คำประกาศก้องของกวินทร์เปรียบเสมือนก้อนหินมหึมาที่ทุ่มลงกลางบ่อน้ำนิ่ง สร้างแรงกระเพื่อมรุนแรงในจิตใจของศิรินทร์ หญิงสาวผู้เป็ถึงประธานกรรมการบริหารเครือบริษัทอัคคีพ่ายกรุ๊ป ผู้ที่เคยเจรจาธุรกิจมูลค่าหมื่นล้านด้วยสีหน้าเรียบเฉย บัดนี้กลับยืนกำหมัดแน่น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันจนเป็เส้นตรง ร่างกายสั่นเทาไม่ใช่ด้วยความหนาวจากไอเย็นที่หลงเหลืออยู่ แต่ด้วยไฟแห่งโทสะและความสับสนที่ปะทุขึ้นในอก
"นาย"
ศิรินทร์เค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคู่สวยจ้องมองชายหนุ่มในสภาพยาจกตรงหน้าด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
"นายกล้าดียังไงมาพูดจาอวดดีแบบนี้ ต่อหน้าฉันคนนี้!"
เธอตวาดลั่น แต่กวินทร์กลับไม่สะทกสะท้าน เขายังคงยืนหยัดด้วยท่วงท่าสง่างาม แม้เสื้อผ้าจะขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนคราบสกปรก แต่แววตาของเขากลับฉายประกายอำนาจบางอย่างที่ทำให้ศิรินทร์รู้สึกวูบไหวในใจลึกๆ มันคือแววตาของคนที่มั่นใจในวาจาของตนเองอย่างถึงที่สุด แววตาที่ไม่ใช่ของคนขี้แพ้ที่หนีปัญหาเมื่อห้าปีก่อนอีกต่อไป
"ผมไม่ได้อวดดี ริน แต่ผมพูดความจริง"
กวินทร์เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวลแต่หนักแน่น
"ชีวิตของอันดาประเมินค่าไม่ได้ เงินทองของคุณอาจจ้างหมอที่เก่งที่สุดในโลกมาได้ แต่หมอพวกนั้นรักษาลูกไม่ได้ คุณเห็นกับตาแล้วว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น มีแค่ผม พ่อคนนี้เท่านั้น ที่จะดึงลูกกลับมาจากความตายได้"
ศิรินทร์ชะงัก เถียงไม่ออก ภาพที่ลูกสาวลืมตาขึ้นมายิ้มและเรียกหาพ่อยังคงติดตาตรึงใจเธออยู่ มันเป็หลักฐานชิ้นสำคัญที่หักล้างทิฐิในใจเธอจนพังทลาย หากเธอปฏิเสธเขาตอนนี้ ก็เท่ากับเธอเซ็นใบมรณะบัตรให้ลูกตัวเอง
"ก็ได้"
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสติและดึงหน้ากากนางพญาผู้เ็ากลับมาสวมอีกครั้ง
"ถ้านายมั่นใจนักว่านายมีค่ามากกว่าเงินหมื่นล้านของฉัน งั้นเรามาดูกัน แต่จำใส่หัวไว้กวินทร์ ว่าฉันไม่ได้ยอมรับนายในฐานะพ่อของลูก และฉันไม่ได้ให้อภัยนาย ฉันแค่มองนายเป็ อุปกรณ์ทางการแพทย์ชิ้นหนึ่งที่มีความจำเป็ในตอนนี้เท่านั้น"
คำพูดนั้นเจ็บแสบราวน้ำกรดราดลงบนแผลสด แต่กวินทร์กลับเพียงแค่ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
"จะเป็อุปกรณ์ เป็คนรับใช้ หรือเป็ทาส ผมก็ยอมทั้งนั้น ขอแค่ได้อยู่ใกล้ลูก"
"หุบปาก!"
