวจนลมหายใจค่อย ๆ อ่อนล้าลงไปทุกที ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายของนางจะหมดไป เด็กน้อยได้แต่ขอร้อง์ว่าชาติหน้านางขอมีครอบครัวที่รักและดูแลนางบ้างเพื่อชดเชยกับชาตินี้ที่นางมีครอบครัวไม่ดี
บน์ชั้นดาวดึงส์ เหล่าเทพได้แต่มองเด็กน้อยซูซูอย่างเวทนา พวกเขาจึงตัดสินใจส่งซูซูที่มีความสามารถด้านการต่อสู้และพร์สูงส่งไปเข้าร่างของเด็กน้อยแทน เพื่อให้ซูซูมีโอกาสใช้ชีวิตอีกครั้งและยังส่งกำไลเก็บของของนางติดร่างิญญาของซูซูไปด้วยเพื่อให้นางใช้ประโยชน์ได้บ้างในโลกมิติที่สามนี้
ส่วนเด็กน้อยซูซูผู้อาภัพ เหล่าทวยเทพตอบแทนคำขอของนางโดยส่งนางไปยังโลกมิติที่หนึ่งั้แ่แรกเกิด คราวนี้ครอบครัวที่นางไปอยู่เป็ครอบครัวที่ดีและรักนางมาก ถือว่าพวกเขาเหล่าทวยเทพได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้วเพื่อปลอบประโลมดวงิญญาของเด็กน้อยในชาติก่อน พวกเขาได้แต่หวังว่าิญญาทั้งสองดวงที่สลับสับเปลี่ยนไปนั้นจะมีความสุขในชีวิตบ้างหลังจากผ่านวิบากกรรมมานานในชาติภพก่อน
ซูซูที่เข้าร่างของเด็กน้อยโจวซูซูได้สติในเวลาไม่นานจากความเ็ปทางร่างกาย นางได้แต่มองรอบด้านอย่างแปลกใจ ด้วยไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่ไหน กระทั่งมีความทรงจำของเด็กน้อยผ่านเข้ามาในหัวของซูซูั้แ่จำความได้จนกระทั่งวันที่เด็กน้อยนั้นสิ้นลมหายใจไป ตอนนี้ซูซูเข้าใจแล้วว่า์เมตตาส่งนางมาอยู่ในร่างเด็กคนนี้เพื่อช่วยชีวิตของนางเอาไว้ ซูซูตรวจสอบลมปราณในร่างกายก็ไม่พบว่าเด็กคนนี้เคยฝึกฝนลมปราณมาก่อน แต่ร่างเดิมนี้อยู่ได้ด้วยความอดทนของร่างกายมาตลอดเท่านั้นเอง ซูซูคิดถึงคัมภีร์ที่อาจารย์เคยให้นางเอาไว้โดยบอกว่าหาก้าฝึกฝนหนทางสะสมลมปราณในคัมภีร์ นางจะต้องทำลายวรยุทธตัวเองเสียก่อน ซึ่งในโลกเก่านั้นซูซูไม่คิดที่จะเริ่มฝึกใหม่จึงไม่ได้สนใจคัมภีร์เล่มนั้นมากนัก แต่ในเมื่อเป็คัมภีร์ที่อาจารย์บอกว่าดีที่สุดในโลกแห่งลมปราณของนาง ครั้งนี้ที่นางมาอยู่ในร่างที่ไร้ซึ่งลมปราณ นางก็จะฝึกฝนตามคัมภีร์วิเศษที่อาจารย์ให้นางมาลองดู
หลังตัดสินใจได้แล้ว ซูซูก็นึกขึ้นได้ว่านางนำคัมภีร์เก็บเอาไว้ในกำไลเก็บของของนาง ซูซูใช้มืออีกข้างลูบคลำไปที่ข้อมือเล็ก ๆ ก็พบกับกำไลอันเดิมของนาง ซูซูยิ้มอย่างดีใจ นางได้แต่กล่าวขอบคุณ์ที่ยังส่งกำไลมาพร้อมกับนางด้วย ไม่เช่นนั้นนางคงไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดในโลกใหม่ใบนี้ได้เป็แน่
ซูซูตั้งสมาธิและดึงเอาคัมภีร์ออกมาท่องจำ จนกระทั่งเวลาผ่านไปค่อนคืนแล้วนางจึงเข้าใจวิธีการสะสมลมปราณอันแสนสะดวกสบายภายในคัมภีร์ วิธีการนี้นางสามารถสะสมลมปราณได้ตลอดเวลาแม้กระทั่งเวลานอน ซึ่งจะทำให้ซูซูตัดผ่านขั้นลมปราณได้เร็วกว่าชาติก่อนถึงสองเท่าเลยทีเดียว เมื่อตัดสินใจว่าจะใช้วิชาในคัมภีร์นี้แล้ว ซูซูจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งสมาธิเพื่อเปิดเส้นลมปราณด้วยตัวเอง แน่นอนว่าที่นางกล้าทำเช่นนี้ก็เพราะมั่นใจในร่างกายอันถึกทนของร่างเดิมด้วยที่น่าจะสามารถอดทนต่อความเ็ปจากการเปิดเส้นลมปราณได้
