บทที่ 24
วันที่สี่ในการเดินทาง
วันที่สี่
เมื่อแสงอาทิตย์แรกของวันที่สี่ทอแสงเหนือยอดไม้ขบวนทัพเดินทางเข้าใกล้เขตเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
เมืองเล็กแห่งนี้ตั้งอยู่ริมทะเลสาบกว้าง ชื่อว่า “เมืองอวิ๋นหลัว”
แม้จะเป็เมืองขนาดย่อมแต่ก็มีความคึกคักจากการค้าขายระหว่างเขตแดนเหนือและเมืองหลวง ถนนปูด้วยแผ่นหินเรียบสะอาดสะอ้าน มีร้านรวงเรียงรายอยู่สองข้างทางรวมถึงโรงน้ำชาที่ผู้คนเข้าออกไม่ขาดสาย
กลิ่นหอมของขนมอบใหม่และกลิ่นชาสมุนไพรลอยฟุ้งมาตามสายลมเถาเถาโผล่หน้าจากหน้าต่างรถม้าอีกครั้ง ดวงตากลมโตไล่มองสองข้างทางไม่หยุด
“ท่านแม่! ที่นี่มีร้านขนมด้วยเ้าค่ะ! กลิ่นหอมเหมือนในบ้านเลย!”
นางยิ้มแย้มอย่างสดใส ขณะที่รถม้าค่อย ๆเคลื่อนเข้าไปในเขตเมืองเพื่อหยุดพักแรมหนึ่งคืน ณ โรงเตี๊ยมตระกูลหลินอวี้ซึ่งเป็โรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดในเมืองอวิ๋นหลัว
อาคารไม้สองชั้นสถาปัตยกรรมประณีตหลังคาโค้งสูง มีสวนหย่อมเล็ก ๆด้านหน้า และระเบียงที่มองเห็นวิวทะเลสาบเทียนเหออันเงียบสงบ
ยามอาทิตย์คล้อยต่ำแสงสีส้มอ่อนของยามเย็นส่องลอดหน้าต่างไม้ฉลุลายเข้ามาในห้องโถงชั้นบนของโรงเตี๊ยม "หลินอวี้"กลิ่นหอมของไม้สนแห้งผสมกลิ่นชาดีอวี้เจี้ยนอ่อน ๆลอยอวลอยู่ทั่วบริเวณแสงตะเกียงน้ำมันที่แขวนอยู่เรียงรายให้ความสว่างเรืองรองนุ่มนวล
ภายในห้องอาหารส่วนตัวที่เปิดประตูออกไปจะเห็นวิวทะเลสาบเทียนเหอเหยียนไป๋เฉินนั่งประจำที่หัวโต๊ะ ไป๋ซือเหนียงนั่งฝั่งขวาส่วนเถาเถาในชุดสีฟ้าอ่อนผูกเปียคู่ กำลังนั่งบนเบาะผ้านุ่มนิ่มข้างแม่มือเล็กประคองชามข้าวหอมกรุ่นดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปที่ซาลาเปาไส้เห็ดหอมและเห็ดหูหนูดำที่วางอยู่บนจานไม้ไผ่ตรงหน้า
"ท่านแม่ ท่านแม่ ข้าจะกินชิ้นนี้นะเ้าคะ!" เสียงเล็กใสราวกระดิ่งดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้แก้มกลมป่องยิ่งพองขึ้นนางคีบซาลาเปาลูกเล็ก ๆ ได้อย่างทะมัดทะแมง แม้จะไม่ค่อยคล่องนักแต่ก็ตั้งใจจริง
ไป๋ซือเหนียงหันไปมองลูกสาวแล้วหัวเราะในลำคอก่อนจะช่วยจัดวางถ้วยน้ำแกงปลาให้เข้าที่ "ค่อย ๆ กิน อย่าทำหกเลอะเทอะ" นางกล่าวเสียงอ่อนโยน พลางยื่นตะเกียบช่วยประคองซาลาเปาให้อีกแรง
โต๊ะอาหารถูกจัดอย่างเรียบง่ายแต่ทุกจานล้วนผ่านการคัดสรรเป็อย่างดี
หมูสามชั้นเคี่ยวซีอิ๊วรสกลมกล่อมหอมฉุย ปลาเทียนเหอนึ่งราดซุปขิงน้ำซุปใสร้อน ๆ อบอุ่นชุ่มคอ เต้าหู้เสฉวนราดซอสเผ็ดจัดจ้านและข้าวสวยหอมอบในหม้อดินใบเล็ก ๆ ที่ยังมีไอร้อนระอุฟุ้งขึ้นมาไม่หยุด
แก้วชาหอมกรุ่นถูกเทให้ทีละคนละอองน้ำค้างที่เกาะรอบถ้วยชาดินเผาทำให้มันดูเย็นตาแต่ยามยกดื่มกลับให้ความอบอุ่นในอก
เหยียนไป๋เฉินนั่งมองแม่ลูกสองคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า แววตานิ่งสงบเ็าในสนามรบหาได้ปรากฏในยามนี้ไม่ใบหน้าคมเข้มเปลี่ยนเป็อ่อนโยนยิ่งกว่าแสงจันทร์ที่ทอดลงในทะเลสาบเขายกชาขึ้นจิบเบา ๆ ก่อนจะเลื่อนจานปลานึ่งมาตรงหน้าเถาเถา พร้อมเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
"เถาเถา ลองกินปลานี้ดูสิ สดใหม่จากทะเลสาบเทียนเหอ แม่ทัพใหญ่ประจำเมืองยังชมว่าเป็ของดี"
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตราวหยกส่องประกายวิบวับ "จริงหรือเ้าคะ!?ถ้าอย่างนั้นข้าต้องลองแล้ว!"