ศิรินทร์ตวาดขัดจังหวะทันควัน เธอทนเห็นรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นจอมปลอมนั่นไม่ได้ มันทำให้เธอนึกถึงอดีตที่เ็ป
"ออกไปรอข้างนอก สภาพนายตอนนี้มันอุจาดตาเกินกว่าจะอยู่ในห้องวีวีไอพี ฉันจะเรียกทนายมาจัดการเื่นี้ให้เป็ลายลักษณ์อักษร อย่าคิดจะหนีไปไหน เพราะถ้านายก้าวขาออกไปแม้แต่ก้าวเดียว ฉันจะถือว่านายสละสิทธิ์ และจะสั่งให้ฮันเตอร์ระดับเอสล่าหัวนายทันที"
กวินทร์พยักหน้าช้าๆ รับคำสั่งโดยไม่โต้แย้ง เขาหันไปมองลูกสาวที่นอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงเป็ครั้งสุดท้ายด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะเดินลากขาที่อ่อนล้าออกจากห้องไป ทิ้งให้ศิรินทร์ยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงันและความสับสนเพียงลำพัง
เมื่อประตูห้องปิดลง (เท่าที่บานประตูพังๆ จะปิดได้) ศิรินทร์ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาหนังแท้ราคาแพง มือบางยกขึ้นกุมขมับ เธอยังคงสั่นไม่หาย เหตุการณ์ในวันนี้มันหนักหนาเกินกว่าที่หัวใจของแม่คนหนึ่งจะรับไหว ทั้งลูกเกือบตาย และการกลับมาของอดีตคนรักที่เธอเกลียดที่สุด
เธอหยิบสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดที่บางเฉียบขึ้นมา นิ้วเรียวสวยกดโทรออกหาบุคคลสำคัญสองคนทันที
"คุณวิชัย มาพบฉันที่โรงพยาบาลเซนต์เอเดนด่วน เตรียมร่างสัญญาจ้างงานฉบับที่รัดกุมที่สุดมาด้วย ฉันมีเื่ต้องใช้บริการทนายมือหนึ่งอย่างคุณ ใช่ เดี๋ยวนี้"
หลังจากวางสายทนายความประจำตระกูล เธอสูดหายใจลึกอีกครั้ง ก่อนจะกดโทรออกหาเบอร์ที่ไม่ได้เมมชื่อไว้ แต่เป็เบอร์ของนักสืบเอกชนมือพระกาฬที่เธอใช้งานเป็ประจำ
"ไปสืบประวัติผู้ชายคนหนึ่งมาให้ฉัน ชื่อ กวินทร์ อัศวเทวา สืบย้อนหลังไปห้าปี เอาให้ละเอียดที่สุด ฉันอยากรู้ว่าไอ้สารเลวนั่นมันหายหัวไปมุดอยู่ที่ไหนมา!"
. . .
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง
บรรยากาศหน้าห้องพักผู้ป่วยวีวีไอพีเต็มไปด้วยความตึงเครียด บอดี้การ์ดชุดใหม่ถูกส่งมาประจำการนับสิบคน ยืนล้อมรอบชายหนุ่มในสภาพยาจกที่นั่งขัดสมาธิหลับตาพิงผนังอยู่อย่างเงียบเชียบ ราวกับนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ที่รอการพิพากษา
กวินทร์ไม่ได้สนใจสายตาดูถูกเหยียดหยามของเหล่าการ์ด เขากำลังใช้เวลาทุกวินาทีในการโคจรลมปราณอันน้อยนิดเพื่อฟื้นฟูเส้นชีพจรที่เสียหาย การรักษาอันดาเมื่อครู่ทำให้เขาเสียพลังไปมาก หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นอีก เขาต้องพร้อมเสมอ
"ขอทางหน่อยครับ!"
