ไกลจากโรงม้าเมิ่งเข่อหนึ่งลี้ หรือราว ๆ 500 เมตร พอเข้าใกล้ที่หมายเ้าผีชวงก็โฉบตัวลงสู่พื้นพสุธาอย่างคล่องแคล่วจากนั้นมันค่อย ๆ ลัดเลาะไปตามตะเข็บทางเดิน ขณะเดียวกันเหวินวั่งซูก็ตามมาติด ๆไม่นานวั่งซูดันตาดีเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างตรงนั้นมีคนบางกลุ่มกำลังลักลอบถ่ายโอนเกลือเถื่อนขึ้นไปบนลำเรืออย่างร้อนเร่ง
ใครคนหนึ่งที่ยืนชี้นิ้วสั่งการอยู่บนลำเรือดูเหมือนจะคุ้นหน้าคุ้นตาเป็พิเศษคนผู้นั้นมีรอยบากใต้ดวงตา สิ่งนี้สามารถระบุตัวตนของคนผู้นั้นได้เป็อย่างดีและนั่นก็เป็รอยแผลเป็ที่เหวินวั่งซูเป็คนทิ้งไว้เมื่อไม่กี่ปีก่อน
ผู้สั่งการของกระบวนการลอบค้าเกลือเถื่อนเป็คนของแคว้นบูรพาที่แฝงตัวมากับคาราวานพ่อค้าต่างเมืองไม่รู้ว่าคนสารเลวอย่างหม่าลื้อหยงรอดจากซุ้มตรวจคนมาได้ยังไงดูท่าว่ากลับเมืองหลวงหนนี้คงต้องเอาเื่ความหละหลวมของขุนนางยศน้อยในต่างแดนไปขึ้นตรงต่อเ้าแคว้นผู้ปกครองแผ่นดินหรือไม่ก็แจ้งต่อสังกัดงานเพื่อให้เข้มงวดกับลูกน้องใต้บัญชาให้มากกว่านี้หาใช่เที่ยวไปรับเงินสินบนไปทั่ว แล้วปล่อยให้คนต่างถิ่นผ่านทางได้ง่าย ๆ
.
..
ฮรี่ ฮรี่~
ขณะเดียวกัน... อยู่ ๆ เสียงสัตว์เลี้ยงก็ร้องโอดครวญขึ้นมาประท้วงครั้นหันไปยังกระแสเสียง จะเห็นว่าริมท่าน้ำบริเวณนั้นมีทาสม้าสิบตัวถูกล่ามทิ้งไว้โดยไม่มีผู้ใดสนใจความเป็อยู่ของมันเห็นอย่างนี้ก็เดาได้ไม่ยากว่าเ้าเฟิงเฮยอดน้ำอดหญ้ามาหลายชั่วยามแล้วครั้นจมูกใหญ่ ๆ ของมันได้กลิ่นตัวของผู้เป็นายเ้าม้าเฟิงเฮยก็ส่งเสียงร้องโฮกตามสัญชาตญาณมันชวนให้ม้าอีกหลายตัวส่งเสียงร้องไปตาม ๆ กัน
และตอนนี้เองเหวินวั่งซูก็ตกไปเป็เป้าหมายของคนบนเรือไปเป็ที่เรียบร้อยแล้วแต่ถึงกระนั้นคนทั้งหมดก็หาได้วิ่งกรูเข้ามาลงมือกับวั่งซูอย่างอุตลุดเหมือนที่คาดคะเนไว้ที่ไม่มีใครกล้าลงมือก่อน นั่นเป็เพราะคนส่วนใหญ่คือแรงงานทาส หาใช่นักฆ่ามือฉมังอีกสิบสองรายที่ยืนกอดอกอยู่บนลำเรือถึงจะเป็นักฆ่าฝีมือดีของแคว้นบูรพาแต่ถึงจะเป็อย่างนั้น คิดหรือว่าขุนนางหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็ยมบาลแห่งต้าหนานจะเกรงกลัวต่อพวกเดรัจฉานข้ามแดน
“สหายเก่าในที่สุดเ้าและข้าก็ได้พบกันอีกครั้งจนได้”
“หุบปากซะ!ข้าเหวินวั่งซูไม่เคยมีสหายชั่วช้าสามานย์อย่างเ้า”
“ไอ้โย่ใต้เท้าเหวินกล่าวหนักเกินไปแล้วตัวข้าหม่าลื้อหยงเลื่อมใสในอำนาจและบารมีของท่านยิ่งนักแต่น่าเสียดายที่วันนี้ขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ที่ภักดีต่อราชวงศ์ไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่งดันต้องตายตกอยู่ใต้คมดาบของข้า”
