“ โยฮัน ! แกไปกินอะไรผิดสำแดงมาหรือเปล่า แกไปเอาแรงช้างมาจากไหนเยอะแยะ ”
บาสมองไปยังร่างของรุ่นน้องร่วมแผนก หลังจากถูกประตูรถภายในมือของโยฮันกระแทกพวกเขาก็ร่างลอยกระเด็นออกไปไกลราวสิบเมตร เมื่อหันมองกลับหลังเขาก็เห็นโยถูกเตะกระเด็นออกไปไกลไม่ต่างกันทั้งที่มีร่างกายอ้วนโตหนักร้อยกว่ากิโลกรัม นับว่าเป็เื่ยากที่จะเตะอีกฝ่ายให้กระเด็นไปไกล ถึงอย่างนั้นแรงกระแทกมหาศาลกลับไม่ทำให้พวกเขาได้รับาเ็แม้แต่น้อย นับว่ากลายเป็ซอมบี้เหมือนในหนังเต็มตัว
“ พี่ไม่เคยได้ยินเหรอ ถ้าคนเรากลัวตายมักจะทำเื่น่าเหลือเชื่อ แล้วผมต้องช่วยคนอื่นด้วยหรือเปล่าพี่ !”
โยฮันร้องะโถามพี่ชาย เขา้าจุดหมายในการเดินทางกลับเข้าสู่โรงงาน หากไปกันเพียงแค่ 2 คนเขากลัวว่าเมื่อการช่วยเหลือมาถึงจะไม่มีใครเห็นจึงสอบถามรุ่นพี่ว่าเขาจะต้องช่วยใครหรือเปล่า
“ แกไหวไหม พอจะช่วยคนระหว่างเดินทางได้หรือเปล่า ”
“ ผมจะลองดูพี่ ว่าแต่เราจะไปหลบที่ไหน ”
“ ยังไม่รู้ วิ่งไปก่อน ดูว่าคนอื่นวิ่งหนีไปไหนเราก็ตามพวกเขาไป ”
โยฮันะโเตะร่างของพี่โยอีกครั้งจนกระเด็นออกไปไกลมากกว่าเดิม เขายังไม่กล้าเตะสุดแรงเพราะกลัวว่าในภายหลังจะมียารักษา เขายังไม่อยากกลายเป็ฆาตกร ต่อให้พี่โยจะกลายเป็ซอมบี้ไปแล้ว พรุ่งนี้อาจจะมีทหารเข้าช่วยเหลือแล้วนำยาเข้ามารักษา โยฮันจึงคิดเพียงแค่ว่าเขาต้องเตะอีกฝ่ายออกไปให้ห่างเพื่อให้ตนเองมีทางวิ่ง
“ ตามผมมาเลยพี่ อย่าลืมหยิบไม้มาด้วย ”
บาสหันมองซ้ายขวา เขาเจอไม้ท่อนหนึ่งวางเอาไว้ไม่ไกลออกไป หากเป็อย่างที่คิดซอมบี้จะต้องแพร่กระจายเชื้อได้ จากการสังเกตเพื่อนร่วมงานหลายคนที่กลายเป็ซอมบี้มีสาเหตุมาจากการถูกกัด ไม้หน้าสามในมือจึงเป็สิ่งที่สามารถลดระยะการเข้าถึงของซอมบี้ได้
“ โยฮัน แกรู้สึกไงบ้าง ”
เสียงหอบหายใจดังขึ้นด้านหลังของโยฮัน บาสทำเพียงวิ่งตามเท่านั้น ความเร็วของเขานับว่าถูกโยฮันทิ้งห่าง ทว่าการวิ่งหาสถานที่หลบในครั้งนี้กลับทำให้เขาไม่กลัวตาย ทั้งที่รู้ว่ารอบตัวมีซอมบี้ล้อมรอบ ความรู้สึกสนุกกลับผุดขึ้นมาในหัวหลังจากมองเห็นคนที่ไม่ชอบขี้หน้ากลายเป็ซอมบี้
“ ผมยังปกติดี มีอะไรเหรอพี่ ”
“ ดูไอ้หมอนั่นสิ มันกลายเป็ซอมบี้ไปแล้ว เมื่อวานด่าแผนกพวกเราเสียๆหายๆ วันนี้กลายเป็ซอมบี้พูดไม่ได้ ทำได้แค่ร้อง ”