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเทาเนี้ยบกริบ ทรงผมหวีเรียบแปล้ แว่นตากรอบทองสะท้อนแสงไฟ และกระเป๋าเอกสารหนังจระเข้ใบโต นี่คือ ทนายวิชัย หัวหน้าทีมกฎหมายของตระกูลศิรินทร์ ผู้ขึ้นชื่อเื่ความเขี้ยวลากดินและไม่เคยแพ้คดี
ทนายวิชัยหยุดยืนมองกวินทร์ด้วยสายตารังเกียจราวกับมองกองขยะที่มาวางผิดที่ เขาขยับแว่นเล็กน้อยแล้วทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ ก่อนจะเดินเชิดหน้าเข้าไปในห้องผู้ป่วย
ภายในห้อง ศิรินทร์นั่งรออยู่แล้ว บนโต๊ะกระจกตรงหน้าเธอมีแท็บเล็ตที่เปิดไฟล์ข้อมูลบางอย่างค้างไว้ สีหน้าของเธอเคร่งเครียดและเ็ายิ่งกว่าเดิม
"มาแล้วเหรอคะคุณวิชัย"
"ครับคุณศิรินทร์ ผมรีบมาทันทีที่วางสาย นี่คือร่างสัญญามาตรฐานที่คุณ"
"ไม่ต้องใช้มาตรฐานค่ะ"
ศิรินทร์สวนขึ้นทันที ดวงตาของเธอจ้องมองไปที่ข้อมูลบนหน้าจอแท็บเล็ต ข้อมูลที่นักสืบเพิ่งส่งมาให้เมื่อห้านาทีก่อน ซึ่งเป็เครื่องยืนยันความเลวร้ายของกวินทร์ในสายตาเธอ
"ฉัน้าสัญญาที่ผูกมัดและริดรอนสิทธิ์ทุกอย่างของผู้ถูกจ้าง สัญญาที่จะทำให้เขาไม่มีสิทธิ์เรียกร้องความเป็มนุษย์ หรือแม้แต่ความเป็พ่อ เขียนให้โหดที่สุดเท่าที่กฎหมายจะอนุญาต หรือถ้าเกินกว่านั้นได้ก็ทำ"
ทนายวิชัยเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ปกติศิรินทร์เป็นักธุรกิจที่แฟร์และมีเหตุผล แต่วันนี้เธอดูเหมือนราชินีน้ำแข็งที่้าจะบดขยี้ใครสักคนให้แหลกคามือ
"เอ่อ ได้ครับ แต่ผมขอทราบเหตุผลได้ไหมครับ ข้อมูลของคู่สัญญา"
ศิรินทร์หมุนหน้าจอแท็บเล็ตไปให้ทนายดู บนนั้นคือรายงานสรุปประวัติของ กวินทร์ อัศวเทวา ใน่ 5 ปีที่ผ่านมา
[สถานะ: บุคคลสูญหาย / ไร้ร่องรอย] [ประวัติการทำงาน: ว่างเปล่า] [ประวัติการเดินทาง: ไม่มีการบันทึกการเข้าออกประเทศใดๆ ในโลก] [ธุรกรรมทางการเงิน: บัญชีถูกปิดตาย ไม่มีการเคลื่อนไหว] [ประวัติอาชญากรรม: ไม่พบ (แต่มีความเป็ไปได้ว่าอาจหลบหนีคดีในช่องทางธรรมชาติ)]
"ว่างเปล่า"
ศิรินทร์พูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือด้วยความโกรธ
"ห้าปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้ไปทำงานหาเงิน ไม่ได้ไปสร้างอนาคต ไม่ได้ไปต่างประเทศ เขาแค่หายตัวไปเฉยๆ หายไปเหมือนคนตาย ไร้ความรับผิดชอบ ไร้ตัวตน ทิ้งให้ฉันต้องแบกรับทุกอย่าง แล้วจู่ๆ ก็โผล่มาบอกว่าตัวเองเป็พ่อคนเดียวที่ช่วยลูกได้ มันน่าสมเพชสิ้นดี"
ในความคิดของศิรินทร์ (และคนทั่วไปที่ไม่อาจเข้าใจเื่การข้ามมิติ) ข้อมูลนี้ตีความได้เพียงอย่างเดียว คือกวินทร์เป็คนเหลวแหลก อาจจะไปติดคุก ติดยา หรือหนีหนี้ไปกบดานอยู่ในรูหนูสักแห่ง แล้วพอเื่เงียบก็ซมซานกลับมา
"เข้าใจแล้วครับ"
ทนายวิชัยพยักหน้า สีหน้าเปลี่ยนเป็จริงจัง
"คนประเภทนี้อันตรายที่สุดครับ ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไม่มีเครดิต เราต้องจัดการให้เด็ดขาด ผมจะร่างสัญญาที่ทำให้เขาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงให้คุณศิรินทร์รำคาญใจเลยครับ"
"จัดการเลยค่ะ ฉันให้เวลาสิบนาที แล้วเรียกมันเข้ามา"
. . .
