ตอนที่ 17 : ลูกข้าไม่ใช่นักโทษ
หลินอี้หันกลับไปมองซุนเหวินเยี่ยน
ซุนเหวินเยี่ยนที่โดนทำลายจิตใจใฝ่วรรณกรรม หลังค่อมงอ ผมเขากระเซอะกระเซิงเขาอยู่ในสภาพที่น่าอดสู
‘ราคามัน....ไม่ใช่น้อย ๆ เลย ! ’หลินอี้คิดในใจ
ซุนเหวินเยี่ยนสบตากับหลินอี้ เขากลับเหมือนถูกบางอย่างเสียดแทงเข้ามาในตาเขารีบป้องมือโค้งคำนับให้กับหลินอี้และพูดขึ้นมา “บัณฑิตหลิน... ”
“เ้าเป็ขุนนางของต้าเหยียน ข้าแค่ปัญญาชนที่ยังไม่ได้เข้าร่วมสำนักศึกษาข้าไม่อาจจะรับการเคารพจากเ้าได้ ! ” หลินอี้ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ซุนเหวินเยี่ยนได้ชดใช้สิ่งที่ตัวเองทำลงไปแล้ว
ตอนนั้นในหมู่เ้าหน้าที่ มีเ้าหน้าที่นายหนึ่งทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ คิดจะหลบหนีออกจากที่นั่น
หลินอี้มองไปที่อีกฝ่าย...มันคือเ้าหน้าที่ร่างอ้วนที่คิดจะฆ่าเขามาแล้วหลายครั้ง
หลินอี้ะโขึ้นมา “หยุด ! ”
“บัดซบ ! ” เ้าหน้าที่ร่างอ้วนตัวสั่น เขารีบวิ่งหนีไปทันที
“ใครรึ ? ”
พรึด....เฉินจิ้นเป่ยคิ้วขมวด พลังเขาปะทุออกมาเขาได้สะบัดมือพร้อมพลังที่ะเิออกไปตบเข้าที่ร่างของเ้าหน้าที่ร่างอ้วน
ตูม....เ้าหน้าที่ร่างอ้วนกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง ไขมันในตัวเขาเหมือนจะหายไปเขารีบลุกขึ้นยืน และออกวิ่งอีกครั้ง
“หาที่ตาย ! ”ตอนแรกเฉินจิ้นเป่ยไม่คิดจะฆ่าอีกฝ่าย แต่ท่าทีของเ้าหน้าที่ร่างอ้วนตอนนี้ทำให้เขาคิดจะฆ่าอีกฝ่ายจริงๆ
เฉินจิ้นเป่ยหยิบพู่กันออกมา ภายใต้พลังแห่งวรรณกรรม เขาได้เขียนอักษร ‘สังหาร’ ขึ้นมา
ฟู่ม....อักษร ‘สังหาร’ ได้เปลี่ยนเป็กระบี่แห่งวรรณกรรมพุ่งตัดอากาศเข้าใส่เ้าหน้าที่ร่างอ้วนที่กำลังวิ่งหนีอยู่
ฉึก....
“อ๊า ! ” ที่หว่างคิ้วของเ้าหน้าที่ร่างอ้วนถูกกระบี่แห่งวรรณกรรมแทงทะลุเขากรีดร้องออกมาก่อนจะร่วงลงไปนอนกับพื้นพร้อมเืที่เจิ่งนองออกมา
หลินอี้มองไปที่เฉินจิ้นเป่ย “ตอนที่ข้าถูกกักขัง ที่ในห้องขังนั้น เ้าหน้าที่ร่างอ้วนผู้นี้คิดจะฆ่าข้ามาแล้วหลายครั้ง...”
เฉินจิ้นเป่ยพยักหน้าและพูดขึ้นมา “ทั้งจางเชิงฉายและหัวหน้าซุนได้ชดใช้สิ่งที่ทำกับเ้าแล้วเขารู้ว่าเขาคงไม่อาจจะรอดตัวไปได้ เ้าต้องจัดการเขาแน่ ๆ ... ”
หลินอี้เงียบไป
เขาคิดแบบนั้นจริง ๆ
เขาจะตอบแทนความเมตตาด้วยความเมตตา เขาจะเอาคืนเมื่อโดนลงโทษนี่คือหลักการที่เขาเชื่อ
นอกจากนี้....วิธีการสังหารคนด้วยพลังแห่งวรรณกรรมของเฉินจิ้นเป่ยน่าใจริง ๆพลังแห่งวรรณกรรมรวมตัวกันเป็ตัวอักษร ก่อนจะเปลี่ยนเป็กระบี่บิน
เขาไม่อาจจะปล่อยให้มันหลุดมือไปได้ !
จากนั้นหลินอี้ก็มองไปที่เ้าหน้าที่คนอื่น ๆ แต่ละคนอดไม่ได้ที่จะตัวสั่น
“ข้าน่ากลัวรึไง ? ” หลินอี้ยิ้มแห้ง ๆ ออกมา
เขายังไม่ทันได้ทำอะไรเลย !