“ บ้าจริง นี่พี่จะสนุกตลอดเวลาเลยเหรอ เรากำลังจะตายนะพี่ รีบตามผมมาเร็วเข้า ผมเห็นซอมบี้วิ่งไปทางนั้นมันจะต้องวิ่งไล่ใครบางคนไปแน่ ”
โยฮันมองดูรุ่นพี่ของตนเอง เมื่อครู่เขายังรู้สึกได้ถึงความสับสนจากอีกฝ่ายหลังจากเห็นเพื่อนร่วมแผนกกลายเป็ซอมบี้ ไม่นานความรู้สึกก็เปลี่ยนไปเป็หวาดวิตกกลัวว่าตนเองจะต้องกลายเป็ซอมบี้เหมือนคนอื่นๆ ความรู้สึกในตอนนี้กลับต่างออกไป บนใบหน้าของบาสเต็มไปด้วยความดีใจ ยังไม่ทันที่โยฮันจะได้วิ่งต่อเขากลับเห็นพี่บาสวิ่งเข้าไปหาคนที่ไม่ชอบขี้หน้าก่อนจะใช้ไม้ในมือหวดอีกฝ่ายไม่ยั้งจากนั้นก็วิ่งมาทางเขาเพื่อให้เปิดทางวิ่งหนี
“ ไปเร็วโยฮัน มันตามมาแล้ว! ”
“ พี่จะบ้าเหรอพี่บาส ถ้าถูกข่วนพี่อาจจะเป็ซอมบี้ได้เลยนะ ”
โยฮันวิ่งตามพี่บาสก่อนจะขึ้นไปวิ่งนำหน้าเพื่อใช้ประตูรถภายในมือกระแทกซอมบี้ออกจากทาง พอมองย้อนกลับไปทางด้านหลังเขาพบว่ารุ่นพี่กำลังใช้ไม้หวดศีรษะซอมบี้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็ผู้หญิงหรือผู้ชายต่างถูกหวดจนล้มลงไปนอนบนพื้นดิน
“ พี่บาส พี่ทำแบบนั้นทำไม ”
“ พวกมันเคยด่าฉัน แกไม่ต้องสนใจหรอก ไปเร็วก่อนที่พวกมันจะแห่มามากกว่านี้ ”
โยฮันเลิกสนใจการกระทำของรุ่นพี่ จนกระทั่งเขามองเห็นซอมบี้กลุ่มหนึ่งมีราว 20 ตัวกำลังใช้มือทุบประตูบานใหญ่ ด้านในประตูเป็ห้องประชุมที่ทุกแผนกจะต้องส่งตัวแทนมาอบรมณ์ทุกวัน เมื่อรู้ว่าข้างในยังมีคนอยู่จำนวนมาก โยฮันจึงหันไปะโบอกรุ่นพี่บาสว่าเขาจะบุกเข้าไปตรงๆ
“ พี่ ผมจะเข้าไปแล้วนะ! ”
“ เป็ไงเป็กัน แกเปิดฉันตาม! ”
โยฮันจับประตูรถเอาไว้ในมือให้มั่นแล้วโน้มตัวไปด้านหน้าถ่ายเทแรงทั้งหมดไปยังขาก่อนจะพุ่งไปด้วยแรงทั้งหมดเท่าที่มี ด้วยการเลียนแบบการพุ่งชนของวัวและหมูที่กินเข้าไปรวมเข้ากับพละกำลังของมดจากไข่มดแดงทำให้น้ำหนักที่กำลังจะกระแทกเพิ่มมากยิ่งขึ้น
ทันทีที่ร่างของโยฮันพุ่งมาถึงจุดที่ซอมบี้ยืนทุบประตูด้วยการใช้มือและศีรษะ เขาก็ใช้ประตูรถในมือกระแทกร่างของซอมบี้ราวกับขับรถพุ่งชนบนทางเท้า
ซอมบี้ทั้งหมดล้วนแล้วถูกกระแทกจนกระเด็นกระดอนออกไปไกล เพียงแค่การพุ่งชนหนึ่งครั้งทำให้หน้าทางเข้าห้องประชุมว่างเปล่าไร้ซอมบี้
“ มีใครได้ยินไหม ! เปิดประตูให้ที พวกเรามาจากแผนกวิศวกรไฟฟ้า ตอนนี้ไล่ซอมบี้ออกไปแล้วช่วยเปิดประตูให้เราหน่อย !”