สิบนาทีต่อมา
ประตูห้องผู้ป่วยถูกเปิดออกอีกครั้ง บอดี้การ์ดเดินไปสะกิดเรียกกวินทร์อย่างหยาบคาย
"เฮ้ย! ลุก! นายหญิงเรียก"
กวินทร์ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ประกายสีทองในดวงตาวูบหายไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงดวงตาสีดำสนิทที่ลึกล้ำ เขาพยุงตัวลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นออกจากกางเกงยีนส์ขาดๆ แล้วเดินเข้าไปในห้องด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม
บรรยากาศภายในห้องเย็นะเืด้วยเครื่องปรับอากาศที่เปิดจนสุด และรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของศิรินทร์ เธอเปลี่ยนท่านั่งเป็นั่งไขว่ห้าง กอดอก จ้องมองเขาด้วยสายตาที่เหมือนมองแมลงสกปรก
ทนายวิชัยนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมห้อง พิมพ์เอกสารในแล็ปท็อปอย่างรวดเร็ว เสียงแป้นพิมพ์ดังก๊อกแก๊กบาดหูทำลายความเงียบ
"นั่งลง"
ศิรินทร์สั่งสั้นๆ โดยไม่ชี้มือ เธอมองไปที่พื้นพรมหน้าโซฟา
กวินทร์มองเก้าอี้ที่ว่างอยู่ แต่เข้าใจเจตนาของเธอดี เขาไม่ได้โต้แย้งหรือเรียกร้องศักดิ์ศรี เขาค่อยๆ นั่งขัดสมาธิลงกับพื้นพรม ตรงหน้าศิรินทร์ที่นั่งอยู่สูงกว่า ราวกับข้ารับใช้ที่รอรับบัญชาจากราชินี
"ทนายวิชัย เอาสัญญามา"
ทนายวัยกลางคนกดสั่งพิมพ์เอกสาร เครื่องพิมพ์พกพาขนาดจิ๋วส่งเสียงครางฮือๆ ก่อนจะคายกระดาษออกมาปึกใหญ่ ทนายวิชัยรวบเอกสารเ่าั้ จัดให้เรียบร้อย แล้วเดินมาส่งให้ศิรินทร์ด้วยท่าทางนอบน้อม
"นี่ครับคุณศิรินทร์ ร่างสัญญาจ้างงานฉบับพิเศษ ตามที่คุณ้าทุกประการ"
ศิรินทร์รับเอกสารปึกนั้นมาถือไว้ในมือ เธอกวาดสายตาอ่านเนื้อหาคร่าวๆ ริมฝีปากกระตุกยิ้มเหยียดหยามที่มุมปาก ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วเดินตรงเข้าไปหากวินทร์ที่นั่งอยู่บนพื้น
เงาของเธอทาบทับลงบนร่างของชายหนุ่ม กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยมาแตะจมูกเขา กลิ่นหอมที่เขาจำได้ดี แต่วันนี้มันเจือไปด้วยกลิ่นไอของความเ็า
"ฟังให้ดีนะกวินทร์"
ศิรินทร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์
"ฉันตรวจสอบประวัติเน่าๆ ของนายแล้ว ห้าปีที่ผ่านมา นายมันก็แค่บุคคลสาบสูญ ไม่มีงานทำ ไม่มีเงิน ไม่มีหลักแหล่ง มันยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่ฉันคิดถูกต้อง นายมันก็แค่พวกขี้แพ้ที่หนีปัญหา"
กวินทร์เงยหน้ามองเธอ เขาอยากจะะโบอกเหลือเกินว่าห้าปีนั้นเขาต้องสู้กับสัตว์อสูรา ต้องฝึกฝนวิชาเซียนจนเืตาแทบกระเด็นเพื่อหาทางกลับมาหาเธอ แต่เขารู้ว่าพูดไปตอนนี้ก็ไม่มีใครเชื่อ มีแต่จะถูกมองว่าเป็คนบ้า
"ผม"
"อย่าแก้ตัว!"