จากนั้นเขาก็มองไปที่เฉินจิ้นเป่ยพร้อมป้องมือคำนับและพูดขึ้น “อาจารย์เฉิน ในเมื่อเื่นี้กระจ่างแล้วข้าก็ได้อิสระกลับมาแล้ว เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ ! ”
เฉินจิ้นเป่ยอึ้งไปสักพักและพูดขึ้น “เ้าจะไปไหนกัน ? เ้าคือผู้มีจิตใจใฝ่วรรณกรรมแล้วเ้าควรจะไปที่สำนักศึกษาเพื่อทำการศึกษา... ”
“พ่อข้ารอข้าอยู่ เขากลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับข้า ข้าจะกลับไปหาเขาก่อนส่วนเื่การเข้าสำนักศึกษา...เื่นี้ค่อยคุยกันภายหลัง ! ”
มันไม่ใช่ว่าหลินอี้จะไม่อยากเข้าร่วมสำนักศึกษา แต่ตอนนี้เื่ของซูหวายจื้อสำคัญกว่า
เขาไม่อาจจะทิ้งคนที่เลี้ยงดูเขามากว่า 10 ปีเพื่อเส้นทางแห่งวรรณกรรมได้ !
ความกตัญญู, ความภักดี, ความชอบธรรมและความอับอาย คือพื้นฐานของมนุษย์
“เช่นนั้นไม่จำเป็ต้องพูดอะไรแล้ว ! ” เฉินจิ้นเป่ยกังวลว่าเมื่อเขาละสายตาจากหลินอี้ไป คนของสำนักศึกษาอื่นจะชิงตัวหลินอี้ไปดังนั้นเขาจึงพูดขึ้น “ข้าจะไปกับเ้าด้วย ! ”
ยังไงซะอาจารย์ของอีกสองสำนักศึกษาในจังหวัดหนานเซียงก็ต้องรับรู้ถึงคำถามจากสถานศักดิ์สิทธิ์เป็แน่
ไม่ต้องแปลกใจ....ที่คนพวกนั้นจะมุ่งหน้ามาที่นี่แน่
ดังนั้นเขาจึงไม่อาจจะปล่อยให้หลินอี้ละสายตาได้
อัจฉริยะอย่างหลินอี้ ในฐานะอาจารย์ของสำนักศึกษาแล้วเฉินจิ้นเป่ยถึงกับยอมไปที่บ้านกับเขาเลยรึ ?
“นี่... ” หลินอี้แปลกใจนิด ๆ แต่เขาก็เข้าใจความคิดของเฉินจิ้นเป่ยเขาจึงได้พูดขึ้น “บ้านข้านั้นอยู่ห่างไกล มันไม่มีที่ให้ท่านได้หลับนอน”
“ข้าไม่จำเป็ต้องนอน ! ”
“เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ ! ” หลินอี้ไม่ได้พูดอะไรต่อไม่ว่าเขาจะใช้ข้ออ้างอะไร อาจารย์เฉินก็จะติดตามเขาไปอยู่ดี
แต่ความรู้สึกของการที่มีคนเห็นค่านี่มันรู้สึกดีจริง ๆ
....
หลินอี้กับเฉินจิ้นเป่ยได้ออกจากศาลาว่าการมา
สำหรับเื่ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เฉินจิ้นเป่ยไม่ได้กังวล หัวหน้าเขตต้องมาจัดการเื่นี้แน่
ยังไงซะการขาดขุนนางระดับ 7 ไปนั้นก็ไม่ใช่เื่เล็กน้อย
หลินอี้พาเฉินจิ้นเป่ยขึ้นเกวียน
เฉินจิ้นเป่ยใ “นี่คือพาหนะของเ้ารึ ? ”
“ทำไมรึ ? ” หลินอี้เองก็ไม่ได้อยากใช้พาหนะเช่นนี้ แต่ตอนนี้มันไม่ทางเลือกที่ดีกว่า!
ซูหวายจื้อสอนอยู่ที่สถานศึกษาในเมืองต้าซิง เขามีรายได้แค่เพียงเล็กน้อยเขาไม่อาจจะซื้อรถม้าได้
ใครบ้างที่ไม่อยากมีพาหนะที่หรูหรา ?
ประเด็นคือนอกจากซื้อมันมาแล้วก็ยังต้องดูแลมันอีก....
หลินอี้ขึ้นไปนั่งบนเกวียนวัวและมองไปที่เฉินจิ้นเป่ยพร้อมกับยิ้มออกมา“อาจารย์เฉิน ท่านจะไปรึไม่ ? ”
“ไปสิ ! ไม่ใช่แค่นั่งเกวียนไปรึไงกัน ? ”เฉินจิ้นเป่ยทุ่มสุดตัวจริง ๆ เขารีบะโขึ้นไปนั่งบนเกวียนวัวทันที
แต่ไม่นานเขาก็ไม่อาจจะรับได้ไหวอีกต่อไป กลิ่นเหม็นลอยมาเตะที่จมูกเขา
หากไม่ใช่เพราะกลิ่นหอมจากตัวหลินอี้แล้ว เขาคงไม่อาจจะทนไหว
“ข้าอาจจะเป็ผู้มีคุณธรรมระดับ 5 คนเดียวที่นั่งเกวียนในต้าเหยียน.... ”
....