ซูซูอดทนต่อความเ็ปเปิดเส้นลมปราณทั้งหมดในร่างกายภายในเวลาชั่วข้ามคืน นี่เป็เพราะพร์ดั้งเดิมของนางซึ่งรวมกับร่างกายที่แสนจะอดทนของร่างเดิมจึงทำให้ซูซูสามารถทำได้เช่นนี้ แต่ผลจากการเปิดเส้นลมปราณภายในครั้งเดียวคือตอนนี้ร่างกายนางเต็มไปด้วยคราบสกปรกมากมายที่ร่างเดิมขับออกมา ซูซูเห็นว่าตอนนี้นางอยู่ในห้องเก็บฟืนอยู่แล้วจึงไม่สนใจที่จะทำความสะอาดคราบสกปรกเหล่านี้ แต่นางแอบออกจากห้องเก็บฟืนขณะที่ฟ้ายังไม่สว่างดีนักเพื่อไปอาบน้ำในแม่น้ำที่อยู่ไม่ไกลตามความทรงจำเดิมที่ได้รับมา แน่นอนว่าตอนนี้ร่างกายของนางที่เปิดเส้นลมปราณแล้วแข็งแรงกว่าเดิมมาก จึงทำให้ใช้เวลาไม่นานนักซูซูก็กลับมานอนที่ห้องเก็บฟืนอีกครั้ง
ขณะนอนหลับ ซูซูก็ใช้วิชาในคัมภีร์สะสมลมปราณไปเรื่อย ๆ ร่างเดิมที่เพิ่งถูกทำร้ายจนตายไม่น่าที่จะตื่นขึ้นได้ในวันสองวัน ซูซูจึงไม่คิดจะออกไปพบกับคนชั่วด้านนอกจนกว่าที่นางจะสะสมลมปราณจนข้ามขั้นหนึ่งไปได้เสียก่อน
ด้านหยวนปิงกับโจวฮุ่ยเหมยก็ไม่คิดที่จะเอะอะให้ใครรู้ว่าพวกนางทำร้ายนังเด็กซูซูอีกแล้วจนล้มหมอนนอนเสื่อ ทุกครั้งที่ทำร้ายซูซูอย่างหนักพวกนางจะปล่อยให้ซูซูได้นอนพักสักสองสามวันค่อยใช้งานนาง อย่างไรคนอย่างพวกนางก็ไม่คิดที่จะตามหมอมาดูอาการเด็กที่เก็บมาเลี้ยงแต่แรก ไม่ว่านังเด็กนั่นจะเป็หรือตายพวกนางก็ไม่คิดจะสนใจ นอกจาก้าใช้งานนางไปเก็บหญ้าหมูเท่านั้นที่พวกนางสองแม่ลูกจะไปจิกหัวใช้ซูซูขึ้นเขาไปเก็บหญ้า แต่ตอนนี้ยังพอมีหญ้าหมูเหลืออยู่ คนี้เีอย่างพวกนางสองแม่ลูกจึงทำอาหารกินกันโดยไม่สนใจคนที่นอนหลับอยู่ในห้องเก็บฟืนเลยแม้แต่น้อย
ส่วนชาวบ้านที่คอยสังเกตบ้านโจวก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมเด็กน้อยซูซูไม่ออกมาข้างนอก ปกติซูซูจะออกมาตักน้ำหรือขึ้นเขาหาหญ้าหมูเป็ประจำจนคนในหมู่บ้านต่างเวทนาสงสารเด็กตัวเล็ก ๆ คนนี้ไม่น้อย พวกเขามักจะแอบให้ของกินกับซูซูอยู่บ่อย ๆ ด้วยรู้ดีว่านางไม่ได้กินข้าวนอกจากน้ำซาวข้าวในทุกมื้อเพียงเท่านั้น พวกเขาไม่อยากยุ่งกับนางหยวนปิงกันนักหรอก ด้วยรู้ดีว่าหยวนปิงนั้นเป็คนที่ชอบใช้กำลังและฝีปากของนางก็ใช่ย่อย เหล่าชาวบ้านจึงไม่อยากมีเื่กับคนอย่างนางกันนัก พวกเขาจึงได้แต่เฝ้ามองหาซูซูอย่างเป็ห่วง แต่ในเมื่อไม่ได้ยินเสียงก่นด่าของหยวนปิง พวกนางจึงแยกย้ายกันไปทำงานของตนเอง
ซูซูตัดผ่านขั้นปราณขั้นที่สองได้ภายในเวลาสองวัน นับว่าเป็ความก้าวหน้าครั้งใหญ่ของนางเลยก็ว่าได้ ซูซูยังคงแอบไปล้างคราบสกปรกอยู่เหมือนสองวันที่ผ่านมา นางคิดว่าอย่างน้อย ๆ ให้เสื้อผ้านางสะอาดสักหน่อยก็ยังดี ถึงแม้ซูซูจะไม่ได้กินอาหารมาสองวันแล้ว แต่นางยังกินน้ำในลำธารประทังชีวิตได้อยู่ อีกอย่างการฝึกฝนของนางที่ก้าวหน้าไปมากก็ยิ่งทำให้ร่างกายแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
“นังซูซู แกตายแล้วหรือ? ทำไมไม่ออกมาทำงานทำการอีก นี่ก็สามวันเข้าไปแล้วนะ นังนี่ถ้าไม่ตีก็ไม่หลาบจำใช่ไหมฮะ ข้าบอกให้เ้าออกมา!!!”
