บทที่38ตึกไม้สี่ชั้นกับต้นไม้ต้องห้าม
ยามมู่ซื่อของวันใหม่ที่สดใส วันนี้ท้องนภาไร้ซึ่งพยัพเมฆปกคลุมวันนี้สายพิรุณมิได้กระหน่ำตกดั่งเช่นเมื่อยามเฮ่ยอานก่อนหน้า และวันนี้คือวันแรกของการรายงานตัวเข้าเป็นมือปราบฝึกหัดประจำสถานฝึกมือปราบของผู้ที่ผ่านการสอบเป็นมือปราบทั้งสองร้อยสองคน วันนี้มิใช่เพียงวันรายงานตัวเข้าฝึกเท่านั้นแต่ยังเป็นวันที่เหล่ามือปราบฝึกหัดชั้นปีที่หนึ่งเลื่อนขึ้นสู่ชั้นปีที่สอง มือปราบฝึกหัดชั้นปีที่สองเลื่อนขึ้นสู่ชั้นปีที่สามและมือปราบฝึกหัดชั้นปีที่สามก็ได้ถึงคราวจบการฝึก พร้อมเตรียมเลือกบรรจุในสายตำแหน่งงานและเมืองที่ต้องการประจำอยู่ต่อไป
วันนี้อวิ๋นเซ่อลงเขามาเร็วกว่าทุกครั้งเพราะชายหนุ่มมิต้องระแวดระวังดั่งเช่นช่วงเวลากว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ตัวอันตรายแลมีข้อพิพาทกับตนอย่างฟู่หวินก็กลับแดนเทพอัคคีของมันไปแล้วอีกทั้งตอนนี้ชายหนุ่มก็เป็นหนึ่งในมือปราบ ผู้ใดจะคิดร้ายก็ต้องคิดอย่างถี่ถ้วนเพราะนั่นอาจจะมีปัญหาใหญ่ที่ตามมา
เดินผ่านร้านรวงต่างๆ วันนี้ก็มีแต่ผู้คนทักทายมันบ้างก็ให้หมั่นโถโดยมิคิดเงิน ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะวีรกรรมความเหี้ยมหาญที่ชายหนุ่มได้แสดงเมื่อยามเฮ่ยอานที่ผ่านมาและวีรกรรมดังกล่าวยังแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงสร้างชื่อให้แก่มันมิน้อย
“อวิ๋นเซ่อ บาดแผลเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง"สตรีมือปราบฝึกหัดที่มันออกหน้าช่วยเหลือ หรือก็คือแม่นางฟ่านเหลียน บุตรีของหมอชาวบ้านผู้ใจบุญแห่งเมืองซีเอ๋งเขตเหนือบูรพา นางกระโดดโบกมือทักทายอวิ๋นเซ่อมาแต่ไกล ด้วยการที่นางถูกบุรุษหนุ่มช่วยเหลือทั้งยังเป็นคนเขตเหนือบูรพาด้วยกัน ความชื่นชอบแลสนิทสนมของนางจึงมีให้แก่อวิ๋นเซ่ออย่างเต็มที่
“ข้าดีขึ้นมากแล้ว ต้องชมเชยวิชาแพทย์ของเจ้า”
“เจ้าชมเชยเกินไปแล้ว ข้าเพียงครูพักลักจำมาจากบิดามิได้เก่งถึงเพียงนั้น”