แม้จะรู้สึกใบาสกลับต้องรีบทำหน้าที่เคาะประตู ซอมบี้ที่ถูกกระแทกออกไปรอบๆพยายามกลับเข้ามาโจมตี โยฮันจึงใช้จังหวะนี้กระแทกพวกมันจนล้มราวกับโดมิโน
“ ได้ยินไหม เปิดประตูที ซอมบี้ออกไปแล้ว เรา้าเข้าไปข้างใน! ”
บาสยังคงเคาะประตูเรื่อยๆ ในระหว่างรอให้ด้านในมีการตอบสนอง เขาได้ยินเสียงพูดคุยที่เหมือนจะทะเลาะกันจากคนที่หลบซ่อนอยู่ภายใน บางคน้าให้เปิดประตูต้อนรับแผนกวิศวกรไฟฟ้า ทว่ากลับมีบางคนไม่้าให้เปิด
“ โยฮัน พวกเขาไม่ยอมเปิด เอาไงต่อ! ”
โยฮันหันมองพี่บาส จากนั้นเขาก็เริ่มกวาดตามองออกไปรอบๆ สิ่งที่เขาเห็นในตอนนี้คือซอมบี้กำลังเดินทางมายังห้องประชุมจากเสียงเคาะประตูของพี่บาส ซึ่งเขารู้ว่าพนักงานอาจจะกลายเป็ซอมบี้หมดแล้ว คงเหลือแค่คนที่อยู่ในห้องประชุมที่ยังคงปกติ
“ ถ้าเราพังเข้าไปประตูได้พังแน่ มีทางอื่นเข้าห้องประชุมไหมพี่ ”
“ เหมือนจะมี ขอคิดก่อน จำได้ว่าด้านหลังจะมีบันไดหนีไฟ หากปีนเข้าไปจากทาง้าน่าจะได้ ”
“ งั้นไปเลยพี่ ”
โยฮันเปิดทาง เขารู้จักบันไดหนีไฟเพราะต้องเดินสำรวจระบบไฟฟ้าทุกจุด กระทั่งมาถึงบันไดหนีไฟเขาจึงทิ้งประตูแล้วปีนป่ายขึ้นไป ทางฝั่งพี่บาสทิ้งไม้หน้าสามแล้วปีนตามขึ้นไปติดๆ กระทั่งอยู่ระดับความสูง 5 เมตรพวกเขาทั้งสองได้หันมองด้านล่างก่อนจะพบว่าซอมบี้ไม่สามารถปีนบันไดไล่ตามมาได้
“ พวกมันปีนไม่ได้ เหมือนในหนังเลย ”
“ ไปกันเถอะพี่ ”
โยฮันปีนนำหน้าขึ้นไปอีก 3 เมตรจนมาถึงประตูบานเล็กๆใช้สำหรับขึ้นไปบนเพดานห้องประชุม เขาจึงเปิดประตูแล้วมุดเข้าไปด้านในพบเข้ากับระเบียงบนเพดาน เมื่อมองสำรวจเขาก็พบผู้คนจำนวนมากภายในห้องกำลังมองเขาเช่นเดียวกัน โยฮันจึงมองหาบันไดทางลงแล้วเดินไปตามระเบียงก่อนจะไต่ลงไปรวมกับทุกคน
สายตาพนักงานมากมายหลายคู่จับจ้องมองชายในเครื่องแบบทั้งสองที่กำลังไต่ลงมาช้าๆไม่เร่งรีบ จนกระทั่งพนักงานแผนกวิศวกรไฟฟ้าทั้ง 2 ลงจากบันไดได้สำเร็จ หนึ่งในชายสวมสูทสีดำดูดีก็ได้ร้องะโไปยังพวกเขาทั้งสองคนด้วยท่าทางหงุดหงิด
“ พวกแกทำบ้าอะไร แบบนี้พวกมันก็ตามเรามาได้ ไอ้พวกขยะสร้างแต่ปัญหา มีสมองหัดใช้บ้าง พวกแกกำลังทำให้คนอื่นเดือดร้อน ”
