เช้าวันที่คณะตระกูลเย่ต้องออกเดินทางไปยังลานกลางเมือง หมอกเหนือเมืองชิงหลานยังลอยต่ำอยู่เหนือหลังคาเรือนและแนวกำแพงตระกูล
ประตูหลักของตระกูลเย่ซึ่งปกติจะเปิดเพียงครึ่งบานในยามเช้า วันนี้ถูกเปิดกว้างกว่าทุกวัน บ่าวรับใช้หลายคนเดินเข้าออกอย่างเร่งรีบ รถม้าเล็กสำหรับบรรทุกกล่องเอกสารและของตอบแทนตามมารยาทจอดรออยู่ด้านข้าง ธงผืนแคบสีเข้มปักตราตระกูลเย่ถูกนำออกมาติดบนคานไม้เหนือประตู แม้งานพบปะสี่ตระกูลจะยังไม่ใช่งานประลองใหญ่ แต่เมื่อเป็เื่ที่เกี่ยวข้องกับสี่ตระกูลหลักแห่งเมืองชิงหลาน ทุกก้าวที่เดินออกจากประตูบ้าน ย่อมไม่ใช่เื่ส่วนตัวของผู้ใดอีกต่อไป
เย่เทียนมาถึงก่อนเวลาหนึ่งก้านธูปตามคำสั่งของเย่จง
เขาสวมชุดสีดำเรียบของตระกูลเย่ ชายแขนเสื้อถูกจัดให้กระชับกว่าปกติเพื่อไม่ให้เกะกะเวลาจดบันทึก ผมดำยังคงมัดครึ่งอย่างง่าย ๆ เหมือนทุกวัน ดวงตาสีอำพันกวาดมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน ไม่ตื่นเต้นจนเสียอาการ แต่ก็ไม่อาจบอกได้ว่าใจสงบนิ่งเต็มที่
ในแขนเสื้อด้านใน ป้ายไม้คำว่า “บันทึก” ที่เขาได้รับจากเย่จงยังคงอยู่ตรงนั้น น้ำหนักของมันเบากว่าก้อนหินเล็ก ๆ เสียอีก แต่ยิ่งใกล้ถึงเวลาออกเดินทาง เย่เทียนกลับรู้สึกถึงมันชัดขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมันไม่ได้เป็เพียงป้ายยืนยันหน้าที่ แต่เป็เครื่องเตือนใจว่าเขากำลังจะก้าวเข้าไปในสถานที่ที่ตนเองไม่ได้ถูกเชิญในฐานะผู้มีพร์
เขาไม่ได้มีชื่อบนรายชื่อตัวแทน
แต่วันนี้ เขายังต้องเดินออกจากประตูเดียวกันกับคนที่มีชื่ออยู่บนนั้น
ผู้ดูแลเรือนกลางยืนอยู่ข้างโต๊ะไม้เล็กซึ่งถูกตั้งไว้ชั่วคราวใกล้ประตูหลัก บนโต๊ะมีม้วนเอกสารเดินทาง รายชื่อผู้ร่วมคณะ รายการของตอบแทน และเอกสารรับรองหน้าที่ของผู้ติดตามแต่ละคน เย่เทียนเดินเข้าไปคารวะอย่างเรียบร้อย ก่อนจะหยิบป้ายไม้ของตนออกมาวางลงข้างเอกสาร
ผู้ดูแลปรายตามองป้ายไม้ แล้วเปิดม้วนกระดาษตรวจเทียบชื่ออย่างรวดเร็ว
“เย่เทียน ผู้ช่วยบันทึก” เขาอ่านเสียงเรียบ จากนั้นใช้ปลายพู่กันขีดเครื่องหมายเล็ก ๆ ข้างชื่อ “ตรวจเอกสารร่วมกับข้าเมื่อถึงลานกลางเมือง ห้ามออกจากส่วนรับรองโดยไม่ได้รับอนุญาต ห้ามเดินเข้าไปในพื้นที่ของผู้แทนรุ่นเยาว์หากไม่มีผู้ใหญ่เรียก และห้ามแทรกคำในการเจรจาระหว่างตระกูล”
เย่เทียนพยักหน้า “ขอรับ”