แล้วนางก็หยิบปลาขึ้นมาโดยใช้ตะเกียบอย่างทะลึ่งทะเล้นจนไป๋ซือเหนียงต้องยื่นมือมาดันปลายตะเกียบให้ตรง
"เดี๋ยวเถาเถา ทำอย่างนี้สิ... ใช่ แบบนั้นแหละ" เสียงของไป๋ซือเหนียงอบอุ่นแต่แฝงด้วยความเข้มงวดนิด ๆทำให้เถาเถาหัวเราะคิกคัก
เมื่อปลาเข้าปาก เด็กหญิงทำตาโตอีกรอบ "อร่อยมากเ้าค่ะ!ท่านพ่อ ท่านแม่ ลองกินบ้างสิ!"
เหยียนไป๋เฉินส่ายหน้าเล็กน้อยแต่รอยยิ้มบางบนริมฝีปากของเขาไม่ได้เลือนหายไปแม้แต่น้อย
ไป๋ซือเหนียงมองภาพตรงหน้าเงียบ ๆแววตาที่เคยแข็งกร้าวในอดีตก็อ่อนลง เมื่อเห็นความสุขของเถาเถาความอบอุ่นที่เคยห่างไกล เริ่มกลับมาอีกครั้งหนึ่งใน่เวลาเรียบง่ายนี้
…
วันที่ห้า
เพลิงสุริยันคล้อยสูงขึ้นสู่กลางฟ้าแสงอาทิตย์ยามสายสาดส่องผ่านช่องว่างระหว่างพุ่มไม้หนาทึบและเรือนยอดไม้สูงใหญ่สองข้างทางถนนที่ทอดยาวเบื้องหน้าร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้โบราณขนาดมหึมากิ่งก้านสาขาเกี่ยวกระหวัดกันแ่า แผ่เงาทาบทับลงบนพื้นดินราวกับม่านทึบสีเข้ม
ผืนป่าที่ขนาบข้างเส้นทางเงียบสงบผิดธรรมชาติ แม้แต่เสียงนกร้องหรือแมลงบินยังเงียบเชียบลมยามสายพัดเอื่อยเฉื่อย ทว่าแฝงด้วยความกดดันบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้
ขบวนเดินทางเคลื่อนที่อย่างมีระเบียบรอยล้อรถม้าทำให้เกิดเสียงบดเบียดไปกับกรวดหินที่โรยเรียงเป็ทางทหารในชุดเกราะแดงเข้มแห่งกองทัพัเพลิงกระจายกันออกเป็ระยะ ควบคุมความห่างอย่างมีชั้นเชิงแถวหน้าม้าคู่เคลื่อนที่นำหน้า ขนาบสองข้างด้วยทหารราบพร้อมหอกและโล่ส่วนท้ายทัพยังคงรักษาระยะอย่างเข้มงวดรถม้าขนาดใหญ่หรูหราที่ประดับตราสัญลักษณ์รูปัเพลิงสีทองถูกจัดวางไว้กลางขบวนรักษาความปลอดภัยอย่างแ่าที่สุด
เหนืออานม้าดำสนิทตัวใหญ่ที่เดินนำขบวนเหยียนไป๋เฉินในชุดเกราะเบาเสริมหนังสีขาวขลิบแดงข้างเอวห้อยดาบประจำตัวที่เรียบหรูแต่แฝงด้วยกลิ่นอายคมกล้า แผ่นหลังของเขาตั้งตรงสายตานิ่งสงบเ็า แต่ในห้วงวินาทีหนึ่งดวงตาดำสนิทคู่นั้นก็พลันแปรเปลี่ยนกลายเป็ดวงตาเฉียบคมดังเหยี่ยวจับเหยื่อ จ้องมองลึกเข้าไปในแนวป่าข้างทาง
เงียบเกินไป... เงียบจนผิดสังเกต…
ทันใดนั้น เงาร่างของกวนจวิ้น ผู้บัญชาการฝ่ายขวาควบม้าทะยานเข้ามาประชิดทางด้านข้าง เขาร่างสูงใหญ่ ผิวเข้มสีน้ำผึ้งใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มขรึม ดวงตาดุดันเต็มไปด้วยความเฉียบขาด ฝ่ามือหนากระชับด้ามดาบเหล็กดำที่เหน็บเอวไว้แน่นก่อนจะดึงมันออกมาช้า ๆเสียงโลหะเสียดสีกับฝักดาบกรีดผ่านความเงียบงันดุจเสียงสายฟ้าฟาดลงกลางป่า