บาสได้ยินเสียงที่เขาคุ้นเคย มันเป็เสียงก่อนหน้าที่ห้ามไม่ให้ทุกคนเปิดประตูต้อนรับพวกเขาทั้งสองคน เมื่อมาเห็นใบหน้านั้นชัดๆ เขาก็จำได้ดีว่าชายคนนี้คือหลานของผู้บริหาร หนึ่งในคนที่พนักงานไม่อยากจะเข้าใกล้ ยิ่งเป็พนักงานชายยิ่งไม่อยากเข้าไปใกล้ๆ เนื่องจากว่าอีกฝ่ายมักใช้ตำแหน่งข่มพวกเขาให้ดูด้อยกว่า
“ โยฮัน มุมนี้ว่างพักเอาแรงก่อน ”
บาสไม่ได้สนใจเสียงตะคอกเมื่อครู่ เขารู้ว่าตนเองไม่สามารถสู้อีกฝ่ายได้ ยิ่งอีกฝ่ายเป็หลานผู้บริหาร เขาจึงทำหูทวนลมแล้วพารุ่นน้องในแผนกไปพักเพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้
ขณะที่ทั้งสองทิ้งตัวลงนั่งพัก หญิงสาวสวมชุดสูทรัดรูปก็ได้เดินเข้ามาหา บาสจึงเป็ฝ่ายรับหน้า การที่โยฮันต้องเงียบนั่นก็เพราะการทำงานส่วนมาก รุ่นพี่ของเขาจะคอยตอบคำถามเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดเพราะเป็หัวหน้าทีม
“ ฉันขอถามได้ไหมคะ ด้านนอกเป็ยังไงบ้าง ”
“ คุณเลขา ในตอนที่เราเข้ามามีซอมบี้ราว 50 ตัวเห็นจะได้ ดูท่าจำนวนพวกมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ”
“ ก็เพราะพวกแกเคาะประตูพวกมันจึงแห่มาไง ” ชายสวมสูทยังคงเหน็บแหนมด้วยคำพูดไม่พอใจ บาสกลับหันมองรุ่นน้องเพื่อดูว่าอีกฝ่ายแสดงสีหน้าเช่นไร เมื่อเห็นว่าโยฮันไม่ได้ใส่ใจจึงรู้สึกเบาใจเขาจึงเป็ฝ่ายถามกลับ
“ คุณเลขา มีใครติดต่อข้างนอกได้ไหม หมายถึงตำรวจ โรงพยาบาลอะไรทำนองนี้ ”
“ ไม่ค่ะ โทรศัพท์ของพวกเราไม่สามารถใช้งานได้เลย เราไม่รู้เลยว่าข้างนอกสถานการณ์เป็ยังไง พวกคุณมาจากแผนกวิศวกรไฟฟ้าใช่ไหมคะ พอจะซ่อมวิทยุเก่าๆได้ไหมเผื่อมันจะใช้งานได้ ”
บาสหันมองโยฮัน พวกเขาทั้งสองมีความสามารถในการซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าติดตัว เมื่อเห็นว่ารุ่นน้องขยับคางบอกให้ตนเองรับงานมาทำเขาจึงหันไปทางเลขา
“ ผมไม่มั่นใจนะว่ามันจะกลับมาทำงานได้ วิทยุภายในห้องประชุมไม่ได้ใช้มาจะห้าปีแล้ว ”
“ เหอะ เป็ถึงวิศวะแค่ซ่อมวิทยุยังทำไม่ได้ ” ชายสวมสูทสีดำยังไม่เลิกเหน็บแหนม บาสอยากเดินเข้าไปตบหน้าอีกฝ่ายด้วยแรงทั้งหมด เขากลับต้องอดกลั้นเมื่อได้ยินเสียงหวานๆจากเลขา