หลังจากฟ่านเหลียนเข้ามาทักทาย ก็มีเหล่ามือปราบฝึกหัดอีกหลายคนในรุ่นเดียวกันเข้ามาตีสนิทมันอย่างเนืองแน่นทางเดินที่เคยโดดเดี่ยวมาโดยตลอดของมันบัดนี้ได้เต็มไปด้วยเหล่าสหายที่แม้แต่มันก็มิเคยคาดคิดว่าจะมีเช่นนี้อวิ๋นเซ่อมิชอบความวุ่นวาย แต่มันก็มิอยากปฏิเสธทำลายน้ำใจคน มันจึงร่วมเดินร่วมสนทนากับคนเหล่านี้เดินไปอีกระยะหนึ่งตรงหน้าก็มีต้าจงหมิงและจางอู่จี้ยืนอยู่ จางอู่จี้ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงเดินเข้าไปหาเรื่องแลหาทางเหยียดหยามอวิ๋นเซ่อแล้วแต่ทว่าหลังจากเหตุการณ์อันอัปยศในโรงเตี๊ยมไผ่เขียว มันก็รู้สึกต่ำต้อยกว่าบุรุษหนุ่มผู้ที่มันเหยียดหยามลงทันควันมิกล้าแม้แต่จะสู้หน้า บารมีความห้าวหาญและความเก่งกาจที่แฝงอยู่ของอวิ๋นเซ่อได้กดข่มทำลายความมั่นใจของมันแทบจมพื้นธรณีแตกต่างจากต้าจงหมิงมันโกรธเกลียดอวิ๋นเซ่อเป็นอย่างมาก แต่ทุกอย่างล้วนเก็บงำอยู่ในจิตใจคนยังปั้นหน้ายิ้มกล่าวทักทายผู้อื่นด้วยความอัธยาศัย ซึ่งเหล่านี้อวิ๋นเซ่อย่อมมองออกคนประเภทนี้เป็นประเภทที่อวิ๋นเซ่อชิงชังนัก
ต้าจงหมิงกล่าว
“น้องอวิ๋นเซ่อ วันนี้เจ้าสบายดี"
“ย่อมสบายดี"
“วันนี้เป็นวันเข้าสู่สถานฝึกวันแรก พวกเรามาพยายามด้วยกันเถิดไม่แน่ซักวันเจ้าอาจจะตามข้าได้ทัน"
ผู้อื่นได้ฟัง เหมือนต้าจงหมิงอยากคบค้าสมาคมกับอวิ๋นเซ่อและร่วมกันฝึกอย่างเต็มที่เพื่อไปสู่จุดหมายด้วยกัน แต่อวิ๋นเซ่อกลับมิคิดเช่นนั้นชายหนุ่มยกยิ้มมุมปาก ล่วงรู้ว่าบุรุษผู้นี้คิดกล่าววาจากดข่มตน ทั้งยังแฝงความเหยียดหยามเรื่องพลังฝีมือที่สูงกว่า
“มิต้องห่วง ข้ามิได้มีเป้าหมายเพียงแค่มือปราบแน่”
“หรือน้องอวิ๋นเซ่อคิดเป็นมือปราบติดลำดับฮ่าฮ่าฮ่า เป็นฝันที่ไกลเกินเอื้อมดี แต่ข้าก็เอาใจช่วยเจ้า และหวังว่าเจ้าจะจุดติดเพลิงปานขั้นต่ำได้โดยเร็ว”
อวิ๋นเซ่อยังยกยิ้มที่มุมปากเช่นเดิม คนหรี่ตามองต้าจงหมิงแล้วกล่าว “พี่จงหมิง ท่านเคยเห็นสิ่งใดที่ข้าต้องการจะกระทำแล้วทำไม่ได้บ้างหรือไม่”ก่อนก้าวเดินสู่สำนักมือปราบโดยมิหันหลังกลับ
ปากของต้าจงหมิงยังยกยิ้ม แต่มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเล็บจิกลงในฝ่ามือสมองของมันครุ่นคิดขึ้น
“ปากดีไปเถอะ ข้านี่ล่ะจะลากเจ้าลงจากวิมานที่วาดฝัน!”
