ตอนที่ยี่สิบเก้า หาญท้าชะตาฟ้า 3
แย่งชิงวาสนา
คือเื่ถือสาสำหรับคนที่ยึดถือคุณธรรม
อย่างที่กล่าวว่าในยุคนี้แม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่สามารถย่ำยีสุสานบรรพชนของใครกันได้ง่ายๆ
อู๋จื่อซีแห่งแคว้นอู๋ที่ขุดศพฉู่อ๋องหรือตั๋งโต๊ะที่ขุดศาลบรรพชนของราชวงศ์ฮั่นล้วนโดนประณาม
และเื่แย่งชิงวาสนาเช่นนี้จะไม่เชื่อก็ไม่ได้
เพราะทุกคนได้เห็นด้วยตาได้ยินกับหู
ทำให้แต่ละคนแม้จะเกิดความหวาดกลัวแต่พอได้รับการยืนยันเช่นนี้ก็มีสายตาแสดงความเห็นใจต่อผมอย่างมาก
อย่างน้อยก็เท่าที่ผมสามารถอ่านลมปราณที่แสดงถึงความรู้สึกของผู้คนที่อยู่ในที่นี้ได้
เพราการมีประสบการณ์นอกร่างทำให้ผมเริ่มดำเนินวิชาฝีมือไม่ใช่แนวทางที่คนปรกติเขาทำกัน
และบอกกล่าวตามตรง
ผมไม่ได้รู้สึกแค้นอวิ๋นซวงหรือหลี่เค่ออะไรนัก
อาจะจเพราะผมหลีกเลี่ยงผลร้ายที่ผมจะแขนขาหักไปได้
หากแขนขาผมหักผมคงโมโหมากกว่านี้
แต่ตอนนี้ผมค่อนข้างเฉยๆ
แค่เดินกันคนละทางเ้าอยู่เหนือข้าอยู่ใต้เท่านั้นผมก็พอใจแล้ว
แต่เพื่อให้แต่ละคนมีแรงบันดาลใจในการที่จะพูดความจริงคือ
พวกเราถูกเนรเทศ
ก็คงทำให้พวกเขารับไม่ได้ไม่มีใครยอมติดตามผมเป็ทาส เอ๊ยผู้ใช้แรงงานเป็แน่แท้
เพราะตามสายตาของคนในนครหลวงที่รุ่งเรืองที่สุด
ฉางอันคือศูนย์กลางของใต้หล้า
สถานที่ห่างไกลออกไปคือพวกป่าเถื่อนลิงกัง
ประชาชนหยาบกร้านใจคอดุร้าย
ไม่ใช่ผู้ที่มีวัฒนนธรรมสูงส่งดั่งผู้ที่อยู่ในนครหลวง
หากบอกว่าพวกเขาต้องย้ายจากนครที่รุ่งเรืองที่สุดในแผ่นดินไปอยุ่ในดินแดนที่มีผู้มีจิตใจป่าเถื่อน
พวกเขาคงรับไม่ได้อย่างแน่แท้
แต่อย่างที่อาโหนวบุรุษเหล็กกล่าวเอาไว้
ความโกรธดีกว่าความเศร้า
ดังนั้นผมต้องใช้ทักษะการพูดในที่สาธารณะเพื่อให้ชาวบ้านมำลังใจติดตามผมเป็ผู้ใช้แรงงานต่อไป
“อย่าเศร้าใจเลยอาหู่สำหรับข้าแล้วไม่ใช่คนที่นอนเตียงฟืนเลียดีขมมิได้ ข้าขอสาบานต่อฟ้า เมื่อข้าออกจากนครฉางอันทางทิศใต้ข้าก้ขอกลับเข้านครทางทิศใต้ไม่ขอขเประตูอื่นอย่างเด็ดขาด!!!”
ผมแค่บอกว่าจะเดินเข้าประตูเฉยๆนะ
ไม่ได้บอกว่าจะบุกเข้านครฉางอัน
เฮ้
คนในกองคาราวาน ไชโย โห่ร้องด้วยความฮึกเหิมขจัดความเศร้าที่มีออกไปจนหมดสิ้น
เย่ชิวสมกับเป็ตัวร้ายขุนนางกังฉินของราชสำนัก
มีความสามารถในการบอกให้คนทำตามและลูกน้องยอมตายถวายชีวิตมาก