ผู้ดูแลมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายไม่แน่ใจว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าฟังเข้าหูจริงหรือเพียงตอบให้จบตามมารยาท สุดท้ายเขาจึงหยิบเอกสารรับรองอีกแผ่นหนึ่งออกมาจากกล่องไม้แล้ววางไว้บนโต๊ะ
บนกระดาษแผ่นนั้นมีตราประทับสีแดงเข้มสองดวง
ดวงหนึ่งเป็ตราใบไม้คู่ของเรือนผู้าุโ อีกดวงหนึ่งเป็ตราที่เย่เทียนไม่ค่อยได้เห็นนัก ลวดลายอักษรเย่ล้อมด้วยกิ่งสนโบราณ ประทับลงบนกระดาษอย่างเงียบงัน แต่กลับให้ความรู้สึกหนักแน่นกว่าตัวอักษรทั้งหมดบนแผ่นนั้น
สายตาของเย่เทียนหยุดลงตรงตราดวงนั้นเล็กน้อย
ผู้ดูแลเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวขึ้นโดยไม่ต้องให้ถาม “ตราประทับของประมุขตระกูล เื่ที่เกี่ยวข้องกับสี่ตระกูลหลัก ต้องผ่านตรานี้ ไม่ใช่เพียงตราของเรือนผู้าุโ”
เย่เทียนเงยหน้าขึ้น “แม้ประมุขจะไม่ออกหน้าในงานนี้หรือขอรับ”
“ตราประทับไม่จำเป็ต้องเดินทางไปพร้อมเ้าของมัน” ผู้ดูแลตอบเสียงเรียบ “แต่เมื่อมันอยู่บนกระดาษ ผู้ถือกระดาษก็ต้องรู้ว่านี่ไม่ใช่เอกสารเล่น ๆ”
คำตอบนั้นทำให้เย่เทียนมองตราสีแดงเข้มอีกครั้ง
เขาเคยได้ยินคำว่าประมุขตระกูลมาั้แ่เด็ก แต่สำหรับเด็กที่เติบโตอยู่ท้ายแถวของลานฝึก ตำแหน่งนั้นอยู่ไกลจนแทบไร้รูปทรง สิ่งที่เขาพบเห็นบ่อยกว่าคือผู้ฝึกสอน ผู้าุโเรือนกลาง เย่กวง เย่จง และเงาของผู้าุโสูงสุดที่มักถูกกล่าวถึงผ่านคำสั่งเื่ทรัพยากรและการคัดเลือกคนรุ่นเยาว์
ทว่าตอนนี้ตราประทับสีแดงดวงเดียวกลับบอกเขาว่า อำนาจในตระกูลเย่มิได้มีเพียงเสียงที่ดังที่สุด
บางสิ่งไม่ออกหน้า
แต่ยังทำให้ประตูเปิดและคนทั้งคณะออกเดินได้
เย่เทียนรับเอกสารคืนมาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเก็บป้ายไม้เข้าที่เดิม
ในเวลานั้น เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นจากทางลานฝึก รุ่นเยาว์ที่ถูกเลือกให้เป็ตัวแทนของตระกูลเย่ทยอยเดินมาถึงหน้าประตูหลัก พวกเขาสวมชุดตระกูลที่เรียบร้อยกว่าปกติ แต่ละคนมีสีหน้าแตกต่างกัน เย่ิดูตื่นเต้นจนต้องขยับแขนเสื้อซ้ำ ๆ เย่หลัวพยายามทำสีหน้าสงบแต่แววตากลับซ่อนความกังวลไว้ไม่มิด ส่วนรุ่นเยาว์อีกสองคนยืนคุยกันเสียงเบาเกี่ยวกับตระกูลหลินและตระกูลหานที่อาจพบในงาน
เย่เฉิงมาถึงเป็คนสุดท้ายในกลุ่มรุ่นเยาว์
เขาไม่ได้เดินเร็ว แต่ทุกก้าวกลับมั่นคงจนคนอื่นหันไปมองโดยไม่รู้ตัว ชุดสีเข้มของเขาเรียบร้อยกว่าทุกวัน เส้นผมถูกรวบอย่างประณีต สีหน้าเย็นนิ่งดังเดิม ไม่มีความตื่นเต้นปรากฏให้เห็น แต่ในสายตาของเย่เทียน เย่เฉิงในวันนี้ต่างออกไปเล็กน้อย