เหง่งหง่าง
เสียงระฆังแห่งสำนักมือปราบถูกตีจนดังลั่นเหล่ามือปราบฝึกหัดชั้นปีที่หนึ่งถึงสามต่างเข้าแถวเรียงรายเพื่อต้อนรับปีการฝึกใหม่ที่ได้มาถึงวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นในเส้นทางมือปราบของอวิ๋นเซ่อ มันก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งมือปราบฝึกหัดชั้นปีที่หนึ่งก้าวสู่หนทางแห่งการทวงแค้นและความเป็นธรรมคืนแก่สายเลือดตระกูลอวิ๋นสายรอง
อาจารย์ใหญ่แห่งสำนักมือปราบหานตงสือ ได้ขึ้นสู่ลานสูงกล่าวต้อนรับให้โอวาท แลแสดงความยินดีต่อผู้ที่ผ่านการสอบมือปราบในปีนี้ รวมไปถึงผู้ที่เลื่อนระดับชั้นปีและผู้ที่จบการฝึกออกไปกล่าวให้โอวาทเป็นเวลาเนิ่นนานค่อยสั่งให้แยกย้ายเก็บสัมภาระเข้าสู่ที่พักของโรงฝึกโดยชั้นปีที่หนึ่งได้ถูกนำไปที่ห้องเก็บชุดเครื่องแบบของเหล่ามือปราบฝึกหัด ที่ทุกผู้ต้องสวมใส่ตลอดปีการที่ฝึกฝน
อวิ๋นเซ่อรับชุดคลุมสีขาวสลับดำ ที่หัวไหล่มีเส้นขีดสีดำพาดตัดสีขาวหนึ่งขีดมาสวมใส่ชุดนี้เป็นชุดเครื่องแบบของมือปราบฝึกหัดชั้นปีที่หนึ่ง พอสวมใส่เข้าไปแล้วส่งเสริมให้คนดูภูมิฐานขึ้นเป็นอย่างมากพอเปลี่ยนชุดเสร็จสรรพ มันก็ยังมิลืมที่จะหยิบผ้าซึ่งเป็นสิ่งของที่ดูต่างหน้าของอวิ๋นจื่อลู่ขึ้นมาพันที่รอบลำคอ
“เหล่าผู้โหดเหี้ยมทั้งหลายพวกเจ้ารอก่อนเถอะ”
ในหัวคิดถึงความแค้นที่ต้องแก้ไข ขาก็ก้าวเดินออกมาจากห้องเปลี่ยนชุดอย่างหนักแน่นมั่นคง
วันนี้วันแรกมิได้ทำอะไรมากนัก พวกมันทุกคนล้วนถูกอาจารย์มือปราบนับสิบพาเดินชมห้องเรียน ลานประลอง ตึกอันสำคัญของสถานที่ฝึกมือปราบจนถ้วนทั่ว นี่ขนาดเป็นเพียงสถานที่ฝึกยังโอ่อ่าภูมิฐานใหญ่โตถึงเพียงนี้มิต้องเอ่ยถึงสำนักมือปราบหลักที่มันเพียงเคยเข้าไปสอบแค่ตึกเดียวว่าจะมีความใหญ่โตกว้างขวางถึงเพียงไหนแสดงให้เห็นถึงความเฟื่องฟูเจริญรุ่งเรืองของสำนักมือปราบเป็นอย่างยิ่ง
เดินชมมาจนถึงสถานที่สุดท้าย เป็นตึกไม้อันเก่าโทรมสี่ชั้นหลังหนึ่งตัวตึกยังถูกสร้างขึ้นจากไม้จื่อถาน (ไม้จันทร์แดง) ซึ่งมีสีดำปนม่วง อันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของสำนักมือปราบ
อาจารย์มือปราบผู้หนึ่งกล่าวขึ้น