ซูเยี่ยน ขุนพลฝ่ายซ้าย ผู้มีร่างสูงโปร่งงามสง่าผิวขาวซีดราวหยกขาวสะท้อนแสง ลำคอเรียวยาวรับกับกรามคมกริบที่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาเขายกมือเรียวยาวขึ้น ดึงกระบี่ประจำตัวที่คล้องหลังออกมาอย่างเงียบงันใบกระบี่บางเฉียบสะท้อนแสงแดดยามสายเป็ประกายระยับคล้ายแสงจันทร์แฝงความเย็นเยียบและร้ายกาจ
เหล่าทหารที่ยังคงรักษาระยะทางในรูปขบวนเคลื่อนที่ต่างััได้ถึงกระแสอันตรายเช่นกัน พวกเขายกอาวุธในมือตนเองขึ้นทันทีโล่ไม้ทาสีแดงถูกยกสูง ป้องกันข้างลำตัวกับศีรษะส่วนหอกและดาบที่เคยพักแนบลำตัวก็ถูกชักออกจนพร้อมรบในชั่วพริบตาเดียวความเคลื่อนไหวทั้งหมดเกิดขึ้นพร้อมเพรียงราวกับซ้อมมาเป็ร้อยครั้งพันครั้ง
“เตรียมตัว!! ตั้งขบวน!!”
เสียงของเหยียนไป๋เฉินดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงันของป่ารอบด้านเสียงนั้นหนักแน่น ทรงอำนาจ แต่ไม่เร่งรีบ ไม่มีความร้อนรนแม้แต่น้อยหากแฝงพลังของผู้ที่ผ่านสนามรบอันโหดร้ายมาแล้วนักต่อนัก
ทันทีที่เสียงสั่งการจบลง เหล่าทหารัเพลิงทั้งร้อยห้าสิบคนก็เปลี่ยนรูปขบวนจากขบวนเดินทาง เป็ขบวนป้องกันเต็มรูปแบบเพียงครู่เดียว
ทหารโล่หน้าเคลื่อนที่ประจำจุด ล็อกโล่เป็แนวกำแพงทหารหอกเคลื่อนตามหลัง ปลายหอกชี้ควงพร้อมแทงพลธนูบนหลังม้าเล็งคันธนูไปยังแนวต้นไม้สองข้างทาง
เสียงกระดิ่งสายรัดคอของม้ากองทัพหยุดลงทีละตัวเหลือเพียงเสียงกีบม้ากระทบพื้นดินแ่เบา
ซูเยี่ยนควบม้ามาประชิดเหยียนไป๋เฉิน “มีบางสิ่งซ่อนอยู่ในเงาข้าััได้ถึงจิตสังหารบางอย่าง”
กวนจวิ้นขมวดคิ้วแน่น หันมองผ่านหมวกเกราะไปยังแนวป่า “มีอะไรอยู่ในพุ่มไม้นั้น”
“ไม่ต้องรีบ เคลื่อนขบวนแน่นขึ้น” เหยียนไป๋เฉินสั่งเสียงเรียบแต่เยือกเย็นยิ่งกว่าลมเหนือ
รถม้าขนาดใหญ่ที่เคลื่อนที่อยู่กลางขบวน ค่อย ๆ ชะลอความเร็วลงก่อนจะหยุดนิ่งสนิทท่ามกลางการปกป้องของทหารทั้งสองข้าง
ภายในรถม้า ไป๋ซือเหนียงเอื้อมมือจับมือเถาเถาไว้แน่นเด็กน้อยเบิกตากว้าง ดวงตากลมโตสั่นระริก
“ท่านแม่...”
“ไม่ต้องกลัว” ไป๋ซือเหนียงกระซิบขณะสายตาเยียบเย็นจ้องมองออกไปด้านนอกม่านหน้าต่างรถม้าด้วยความนิ่งสงบ