พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 47 เด็กหนุ่มในร้านฉวินเสียนโหลว

            เหอตังกุยถอนหายใจพลางเอ่ย “ตอนนั้นข้าน้อยอายุเพียงแปดขวบ จะจดจำคนที่เพิ่งพบหน้าครั้งแรกได้อย่างไร? แต่เมื่อนึกขึ้นมาในตอนนี้ หากชาวนาทั้งห้าถูกชายวัยกลางคนผู้นั้นสังหารจริง ๆ จิตใจของเขาช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก แม้ข้าน้อยมีสามชีวิตก็ไม่สามารถอดทนรอนานถึงเพียงนั้น ทั้งที่เขาเกลียดชังชาวนาทั้งห้าที่ไม่มีมารยาท แต่กลับตำหนิน้องสาวแทน ทั้งยังมอบเงินให้แก่พวกชาวนา ดูสุขุมเยือกเย็นเห็นได้ชัด แม้สามารถแก้แค้นศัตรูได้ในทันที แต่เขากลับรอนานถึงครึ่งปี ทว่าความแค้นเล็กน้อยเพียงนี้สำหรับชายผู้นั้น ถึงขั้นต้องทรมานศัตรูนานถึงหนึ่งเดือนเต็ม จึงยอมปล่อยให้อีกฝ่ายตายอย่างอนาถ เขาช่างโหดเหี้ยมไร้ความปรานีเสียจริง”

            เกาเจวี๋ยพยักหน้า “หากที่เจ้าพูดเป็นความจริง จิตใจคนผู้นี้ช่างคับแคบและโหดเหี้ยมนัก”

            เหอตังกุยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ใต้เท้าเกา เมื่อท่านมาลาก่อนออกเดินทาง เช่นนั้นข้าจะไม่ทำให้ท่านเสียเวลา รีบไปจัดการเรื่องของท่านเถิด ข้ากับเจินจิ้งยังต้องเดินเล่นต่อ”

            เกาเจวี๋ยทอดมองดวงตาสดใสเป็นประกายตรึงใจคนคู่นั้นในระยะใกล้ชิด ราวตกอยู่ในภวังค์มืดมิดอันกว้างใหญ่ไพศาล ล่องลอยท่ามกลางความว่างเปล่าที่ไม่รู้จัก น้ำเสียงของเขาแฝงความขมขื่นที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่อยากเชื่อ “พวกเราจะได้พบกันอีกหรือไม่?”

            เหอตังกุยมองอีกฝ่ายด้วยสายตาราบเรียบพลางเอ่ย “ภูเขาสีเขียวไม่เปลี่ยน เเม้ว่าเเม่น้ำจะไหลผ่าน ตราบใดที่ยังมีชีวิตย่อมได้พบเจอกันอีก ใต้เท้าเกา คุณชายต้วนและใต้เท้าท่านอื่นช่วยข้าตามหาจี้ทองของล้ำค่ากลับมา อีกทั้งใต้เท้าเกายังช่วยเปิดเส้นชีพจรให้ลมปราณเจินชี่ไหลเวียนจนกลายเป็นกำลังภายใน บุญคุณใหญ่หลวงเช่นนี้ วันหน้าข้าน้อยย่อมต้องตอบแทน”

            เกาเจวี๋ยส่งปิ่นปักผมในมือให้นางอีกครั้ง พร้อมกล่าวว่า “เรื่องวันหน้านั้นยากจะคาดเดา ตอนนี้เจ้ารับสิ่งนี้เป็นการตอบแทนบุญคุณข้าก็แล้วกัน นี่เป็นครั้งแรกที่ข้ามอบของขวัญแก่สตรี... หากถูกปฏิเสธคงจะอับอายยิ่ง”

            เหอตังกุยลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะรับปิ่นด้วยสองมือพลางเอ่ยขบขัน “เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าน้อยคงทำได้เพียงขอบคุณท่านอาจารย์สำหรับของขวัญ ท่านอาจารย์ โปรดรับการคารวะจากศิษย์ด้วยเจ้าค่ะ” กล่าวจบ ก็ยกมือขึ้นคำนับเกาเจวี๋ยทันที

            เกาเจวี๋ยเอี้ยวตัวหลบ เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ใครเป็นอาจารย์ของเจ้ากัน?”

            เหอตังกุยเอ่ยอย่างไม่อาย “เป็นอาจารย์เพียงหนึ่งวันเท่ากับเป็นอาจารย์ชั่วชีวิต ลูกศิษย์ได้รับของขวัญจากอาจารย์ย่อมต้องกราบไหว้ขอบคุณ เหตุใดท่านใจคอคับแคบเช่นนี้? ท่านอาจารย์ ท่านมอบลมปราณเจินชี่แก่ข้า ทำให้ข้าได้รับประโยชน์มากมาย ข้ายังหวังอีกว่าเมื่อพบกันครั้งหน้า ท่านอาจารย์จะถ่ายทอดวิชาให้แก่ศิษย์ผู้นี้เพื่อให้ศิษย์กล้าหาญยิ่งขึ้น”

            เกาเจวี๋ยเอ่ยเย็นชา “ข้าไม่รับลูกศิษย์ โดยเฉพาะศิษย์ที่เป็นสตรีเพศยิ่งไม่รับ เจ้าตัดใจเสียเถอะ” สิ้นเสียง ร่างของเขาก็หายไปในชั่วพริบตา