“ที่แห่งนี้คือตึกเจตจำนงแห่งเพลิงปราณเป็นตึกเก่าที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นจากพลังปณิธานอันอัดแน่นของเหล่ายอดยุทธ์เพลิงปราณทั้งหลายของสำนักมือปราบเป็นสถานที่ที่มีแนวทางการฝึกเพลิงปราณแต่ละรูปแบบและเจตจำนงอันร้อนแรงแผดเผาถ่ายทอดอยู่พวกเจ้าอย่าริอาจขึ้นไปเสียล่ะ เจตจำนงแห่งความร้อนนี้สามารถแผดเผาถึงจิตวิญญาณ หากพวกเจ้าที่ไม่เป็นเพลิงปราณหรือมีพลังเพลิงปราณที่อ่อนด้อย อาจถึงขั้นเส้นชีพจรลมปราณมอดไหม้และถูกทำลายจนเป็นผู้พิการลงได้แต่ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ พวกเจ้าจะมิอาจมีชีวิตรอดได้อีกต่อไป”
“หากอันตรายเช่นนี้แล้ว ยังเก็บไว้ทำไมหรือ”
จางอู่จี้กล่าวถาม
อาจารย์มือปราบผู้นั้นก็กล่าวตอบ
“เมื่อมีเสียก็ต้องมีดี ที่ต้องเก็บไว้เช่นนี้ก็อย่างที่ข้าเคยกล่าวมาข้างต้นเพราะมันช่วยตกทอดแนวทางการฝึกเพลิงปราณในแต่ละรูปแบบแลเพิ่มพูนพลังเพลิงปราณให้แก่ผู้มีพรสวรรค์หรือมีภูมิปฏิภาณอันล้ำเลิศที่ทำความเข้าใจได้โดยแต่ละชั้นจะมีเจตจำนงของความแข็งแกร่งแตกต่างกันออกไป ชั้นแรกเป็นเจตจำนงของเหล่ายอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดงถ่ายทอดแลรวบรวมไว้ชั้นที่สองคือเจตจำนงของยอดยุทธ์เพลิงปราณสีส้มถ่ายทอด ส่วนชั้นสามคือแนวทางการฝึกและเจตจำนงของยอดยุทธ์เพลิงปราณสีทองที่ตกทอดไว้”
“แล้วชั้นสุดท้ายเล่า?"
อาจารย์มือปราบจ้องมองชั้นสุดท้ายด้วยนัยน์ตาที่เหม่อลอย
“ยังเป็นปริศนา นอกจากมือปราบติดลำดับท่านหนึ่งแล้วก็มิเคยมีผู้ใดไปถึงและไม่มีผู้ใดให้คำตอบได้"
อวิ๋นเซ่อจ้องมองตึกไม้สี่ชั้นอันเก่าโทรมเบื้องหน้าได้คิดว่าตึกแห่งนี้มีแนวทางและรูปแบบการฝึกพลังเพลิงปราณที่มีความจำเพาะของแต่ละเส้นพลังลมปราณตกทอดอยู่สายตาที่ใช้มองตึกไม้สี่ชั้นแห่งนี้จึงมีแต่ประกายความมุ่งมั่นอย่างที่มิเคยเป็น สมแล้วที่สำนักมือปราบถูกยกให้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีความเลิศล้ำทางเพลิงปราณมากที่สุดแม้แต่สถานฝึกมือปราบยังมีสถานที่ชี้นำแนวทางการฝึกเพลิงปราณชั้นยอดเช่นนี้ได้ ซึ่งสิ่งที่อวิ๋นเซ่อกำลังคิดก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับต้าจงหมิงแต่ทว่าตึกแห่งนี้ในสายตาของผู้อื่น ช่างเป็นสถานที่ที่อันตรายมิควรเข้าใกล้เป็นอย่างยิ่ง
อาจารย์มือปราบผู้นั้นยังกล่าวสืบต่อ
“เอาล่ะ สิ่งที่ต้องพาไปชมก็พาไปแล้วสิ่งที่พวกเจ้าควรจะรู้ก็รู้แล้ว ต่อไปจะเป็นข้อห้ามประการสำคัญของสำนักมือปราบ พวกเจ้าเห็นต้นไม้ใหญ่หลังตึกเจตจำนงแห่งเพลิงปราณต้นนั้นหรือไม่อย่าได้เข้าใกล้บริเวณที่ล้อมรอบด้วยด้ายสีแดงเป็นอันขาด หากฝ่าฝืนจะถูกขับออกจากการเป็นมือปราบฝึกหัดทันที!”