“ ไม่เป็ไรค่ะ ลองซ่อมดูก่อน ”
“ โยฮัน แกนำพวงกุญแจมาด้วยไหม ”
โยฮันควักตามถุงต่างๆ เสื้อมีถุงอยู่ 2 ข้างกางเกงที่มีอยู่มากกว่า 5 ถุงถูกล้วงเข้าไป เขากลับไม่เจอสิ่งใดเลยนอกจากโทรศัพท์
“ อยู่ในห้องหัวหน้าแผนกพี่ ”
“ วิศวะอะไรไม่พกเครื่องมือ แค่ไขควงตัวเดียวยังไม่มีปัญญาพกติดตัว ” เสียงด่าดังมาจากชายคนเดิม บาสไม่ได้ตำหนิรุ่นน้องในแผนกเพราะตัวของเขาไม่ได้พกเครื่องมือใดติดตัวมาด้วยเช่นกัน นั่นเพราะมาตรการของโรงงาน ทำให้พวกเขาไม่สามารถพกเครื่องมือที่เป็โลหะเข้าใกล้เครื่องจักรที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาตายจากการถูกกระแสไฟกระเด็นใส่
“ คุณเลขา คุณพอจะมีกรรไกรตัดเล็บไหมหรือจะเป็มีดที่มีปลายแหลมก็ได้ ”
“ ผมพอมีอยู่ ถ้าเป็เ้าสิ่งนี้พอได้ไหม ”
บาสมองไปยังพวงกุญแจอเนกประสงค์จากพนักงานขับรถของโรงงาน มันมีทั้งมีด ไขควงและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเบื้องต้นสำหรับช่าง เขาจึงยิ้มให้อีกฝ่ายแล้วเดินไปดูวิทยุภายในห้องประชุม โดยมีโยฮันเดินตามมาช่วยดูอีกแรง
เพียงแต่การเดินของพวกเขาทั้งสองกลับต้องหยุด เมื่อจู่ๆไฟภายในห้องดับลงกระทันหันทำให้ห้องที่มีแสงสว่างมืดมิดมองไม่เห็นสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย
“ ไฟดับ ” บาสพูดเบาๆ มันกลับเป็เสียงพูดที่ก้องไปทั่วห้องจนคนอื่นได้ยินเสียง
“ พวกแกเป็ช่างไฟไม่ใช่เหรอ ถ้ามันดับก็ทำให้มันติดสิวะ รออะไรอยู่ ”
ชายคนเดิมยังคงพูดจาดูิ่ไม่เลิก อย่างไรก็ตามบาสและโยฮันกลับเดาะลิ้นเล็กน้อย การอยู่กับไฟฟ้ามาเป็เวลานานทำให้พวกเขารู้ว่าไฟที่กำลังดับไม่สามารถซ่อมได้ หากการไฟฟ้าปิดกระแสไฟ ไม่ใช่ปัญหาสำหรับโรงงานของพวกเขาเพราะมีเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามเครื่องปั่นกลับไม่ทำงาน แม้พวกเขาทั้งสองจะอยู่ไกลก็ตาม ขนาดของเครื่องปั่นไฟสามารถส่งเสียงมาถึงที่นี่ได้ ตอนนี้มันกลับเงียบไม่มีเสียงใดเกิดขึ้น บาสจึงเล่าทุกอย่างให้ทุกคนฟัง
“ เครื่องปั่นไฟไม่ทำงาน ต่อให้จะซ่อมวิทยุก็ใช้งานไม่ได้ ”.