หม่าลื้อหยงพูดดีได้แค่ไม่กี่ประโยคหลังจากนั้นก็เอาแต่พูดจาส่อเสียดสุนัขไม่รับประทานเหมือนอย่างเคยหากให้อิงจากความเป็จริง นับว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ธรรมดาหม่าลื้อหยงกับเหวินวั่งซูเคยเป็สหายรักกันมาก่อน แต่ก็มิวายมีเื่ให้บาดหมางกระทั่งคนทั้งคู่ตั้งตัวเป็ปรปักษ์กันเหมือนอย่างที่เห็น
ปีนั้นคนตระกูลหม่าวางแผนก่อฏ แน่นอนว่าหม่าลื้อหยงไม่เชื่อคำเตือนของสหายดักดานเชื่อคำสั่งของบิดาอยู่ท่าเดียวบิดาของเขาสั่งให้บุตรชายนำกองพลสองพันนายปิดล้อมราชสำนักหวังสังหารหมู่ขุนนางใต้ท้องพระโรงให้ตายตกอย่างอนาถแต่แล้วการก่อฏในปีนั้นก็ดับสลายลงเพราะเหวินวั่งซูเป็หัวเรือใหญ่พาขุนนางชราลุกขึ้นมาต่อต้าน
นับั้แ่นั้นเป็ต้นมาตระกูลหม่าต้องโทษปะาทั้งโคตรแต่ที่หม่าลื้อหยงยังรอดชีวิตมาได้ตราบจนทุกวันนี้ล้วนเป็เพราะเหวินวั่งซูร้องขอทั้งวิงวอนให้ไว้ชีวิตถ้าไม่เห็นแก่สัมพันธ์เก่าเหวินวั่งซูคงไม่ออกหน้ามากถึงเพียงนี้ในเมื่อขุนนางคนสำคัญวิงวอนนานถึงสามวันสามคืนฝ่าาผู้ปรีชาจึงลงโทษคนตระกูลหม่าด้วยการตัดเส้นเอ็นทำให้มีชีวิตอยู่แต่ไม่ต่างจากคนตายจากนั้นก็ขับไล่ไสส่งคนตระกูลหม่าให้ออกไปใช้ชีวิตนอกเขตแคว้นตามยถากรรม
ด้วยคิดว่าบุรุษที่ไร้เส้นเอ็นและไร้กำลังภายในจะต่างอะไรจากคนพิการ!
ไหนเลยจะคิดว่าหม่าลื้อหยงจะต่อเส้นเอ็นแล้วฟื้นตัวกลับมาเป็ปกติได้อย่างน่าเหลือเชื่อซ้ำร้ายยังสมัครใจเป็สุนัขรับใช้ให้กับเ้าแคว้นบูรพาทั้งยังตั้งตัวเป็ศัตรูกับต้าหนานอย่างไร้จิตสำนึก
ด้วยเหตุนี้หม่าลื้อหยงกับเหวินวั่งซูจึงมีโอกาสได้ปะทะกันหลายต่อหลายครั้งกระทั่งครั้งสุดท้ายที่ประมือกัน...เหวินวั่งซูมีโอกาสบั่นหัวลื้อหยงให้หลุดจากบ่าได้ง่ายๆ แต่ทว่าเขาก็ยังเห็นแก่มิตรภาพในวัยเยาว์ ที่เคยสัญญากันไว้ว่าจะเป็ทั้งสหายและเป็ทั้งพี่น้องร่วมสาบานที่ตายแทนกันได้ ใครไหนเลยจะรู้ว่าโชคชะตาอันแสนบัดซบจะพาสหายวัยเยาว์ที่สนิทกันมากต้องกลับกลายมาเป็คู่ต่อสู้ที่ต้องห้ำหั่นกันเองอย่างเอาเป็เอาตายเพียงเพราะฐานอำนาจจอมปลอมพวกนั้นบีบบังคับให้ลื้อหยงต้องจนตรอก
เพราะเห็นแก่คำสัญญาในปีนั้นวั่งซูจึงเปลี่ยนตำแหน่ง เลือกเฉือนคมดาบใหญ่ไว้บนโหนกแก้มของหม่าลื้อหยงแทนจึงปรากฏให้เห็นรอยแผลเป็ใต้กระบอกตาของเขาจวบจนทุกวันนี้
“ลื้อหยงเมื่อไหร่เ้าจะหูตาสว่างเสียทีจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งเ้าก็ยังขยันทำให้ชีวิตของตัวเองจมดิ่งลงสู่ความวิบัติอย่างไม่รู้จักลดละั้แ่เกิดมา ข้าผู้แซ่เหวินไม่เคยเห็นผู้ใดดักดานได้เท่าเ้าอีกแล้ว”
หลังเหวินวั่งซูจัดการกับนักฆ่าของแคว้นบูรพาทั้งสิบสองคนจนนอนหมอบไปตามๆ กัน สุดท้ายก็ต้องมาประลองฝีมือกับหม่าลื้อหยงอีกตามเคยขณะโรมรันพันตูด้วยคมศาสตราสีเงิน ทั้งสองมิวายสนทนากันผ่านเพลงดาบต่างฝ่ายต่างโต้แย้งไม่มีทีท่าว่าจะลงรอย...