ที่ด้านนอกสถานศึกษาในเมืองต้าซิง เขตอันหยาง
ตอนนั้นมีเสียงพูดคุยกันเสียงดัง
ผัวะ...
ซูหวายจื้อถูกถีบออกมาจากสถานศึกษาโดยพ่อค้าหลายคน
หนังสือตกกระจายไปรอบตัว แม้แต่ชุดของเขาก็ยังมีรอยฉีกขาด
“ข้าบอกเ้าไปแล้ว ซูหวายจื้อ แม้เ้าจะพอมีทักษะอยู่บ้าง แต่ไม่คิดเลยว่าเ้าจะสั่งสอนนักโทษออกไปจากสถานศึกษาแห่งนี้ซะ อย่าคิดมาสอนให้ลูกข้าเป็คนชั่วร้าย ! ”
“เราคงปล่อยเขาไปง่าย ๆ ไม่ได้ เราจ่ายเงินให้เขาไปตั้งเยอะมิใช่รึ ? ให้เขาชดใช้คืนมา! ”
“ใช่ คืนเงินข้ามา ”
“ใช่ เอาเงินข้าคืนมา ! ”
“ถุย ! ”
พ่อค้าหลายคนพากันมองซูหวายจื้อด้วยสายตาอาฆาตแค้นพวกเขาพากันทวงเงินจากซูหวายจื้อ
ด้านหลังพวกนั้นมีเด็กกว่า 10 คนหลบอยู่หลังประตูสถานศึกษา พวกเขาพากันแอบมองดูสิ่งที่เกิดขึ้น
“ท่านพ่อ ไม่รู้ว่าอาจารย์สั่งสอนอะไร ท่านดูสิ ข้าเรียนมาตั้งหลายปี แต่ข้ากลับจำไม่ได้แม้แต่บทความเดียว ! ”
“ใช่ เขาทำให้เราเสียเวลา เราอยากได้เงินที่จ่ายไปคืน ! ”
กลุ่มเด็กนักเรียนพากันเดินออกมาและมองไปที่ซูหวายจื้อด้วยสายตาเย่อหยิ่ง
ใบหน้าของซูหวายจื้อแดงก่ำขึ้นมา เมื่อได้ยินคำพูดของเหล่านักเรียน ในหัวของเขาก็ขาวโพลนเขาถึงกับล้มลงไปที่พื้น
“ลูกข้าไม่ใช่คนชั่ว ! ”
“พวกเ้ามิอาจจะดูถูกและทำลายชื่อเสียงของเขาได้ ! ”
ซูหวายจื้อมองไปรอบ ๆ ตาของเขาแดงก่ำเขาะโย้ำตลอดว่าหลินอี้มิใช่คนชั่วร้าย
พ่อค้าคนหนึ่งฮึดฮัดออกมา “มิใช่คนชั่วรึ ? ไม่กี่วันก่อน เ้าหน้าที่ศาลาว่าการ ได้มารายงานข่าวแล้วเ้ายังคิดจะปิดบังอีกรึ ? ”
“หลินอี้เป็เด็กดี แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะเป็คนเช่นนี้ ข้านี่โง่จริง ๆ ที่อยากให้เขาแต่งงานกับลูกสาวข้า! ” ผู้หญิงวัยกลางคนตบอกตัวเองและพูดขึ้นมา“โชคดีที่เขาโดนจับไปก่อน ไม่งั้นแล้วลูกสาวข้าคงถือว่ามีความผิดไปด้วย ! ”
“ ใช่ ! ” คนอื่น ๆ พากันชี้นิ้วไปที่ซูหวายจื้อและะโกันออกมา
....
“สถานศึกษาอยู่ด้านหน้า พ่อข้ามักจะสั่งสอนนักเรียนที่นี่ พวกเขาเป็ลูก ๆ ของพ่อค้าในเมืองต้าซิงพวกนั้นดีต่อเราอย่างมาก ! ”หลินอี้คุยกับเฉินจิ้นเป่ยไปด้วย
ในความทรงจำของร่างเก่าแล้ว เขาประทับใจสถานศึกษาแห่งนี้เป็อย่างดีพ่อค้าพวกนี้ปฏิบัติต่อพวกเขาพ่อลูกเป็อย่างดี
ยิ่งกว่านั้นมีหลายคนที่คิดจะให้เขาแต่งงานกับลูกสาวพวกนั้นด้วย
“เช่นนั้นรึ ? ” เฉินจิ้นเป่ยยิ้มออกมาและมองหลินอี้ด้วยสายตาชื่นชม
ด้วยสถานศึกษาเล็ก ๆ แต่หลินอี้กลับศึกษามาได้ถึงระดับนี้เดาว่าความขยันคงฝังลึกไปถึงจิติญญาของเขาเป็แน่
ในเวลาเดียวกัน เฉินจิ้นเป่ยก็รู้สึกเคารพซูหวายจิ้อที่ยอมทิ้งความสุขของตัวเองเพื่อเลี้ยงดูหลินอี้มาเพียงลำพัง