ได้ยินเช่นนั้นเสียงเหล่ามือปราบฝึกหัดชั้นปีที่หนึ่งก็ต่างกล่าววาจากันไปมาเพราะเกิดความสงสัยถึงตัวตนของต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นหากมองจากจุดที่พวกมันยืนจะเห็นเพียงเงาต้นไม้ขนาดใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาครอบคลุมปิดแผ่นฟ้าบริเวณดังกล่าวจากที่มืดอยู่แล้วก็ยิ่งส่งเสริมให้มืดมิดขึ้นเป็นอย่างมาก มองจากตรงนี้จึงมิทราบว่าเป็นต้นไม้ชนิดใดเห็นแต่เพียงด้ายแดงที่ทอแสงเรืองรองตีวงล้อมรอบดูแปลกพิสดารเป็นอย่างมาก อวิ๋นเซ่อบังเกิดความสนใจในต้นไม้ต้นนั้นความรู้สึกเสมือนมีบางสิ่งเรียกหา แต่เมื่อเป็นสิ่งต้องห้าม เป็นสิ่งที่อาจสามารถฉุดดึงปณิธานของมันให้มอดดับได้มันก็จะมิยุ่งเป็นอันขาด ตอนนี้มันแค่ให้ความสนใจและหาวิธีเข้าสู่ตึกไม้สี่ชั้นแห่งนี้เพื่อกอบโกยเจตจำนงรูปแบบวิถีการฝึกพลังเพลิงปราณก็เพียงพอแล้ว
“พวกเจ้ารับทราบ"
เสียงตอบอย่างพร้อมเพียง
“ทราบแล้ว"
“ดี ต่อไปจงไปดูรายชื่อห้องพักอาศัยที่พวกเจ้าจะได้อยู่พักและกลุ่มที่ตนเองต้องสังกัดตลอดการฝึกที่กระดานประกาศข่าวสารของสถานฝึกมือปราบ แล้วพรุ่งนี้เจอกันตามตารางฝึกของแต่ละกลุ่ม…..ทราบ”
“ทราบ”
“ไปได้"
อวิ๋นเซ่อได้เดินแยกตัวจากกลุ่มมือปราบฝึกหัดชั้นปีที่หนึ่งออกมาผู้อื่นล้วนจากไปหมดแล้ว แต่ชายหนุ่มยังกลับมายืนจ้องมองตึกไม้สี่ชั้นด้วยนัยน์ตาที่มุ่งมั่นแลวาดฝันอยู่วิถีแห่งเพลิงปราณของมันใกล้ที่จะเกิดผลเต็มทีแล้ว ประตูสีขาวโพลนในห้วงแห่งมโนจิตก็แตกร้าวแหลกละเอียดแต่ถึงแม้จะแหลกละเอียดด้วยความบังเอิญแต่สุดท้ายตอนนี้มันก็ยังมิอาจฝืนทำลายประตูที่ใกล้พังทลายนี้ลงไปได้อีกทั้งเนื่องจากการฝึกไหลเวียนแลรวบรวมพลังลมปราณมันนับว่าไม่รุดหน้าเลย ทั้งที่ควรจะมีความก้าวหน้าบ้างแล้วเช่นนั้นตึกที่เต็มไปด้วยประสบการณ์และเจตจำนงที่ถ่ายทอดวิธีหรือความรู้ความเข้าใจต่างๆไว้มากมายเช่นนี้ย่อมช่วยชี้ทางออกแก่มันได้ ติดแค่ตรงที่ว่ามันจะเข้าสู่ตึกไม้สี่ชั้นนี้อย่างปลอดภัยได้อย่างไร
“น้องอวิ๋นเซ่อเจ้าก็อยากลองเสี่ยงเข้าไปหรือเราเจ้าช่างมีใจที่ตรงกันนัก แต่เจ้าก็ได้ยินอาจารย์ผู้นั้นกล่าวแล้ว ผู้มิเป็นเพลิงปราณย่อมมิอาจเข้าได้เจ้าอย่าฝืนเลย มันจะทำให้เจ้าเจ็บตัวเอาเปล่าๆ”