“ข้าก็เป็ของข้าเช่นนี้หนักกระบาลเ้ามากเลยงั้นหรือ”
“วาจาของเ้าช่างโอหังนักหม่าลื้อหยงเ้ายังโง่ดักดานไม่มีเปลี่ยน ปีนั้นข้าวิ่งเต้นออกหน้าแทนคนแซ่หม่าทูลขอให้ฝ่าาทรงละเว้นโทษตาย จนตัวข้าเองต้องยืนแช่คุกน้ำอยู่นานแรมเดือนคิดย้อนกลับไปข้านึกเสียดายยิ่งนักที่ทำเพื่อเ้าถึงเพียงนั้นพอมีโอกาสได้เริ่มต้นชีวิตใหม่แล้วไซ้เหตุใดเ้ายังโง่เง่าะโเข้ามาพัวพันกับราชสำนักอีกไยไม่ใช้ชีวิตสงบเรียบง่ายในต่างแดน”
“บุรุษกล้าได้กล้าเสียกล้าตายกล้าสู้ มีอย่างที่ไหนเอามาทวงบุญคุณอย่างนี้”
“ลื้อหยง! เ้าคงถลำลึกจนเกินเยียวยาแล้วสินะเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่ออมมือ”
“เลิกพล่ามเื่บุญคุณเลิกแสร้งทำเป็เห็นใจ แล้วมาสู้กับข้าเอาให้ตายกันไปข้างจะดีกว่า!”
สิ้นบทสนทนาดังกล่าวก็ไม่มีเสียงใดสอดแทรกขึ้นมาอีกเว้นเสียแต่เสียงศาสตราที่เสียดสีกันต่อเนื่อง ต่อสู้กันไปหลายกระบวนท่า...สุดท้ายดาบใหญ่กระหายโลหิตของเหวินวั่งซูก็พลั้งแทงทะลุลิ้นปี่ของลื้อหยงจนลิ่มเืย้อนออกมาทางปาก
วั่งซูไม่ได้หวังคร่าชีวิตแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดการต่อสู้ระหว่างคนทั้งสองถึงได้บานปลายอย่างนั้นพอวั่งซูออกแรงชักดาบออกจากร่างของคู่ต่อสู้ หม่าลื้อหยงก็ไอโครกรุนแรงจนเห็นเส้นเอ็นปูดโปนข้างลำคอเท้าที่แต่เดิมยืนหยัดได้มั่นคง ตอนนี้อ่อนระทวยไปทั้งร่างสุดท้ายก็ลากขาโซซัดโซเซไปหยัดตัวอยู่ข้างคูเรือแล้วตะเบ็งเสียงห้วนทิ้งท้ายให้วั่งซูปวดใจเล่นจากนั้นค่อยทิ้งตัวลงน้ำแล้วจมหายไปต่อหน้าต่อตา…
“เหวินวั่งซู! สหายข้าสตรีผู้นั้นนางอยู่ที่…”
“ห้ะ! นี่เ้า!นางตายไปหลายปีแล้ว เหตุใดยังต้องพูดถึงนางอีก?”
เหวินวั่งซูเกิดอาการลนลานจนทำอะไรไม่ถูกยามมีคนเอ่ยถึงนางผู้นั้น...เหวินวั่งซูมักเกิดภาพหลอนฉายซ้ำขึ้นมาราวกับมีใครจุดพลุไฟไว้ในหัวมันแสดงให้เห็นเหตุการณ์ในอดีตที่ครั้งหนึ่งเคยพลอดรักกับนางอย่างหวานชื่นทว่าขณะเดียวกันก็มิวายเกิดภาพซ้ำซ้อนให้เห็นนางถูกไฟคลอกตายในตำหนักชั้นในของวังหลวง
ไม่รู้ว่าคำพูดของเ้านั่นเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหนไม่แน่ว่าหม่าลื้อหยงอาจพูดจาส่งเดชเพื่อให้สหายเก่าจมปลักอยู่ในอดีตก็ได้เ้าคนระยำตำบอนนั่นใช้ร่างกายต่อสู้ไม่ไหว ก็เอาจุดอ่อนของคู่ต่อสู้มาล้อเล่นช่างเป็บุรุษที่น่าชังเหลือทน!