เธอตวาดเสียงแข็ง
"ฉันไม่สนว่านายไปมุดหัวอยู่ที่ไหน แต่ในเมื่อนายเสนอหน้ากลับมา และยืนยันว่าจะรักษาลูก ฉันก็จะให้โอกาส แต่โอกาสของฉัน ไม่ใช่ของฟรี"
เธอยกปึกเอกสารในมือขึ้นสูง โบกมันไปมาตรงหน้าเขา
"นี่คือสัญญาจ้างงานระหว่าง นายกวินทร์ อัศวเทวา และ บริษัทอัคคีพ่ายกรุ๊ป โดยมีฉันเป็นายจ้างโดยตรง เนื้อหาในนี้มีกฎเหล็กที่นายต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด"
เธอเริ่มร่ายยาวด้วยน้ำเสียงเชือดเฉือน
"ข้อหนึ่ง นายจะได้รับตำแหน่ง 'ผู้ดูแลพิเศษ' มีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือรักษาและดูแลอาการของอันดา ห้ามก้าวก่ายเื่อื่นในบ้าน ห้ามยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจ และห้ามแสดงความเห็นใดๆ ถ้าฉันไม่ถาม"
"ข้อสอง ห้ามเปิดเผยสถานะความสัมพันธ์ระหว่างนายกับฉัน หรือนายกับลูก ให้บุคคลภายนอกรับรู้เด็ดขาด ในสายตาคนอื่น นายคือคนรับใช้ คือพี่เลี้ยงเด็ก ถ้ามีข่าวหลุดออกไปแม้แต่นิดเดียว สัญญาเป็โมฆะ และนายจะถูกฟ้องล้มละลายจนต้องไปนอนคุก"
"ข้อสาม ห้ามแตะต้องตัวฉัน ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น และห้ามใช้สิทธิ์ความเป็พ่อมาเรียกร้องความสนใจจากลูก นายเป็แค่คนที่ถูกจ้างมาทำหน้าที่ อย่าสำคัญตัวผิด"
"และข้อสุดท้าย"
ศิรินทร์โน้มตัวลงมา ใบหน้าสวยเฉี่ยวอยู่ห่างจากหน้าของกวินทร์เพียงคืบ ดวงตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในตาของเขาเพื่อข่มขวัญ
"นายจะต้องอยู่ภายใต้การจับตามองของฉันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ห้ามพาลูกคลาดสายตา ห้ามหายตัวไปไหน ถ้านายผิดสัญญาข้อไหนก็ตาม ฉันมีสิทธิ์ไล่นายออกทันที และจะไม่มีการจ่ายค่าจ้างแม้แต่บาทเดียว"
เธอหยุดพูดเพื่อดูปฏิกิริยา หวังจะเห็นความโกรธแค้นหรือความอับอายบนใบหน้าของเขา แต่สิ่งที่เธอเห็นกลับเป็ความสงบนิ่งที่น่าหงุดหงิด กวินทร์เพียงแค่มองเธอนิ่งๆ ราวกับรับฟังเื่ดินฟ้าอากาศ
"เข้าใจที่ฉันพูดไหม?"
"เข้าใจครับ"
กวินทร์ตอบสั้นๆ ไม่มีน้ำเสียงประชดประชัน มีแต่ความยอมรับโดยดุษณี
"ผมยอมรับทุกเงื่อนไข ขอแค่ให้ผมได้เริ่มรักษาลูกทันที"
คำตอบของเขาทำให้ศิรินทร์รู้สึกเหมือนชกหมัดใส่ปุยฝ้าย ความโกรธของเธอไม่มีที่ลง เธออยากเห็นเขาเ็ป เหมือนที่เธอเ็ปมาตลอดห้าปี
"ดี ถ้าคิดว่าทำได้ ก็ลองดู"
ศิรินทร์เหยียดยิ้มที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่ดูถูกเหยียดหยามถึงที่สุด
"ปึ้ก!"
แทนที่จะยื่นเอกสารให้ดีๆ ศิรินทร์กลับสะบัดข้อมือ โยนปึกกระดาษสัญญาหนาเตอะใส่หน้าอกของกวินทร์อย่างแรง สันกระดาษคมๆ บาดเข้าที่แก้มของเขาจนเกิดรอยแดงจางๆ ก่อนที่เอกสารทั้งปึกจะร่วงกราวลงมากระจัดกระจายอยู่บนตักและพื้นพรมรอบตัวเขา
ทนายวิชัยที่ยืนดูอยู่ด้านหลังหัวเราะ "หึ" ในลำคอด้วยความสะใจ
กวินทร์ไม่ปัดป้อง ไม่หลบสายตา และไม่แสดงความเ็ป เขาเพียงแค่ก้มลงมองกระดาษสัญญาที่เกลื่อนกลาดอยู่รอบตัว แล้วค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบแผ่นที่มีช่องเซ็นชื่อขึ้นมา
ศิรินทร์ยืนกอดอก มองต่ำลงมาด้วยสายตาของผู้ชนะที่มองผู้แพ้ เอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่เ็ายิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก
"อ่านซะ ถ้าทำได้ตามนี้ ฉันจะจ้างนาย"