ไม่ใช่ต่างเพราะเสื้อผ้า
แต่เพราะบรรยากาศรอบตัวเขาเหมือนคนที่รู้ว่าตนกำลังจะถูกมอง และพร้อมให้ผู้อื่นมอง
เย่กวงเดินตามหลังกลุ่มรุ่นเยาว์มาไม่นาน เขาอยู่ในชุดทางการของผู้าุโ สีหน้ามีรอยยิ้มบางเหมือนเคย ทว่าแววตาเรียบเย็นกว่าวันปกติ เมื่อมาถึง เขากวาดตามองทุกคนั้แ่ศีรษะจรดเท้าอย่างช้า ๆ ก่อนจะหยุดสายตาที่เย่เทียนเพียงเสี้ยวหนึ่ง
“ทุกคนฟังให้ดี” เย่กวงกล่าว เสียงไม่ดังมาก แต่พอให้บริเวณหน้าประตูเงียบลงทันที “งานวันนี้ไม่ใช่สนามให้พวกเ้าเล่นสนุก และไม่ใช่เวทีให้ใครอวดดีเกินฐานะ ตระกูลเย่ส่งพวกเ้าไปเพื่อแสดงความมั่นคง ไม่ใช่ความโอหัง ผู้แทนรุ่นเยาว์ต้องรักษามารยาท ผู้ติดตามต้องรู้หน้าที่ และคนที่ไม่ได้ถูกเรียกให้พูด ก็ไม่ควรทำให้ปากของตนเองนำปัญหากลับมา”
ประโยคท้ายชัดเจนพอให้หลายคนเหลือบมองเย่เทียน
เย่เทียนไม่ตอบโต้ เพียงยืนฟังอย่างสงบ เขาจำคำของเย่จงได้ดี
ฟังก่อนพูด
มองก่อนตัดสิน
จำสิ่งที่คนอื่นอยากให้ลืม
เย่กวงกล่าวต่ออีกไม่กี่ประโยคเกี่ยวกับลำดับการเดินทางและมารยาทในงาน จากนั้นผู้ดูแลเรือนกลางจึงแจกซองเอกสารให้คนที่เกี่ยวข้อง เย่เทียนได้รับกล่องไม้บางใบหนึ่ง ภายในมีแผ่นกระดาษเปล่า หมึกแห้งสำรอง พู่กันเล็ก และสำเนารายการทรัพยากรที่ต้องตรวจเมื่อถึงลานกลางเมือง
กล่องนั้นดูธรรมดามากเมื่อเทียบกับสายตาของคนรุ่นเยาว์คนอื่นที่มุ่งไปยังเวที งานพบปะ และคู่แข่งจากตระกูลอื่น
แต่สำหรับเย่เทียน มันคือสิ่งเดียวที่เขามีสิทธิ์ถือในวันนี้
เขารับมันด้วยสองมือ
ขณะกำลังเก็บกล่องไม้เข้ากับสายสะพาย เย่เฉิงก็เดินเข้ามาหยุดใกล้ ๆ
เย่เทียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
ทั้งสองไม่ได้พูดกันทันที
ระหว่างพวกเขาไม่มีความเกลียดชังอย่างเปิดเผย ไม่มีมิตรภาพชัดเจน และไม่มีความคุ้นเคยมากพอจะเรียกว่าสนิท สิ่งที่มีอยู่คือช่องว่างประหลาดระหว่างคนหนึ่งซึ่งถูกเลือกให้ยืนหน้าแถว กับอีกคนหนึ่งที่ได้เดินตามไปในฐานะผู้ช่วยบันทึก
เย่เฉิงมองกล่องไม้ในมือเขา ก่อนจะกล่าวเรียบ ๆ “เ้าได้ไปจริง ๆ”
น้ำเสียงของเขาไม่มีการเยาะเย้ย แต่ก็ไม่ใช่คำยินดี
เย่เทียนยิ้มบาง “ข้าเองก็ยังรู้สึกเหมือนเพิ่งรู้เมื่อวาน”
“เ้าไปในฐานะผู้ช่วยบันทึก ไม่ใช่ผู้แทน” เย่เฉิงกล่าว
“ข้ารู้”