เสียงแหลมสูงของหยวนปิงทำเอาซูซูถึงกับต้องเอามืออุดหู นางไม่คิดจะออกไปแต่แรกแล้ว นางจะปล่อยให้สองแม่ลูกนี่คิดว่านางตายไปแล้ว และนางจะดูสิว่าสองแม่ลูกนี่จะทำเช่นไร
“นี่นังซูซู ได้ยินเสียงท่านแม่แล้วทำไมเ้ายังไม่รีบออกมาอีก? หรือว่าเ้าตายไปแล้วจริง ๆ ท่านแม่ ถ้านางตายแล้วเล่า เราจะทำอย่างไรดีเ้าคะ”
“เพ้ย!!! นังนี่มันตายยากจะตายไป เ้าคิดหรือว่าแค่ข้าตีมันไม่กี่ทีเมื่อสามวันก่อนนางจะถึงกับตายได้น่ะ ข้าคิดว่านังนี่แค่ี้เีเท่านั้นแหละ”
“แต่ข้าว่าท่านน่าจะเข้าไปดูหน่อยนะเ้าคะท่านแม่ เกิดนางตายไปจริง ๆ นี่ก็หลายวันแล้ว ศพจะไม่เหม็นเน่าหรือเ้าคะ พูดแล้วข้าก็ว่าได้กลิ่นเหม็น ๆ จากในห้องเก็บฟืนด้วยนะเ้าคะท่านแม่ ท่านลองดมดูสิ”
“อืม ข้าเองก็ได้กลิ่นตุตุเช่นกัน ไม่ใช่ว่ากลิ่นนังซูซูที่มันไม่ได้อาบน้ำหรอกนะ เดี๋ยวเ้าเข้าไปดูสิว่านางตายแล้วหรือยังแล้วค่อยมาบอกข้า ถ้าผู้ใหญ่บ้านรู้เข้าว่าข้าตีนางจนตายไปล่ะก็ ข้าคงตกที่นั่งลำบากแน่”
“อ้าว ทำไมท่านแม่จะให้ข้าเข้าไปเล่าเ้าคะ ข้ากลัวผีนะเ้าคะท่านแม่ ท่านอยากดูว่านางตายแล้วหรือยังก็เข้าไปเองเถอะเ้าค่ะ ข้าไปดีกว่า”
โจวฮุ่ยเหมยได้แต่เดินหนีกลับเข้าบ้านด้วยกลัวผีนังเด็กนั่นจริง ๆ ส่วนหยวนปิงก็ได้แต่ยืนก่นด่าทั้งลูกสาวตัวเองที่ใจเสาะกับนังซูซูที่ยังไม่ลุกออกมาอีก
ชาวบ้านที่อยู่ติดกันพอได้ยินว่าซูซูน่าจะตายไปแล้วก็รีบวิ่งไปบอกผู้ใหญ่บ้านให้มาดูทันที พวกนางก็คิดอยู่ว่าทำไมเด็กน้อยซูซูไม่ออกมาข้างนอกบ้าง ที่ไหนได้นางกลับถูกทำร้ายจนล้มหมอนนอนเสื่ออีกแล้ว และครั้งนี้คงรุนแรงมากจนกระทั่งสามวันแล้วนางก็ยังไม่ออกมาข้างนอกเลย