ผู้กล่าวย่อมเป็นต้าจงหมิง มันกลับมายังที่นี่ก็เพราะสนใจในตึกไม้สี่ชั้นเช่นเดียวกันและด้วยการที่มันเป็นยอดยุทธ์เพลิงปราณสีเหลืองบริสุทธิ์ มันจึงมั่นใจว่าตนสามารถเข้าไปได้และมันสามารถทำในสิ่งที่ขยะตนนี้มิอาจฝันถึงได้ เช่นนั้นมันจึงบังเกิดความกระหยิ่มยิ้มย่องขึ้นในใจพร้อมก้าวเดินเข้าสู่ตัวอาคารไม้ชั้นที่หนึ่ง ซึ่งเป็นชั้นที่เหล่ามือปราบยอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดงถ่ายทอดแนววิธีอันมากมายเอาไว้ในทันทีท่วงท่าที่มันใช้เดินออกช่างดูผ่อนคลาย หนักแน่น แลมีความหยิ่งทรนงถือดี พร้อมกับความมั่นอกมั่นใจที่เปี่ยมล้น
ทว่าพอมือผลักประตูไม้ที่เก่าโทรมออก ขาก้าวเดินเข้าสู่ตัวอาคารจิตปณิธานอันร้อนระอุแผดเผาทั้งมีจำนวนมากมายสุดคณานับก็แล่นเข้าสู่ความทรงจำของมันจนหัวคนแทบระเบิดเส้นชีพจรลมปราณภายในร้อนระอุราวกับกำลังจะถูกแผดเผาให้มอดไหม้กลายเป็นจุล เพียงเหยียบย่างแค่ก้าวเดียวผลลัพธ์ก็ยากทำให้มันลืมเลือนคนจึงต้องดีดกายคืนกลับหลังอย่างรวดเร็ว โลหิตสดไหลเวียนออกจากรูจมูกและหูทั้งสองข้างคนมีสีหน้าซีดเผือด ร่างสั่นเทาด้วยความเจ็บปวด แล้วล้มตึงลงไปกับพื้น
อวิ๋นเซ่อขมวดคิ้ว แม้แต่ต้าจงหมิงที่มีพลังลมปราณสูงล้ำกว่าตนยังมีสภาพเช่นนี้มันมิอยากที่จะคิดสภาพตนเองหากเข้าไป
“พวกเจ้าอย่าพึ่งรีบร้อนนัก ยังมีเวลาให้ฝึกฝนและหาทางเข้าสู่ตึกนี้อีกหลายวันหรือไม่ก็อีกหลายปีรีบร้อนจนเกินไปเดี๋ยวจะจบสิ้นอนาคตไปเสียก่อน”
เสียงบุรุษชรากล่าวขึ้นที่ด้านหลัง อวิ๋นเซ่อหันขวับกลับไปมองเห็นผู้มาอย่างชัดตา ชายหนุ่มก็รีบประสานมือคารวะอย่างรวดเร็ว
“อาจารย์ใหญ่"
“รีบพาสหายร่วมรุ่นเจ้าไปรักษาก่อนเถิด”
ถึงอวิ๋นเซ่อจะไม่ค่อยชอบบุคคลดั่งเช่นต้าจงหมิงแต่เมื่อผู้ที่เป็นตัวตนสูงสุดในสถานที่ฝึกแห่งนี้บอกกล่าว อวิ๋นเซ่อก็มิกล้าปฏิเสธชายหนุ่มรีบพยุงร่างของมันไปที่ห้องรักษาทันที
อาจารย์ใหญ่หานตงสือจ้องมองแผ่นหลังของบุรุษหนุ่มนามอวิ๋นเซ่อที่กำลังจากไปได้นึกถึงปณิธานบนบทกลอนคำกวีของมัน ได้นึกถึงวีรกรรมปราบพยศม้าของแดนเทพอัคคี และได้ยินข่าวลือที่มันใช้หนึ่งดาบกอบกู้เกียรติยศให้แก่สำนักมือปราบพอวันนี้ได้มาสัมผัสตัวตนอย่างใกล้ชิด บุรุษชราก็ยังรู้สึกว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้เป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยปริศนายากคาดเดาและก็แฝงความน่าสนใจไว้เช่นเคย