ยามนี้วั่งซูฝืนรวบรวมสติสัมปชัญญะเท่าที่จะทำได้จากนั้นค่อย ๆถกชายแขนเสื้อขึ้นสูงแล้วกดเนื้อหนังของตัวเองจนรู้สึกได้ถึงความเ็ปจากนั้นจึงคว้านหาพลุไฟออกมาส่งสัญญาณให้คนใต้บัญชาตามมาหาตนที่จุดเกิดเหตุในทางกลับกันพอเห็นท่าไม่ดีพวกทาสบางกลุ่มใช้โอกาสนี้หลบหนีเอาตัวรอดผิดไปกับชายคนหนึ่งที่พุ่งตรงเข้ามาประคองร่างที่จวนจะหมดสติของเหวินวั่งซูไว้ในอ้อมแขน...
.
..
หนึ่งชั่วยามหลังจากนั้น
เฮือก!
“ข้าฝัน ข้าฝันได้สมจริงนักฝันว่านางยังไม่ตาย!”
เพียงลืมตาตื่นพร้อมลมหายใจเฮือกใหญ่เหวินวั่งซูมิวายหันไปกล่าวกับนักฆ่าคนสนิทที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างเตียงด้วยแววตาตื่นตัวและเปี่ยมหวังแต่ถึงจะเป็อย่างนั้นเจ๋อหร่านก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับรู้แล้วหมุนตัวไปหยิบน้ำชาร้อนให้ผู้เป็นายดื่มล้างปาก
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อยที่นายท่านเหวินตื่นขึ้นมาด้วยสีหน้าเช่นนี้!
“คนเล่า!?” พอเริ่มตั้งสติได้ เหวินวั่งซูไม่ลืมถามหาคน
“เด็กอย่างนางจะทำอะไรได้นอกจากกินแล้วนอน”เจ๋อหร่านกระตุกหางตาให้นายท่านเหวินสนใจคนที่นอนขดอยู่ข้างเตียง พอปรายตามองคนที่ขดอยู่ใต้ผ้าห่มวั่งซูก็อดยื่นนิ้วไปเกลี่ยแก้มนุ่มนิ่มของนางไม่ได้แต่เดี๋ยวเดียวก็หันขวับกลับมาหรี่เปลือกตาคาดคั้นกับเจ๋อหร่านต่อ
“ข้าไม่ได้หมายถึงนางแต่หมายถึงเ้าหนุ่มน้อยผิวดำแดดคนนั้นต่างหากอีกอย่างเ้าได้สั่งให้คนลงไปงมร่างของลื้อหยงหรือไม่ ข้าเหวินวั่งซูยังมีเื่ค้างคาใจต่อให้หม่าลื้อหยงตายเป็ผี ข้าก็หมายจะปลุกคนพรรค์นั้นขึ้นมาคุยกันให้รู้เื่!”
เหวินวั่งซูฝังใจกับประโยคสุดท้ายก่อนที่ลื้อหยงจะทิ้งตัวลงไปในน้ำหากไม่ติดที่เขาสติเลอะเลือนไปเสียก่อนสาบานว่าวั่งซูจะลากตัวลื้อหยงมาสอบปากคำด้วยตัวเอง
“คนที่นายท่านหมายถึงข้าให้รออยู่ในห้องพักของข้า มิหนำซ้ำเ้าหมอนั่นยังบอกอีกว่ามีเื่อยากพูดกับนายท่านขอรับ”
เจ๋อหร่านประสานมือรายงานได้เพียงครึ่งเดียวนายท่านเหวินก็กระเสือกกระสนลงจากเตียงนอนแล้วมุ่งไปหาหนุ่มน้อยคนดังกล่าวอย่างร้อนเร่ง แม้ไม่รู้จักกันเป็การส่วนตัวแต่สัญชาตญาณก็บอกกับวั่งซูว่า เขาถูกชะตากับคนผู้นี้ยิ่งนักอีกอย่างคนผู้นี้จะต้องให้เบาะแสสำคัญแก่วั่งซูได้บ้าง ไม่มากก็น้อย…