“เ้ารู้ แต่คนอื่นอาจไม่สนใจแยก” เย่เฉิงมองไปยังประตูหลักที่เปิดอยู่ “เมื่อเ้าก้าวออกจากประตูนี้ คนภายนอกจะเห็นเพียงว่าเ้าเป็คนของตระกูลเย่ หากเ้าพลาด พวกเขาจะไม่ถามว่าเ้าถือดาบหรือถือพู่กัน”
เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย
คำพูดของเย่เฉิงยังคงแข็ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนการดูถูก มันใกล้เคียงกับคำเตือนมากกว่า เพียงแต่เป็คำเตือนในแบบของคนที่ไม่รู้จักพูดให้อ่อนโยน
เย่เทียนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ “เช่นนั้นข้าคงต้องไม่พลาด”
เย่เฉิงหันมามองเขา
ดวงตาของทั้งสองสบกันกลางหมอกเช้า เย่เฉิงเหมือนจะพูดอะไรต่อ แต่สุดท้ายกลับเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเพียงว่า “จำคำของเ้าไว้”
“ข้าจะพยายาม”
“อย่าพยายามให้มากเกินไปจนลืมดูว่าเ้ากำลังยืนอยู่ตรงไหน” เย่เฉิงกล่าวทิ้งท้าย แล้วเดินกลับไปยังกลุ่มผู้แทน
เย่เทียนมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง
เย่เฉิงยังคงเป็เย่เฉิง คนที่เชื่อในลำดับชั้น เชื่อในพลัง เชื่อว่าคนเราควรรู้ตำแหน่งของตนเอง แต่วันนี้คำพูดของเขาไม่ได้มีเพียงความเ็าเหมือนก่อนหน้า มันมีบางอย่างที่คล้ายการยอมรับอย่างระมัดระวัง แม้จะเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็นก็ตาม
เย่เทียนไม่แน่ใจว่าเย่เฉิงเริ่มมองเขาต่างไปหรือไม่
แต่เขารู้ว่าอย่างน้อย เย่เฉิงไม่ได้มองผ่านเขาเหมือนอากาศธาตุอีกต่อไป
เสียงล้อรถม้าขยับดังขึ้นเบา ๆ เมื่อบ่าวรับใช้จัดกล่องของตอบแทนเรียบร้อย เย่กวงยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้ทุกคนเตรียมออกเดิน เย่เทียนขยับไปอยู่ด้านข้างของผู้ดูแลเอกสาร ไม่ใช่แถวหน้าของรุ่นเยาว์ ไม่ใช่ตำแหน่งที่ผู้คนจะมองเห็นก่อน แต่ก็ไม่ใช่ท้ายสุดเหมือนในลานฝึก
ตำแหน่งนี้ประหลาดสำหรับเขา
ไม่โดดเด่น
แต่มีหน้าที่
ไม่ถูกยอมรับเต็มที่
แต่ไม่ถูกปัดออกไปทั้งหมด
เย่จงไม่ได้มายืนส่งที่ประตูหลัก
เย่เทียนมองหาชายชราโดยไม่รู้ตัวอยู่ครู่หนึ่ง แต่เห็นเพียงเงาเรือนด้านในและบ่าวที่เดินผ่านไปมา เขาไม่แปลกใจนัก เย่จงไม่ใช่คนที่จะยืนส่งด้วยถ้อยคำยืดยาวหรือทำให้หลานชายรู้สึกว่าตนกำลังออกไปทำเื่ยิ่งใหญ่ ชายชราน่าจะอยู่ที่เรือนของตน หรือไม่ก็ยืนมองจากที่ใดสักแห่งเงียบ ๆ แล้วปล่อยให้เขาเดินออกไปด้วยเท้าของตัวเอง
นั่นเป็วิธีของเย่จง
ไม่ประคองจนเขาพึ่งพา
แต่ก็ไม่เคยปล่อยจนเขาหลงทางโดยไร้คำเตือน
เย่เทียนสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ
วันนี้เขายังััปราณไม่ได้ชัดขึ้นกว่าเดิม ความไหววูบในร่างยังคงอยู่ลึกและเลือนรางราวกับหยดน้ำในความมืด เขายังไม่เปิดชีพจร ยังไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธเต็มตัว และยังไม่มีพลังใดให้คนภายนอกเกรงใจ
แต่เขามีตา มีหู มีมือที่ถือพู่กันได้
และมีบทเรียนพอจะรู้ว่า บางครั้งผู้ที่ยังไม่มีสิทธิ์พูด อาจต้องเรียนรู้การฟังให้ลึกกว่าผู้ที่ยืนอยู่กลางเวที
“ออกเดินทาง”
เสียงของเย่กวงดังขึ้น
ประตูหลักของตระกูลเย่เปิดกว้างเต็มบาน
แสงเช้าด้านนอกยังถูกหมอกบางบดบัง ถนนหินทอดยาวออกไปสู่ตัวเมืองชิงหลาน ผู้คนบางส่วนที่ผ่านหน้าตระกูลหยุดมองเมื่อเห็นคณะตระกูลเย่กำลังออกเดิน เด็กเล็กชี้ไปยังธงตระกูล ผู้ใหญ่กระซิบคุยกันเบา ๆ และร้านค้าริมถนนเริ่มเปิดแผงรับวันใหม่
เย่เฉิงเดินนำกลุ่มรุ่นเยาว์ด้วยท่าทางสงบนิ่ง เย่ิกับเย่หลัวเดินตามด้านหลัง ส่วนเย่เทียนเดินอยู่ด้านข้างผู้ดูแลเอกสาร กล่องไม้บันทึกสะพายอยู่ข้างตัว ป้ายไม้ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ และสายตาค่อย ๆ กวาดมองเมืองที่เขาเคยคิดว่าคุ้นเคย
ถนนสายเดียวกันนี้ เขาเคยเดินไปตลาดกับเสี่ยวอวี่
แต่วันนี้มันไม่เหมือนเดิม
ครั้งนั้นเขาเป็เด็กหนุ่มที่ออกไปซื้อยา ได้เห็นราคาหินปราณ ได้ยินข่าวลือเื่ตระกูลซู และช่วยเด็กขายสมุนไพรคนหนึ่งจากความไม่เป็ธรรมเล็ก ๆ
วันนี้เขาเดินออกมาในฐานะคนของคณะตระกูลเย่
ไม่ได้เพื่อซื้อยา
ไม่ได้เพื่อเดินเล่น
แต่เพื่อไปยังสถานที่ที่สี่ตระกูลหลักจะมองกันและกันผ่านรอยยิ้ม คำทักทาย ราคา สมุนไพร เส้นทางูเา และความเงียบที่อาจมีน้ำหนักมากกว่าคำพูด
เมื่อคณะเดินพ้นประตูหลัก เย่เทียนหันกลับไปมองแวบหนึ่ง
ประตูใหญ่ของตระกูลเย่ยังเปิดอยู่เื้ั เสาสูงสองข้างประตูตั้งนิ่งอยู่ในหมอกเช้า เหนือประตูมีตราตระกูลเย่สลักอยู่บนแผ่นไม้เก่าแก่ มันดูคุ้นตา แต่ในวันนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนเขาเพิ่งเห็นมันชัดเป็ครั้งแรก
เขาเคยยืนอยู่ข้างในตรานั้นมาตลอด
แต่วันนี้ เขากำลังจะออกไปดูว่าคนภายนอกมองตรานั้นอย่างไร
เย่เทียนหันกลับมา เดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่พูดอะไร
ชื่อของเขายังไม่อยู่บนกระดาษรายชื่อตัวแทน
ขั้นปราณของเขายังไม่เปลี่ยน
ตำแหน่งของเขายังอยู่ข้างเวที ไม่ใช่กลางเวที
แต่ประตูเปิดแล้ว
และเมื่อประตูเปิด คนที่กล้าก้าวออกไป ย่อมไม่มีทางมองโลกด้วยสายตาเดิมได้อีก