            เหอตังกุยมุ่ยปาก ก่อนจะหันมองในร้านขายชุดเห็นเจินจิ้งนั่งแคะตะปูบนโต๊ะด้วยความเบื่อหน่าย นางจึงตะโกนเรียก “ฉานอี เลิกเหม่อลอย ข้าหิวแล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ”

            เหอตังกุยพาเจินจิ้งเดินเข้าร้านฉวินเสียนโหลว มองหาที่นั่งสะอาด ๆ ก่อนจะเรียกลูกจ้าง นางมองป้ายรายการอาหารบนกำแพงพลางเอ่ยสั่ง “ขอชาหอมให้พวกข้าก่อนหนึ่งกา ของหวานสองจาน อาหารหลักเป็นหมูสับนึ่งน้ำแดง เป็ดย่างซูโจว หน่อไม้ผัดเนื้อแกะและขาไก่ผัดเพิ่มผักสี่ฤดู อืม...แกงจืดล่ะ เอาแกงจืดหัวใจเป็ดใส่ผักขม แล้วก็หมั่นโถวอีกสิบลูก”

            ลูกจ้างในร้านได้ยินดังนั้นก็ตาลุกวาวทันที สั่งอาหารเยอะเพียงนี้ แม้แต่บุรุษร่างกายกำยำยังกินไม่หมด นับประสาอะไรกับแม่นางน้อยที่สวมชุดบุรุษสองนางนี้

            “อ้อ อีกอย่าง” เหอตังกุยเอ่ยเสริม “ห่อขนมใหม่ของร้านให้ข้าห้าจิน กินเสร็จแล้วข้าจะนำกลับไปด้วย” กล่าวจบก็มอบเงินห้าร้อยเหรียญให้ลูกจ้างในร้านพลางกำชับ “ฝากบอกพ่อครัวด้วย เนื้อหมูสับไม่ต้องใช้น้ำมันมากเกินไป ขาไก่ก็ใส่พริกน้อย ๆ หน่อย”

            ลูกจ้างในร้านเลิกคิ้วพลางรับเงินด้วยรอยยิ้ม ไม่นานชาหนึ่งกาและขนมหวานสองถ้วยก็ถูกยกเข้ามา เหอตังกุยวิ่งไปมาตั้งแต่เช้าจนเที่ยงจึงหิวโหยมาก พวกนางเริ่มดื่มชาทันที ทั้งสองรู้สึกว่าการที่ตนสวมชุดบุรุษนั้นไม่เพียงทำให้บุคลิกห้าวหาญ แต่ยังสามารถกินได้ไร้ขีดจำกัด คนที่นั่งโต๊ะใกล้เคียงล้วนเหลียวมองพวกนางหลายครั้งอย่างอดไม่ได้

            เมื่อกินขนมได้ครึ่งหนึ่ง หมูสับก้อนตุ๋นน้ำแดงและเป็ดย่างซูโจวก็ถูกยกเข้ามา ไม่นานหมั่นโถวสิบลูกใหญ่ที่มีไอความร้อนตลบอบอวลก็ตามมา เหอตังกุยและเจินจิ้งสบตากันและกันพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า หลายวันก่อน ตอนที่พวกนางกินข้าวคลุกผักด้วยกันนั้น เหอตังกุยเปรยว่าจะพาเจินจิ้งมากินหมูสับก้อนและเป็ดย่างที่ร้านฉวินเสียนโหลว ขณะนั้นเจินจิ้งยังเอ่ยหยอกล้อนาง ทว่าตอนนี้หมูสับก้อนนึ่งน้ำแดงที่เปล่งประกายระยิบระยับและเป็ดย่างซูโจวที่หอมหวนก็ปรากฏตรงหน้า นึกไม่ถึงว่าสิ่งที่เหอตังกุยกล่าวจะกลับกลายเป็นความจริง

            หัวใจของเจินจิ้งตื่นเต้นยิ่งกว่าหนังท้องเสียอีก นางมองเหอตังกุยผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มที่กำลังจิบชาด้วยสายตาซาบซึ้งใจ วินาทีนั้นเจินจิ้งคิดว่าบนโลกนี้คงไม่มีสิ่งใดทำร้ายนางได้

            เจินจิ้งหยิบตะเกียบด้วยมือสั่นเทา ขณะที่ไม่รู้ว่าจะหยิบสิ่งใดกินก่อนดี พลันมีเสียงแหบแห้งคล้ายเสียงเป็ดตัวผู้ดังขึ้น “แม่นางทั้งสองสั่งอาหารมากมายเช่นนี้จะกินหมดหรือ?” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยการเสียดสี เจินจิ้งตกใจเก็บตะเกียบทันที อย่างไรตอนนี้นางก็เป็นแม่ชี แต่กลับวิ่งลงเขามากินอาหารหรูหราอย่างเปิดเผย นางจึงรู้สึกผิดในใจ

            เหอตังกุยเลิกคิ้วมองโต๊ะด้านข้าง ในใจอดหัวเราะไม่ได้ บอกว่าพวกนางเป็นเด็กสาวตัวเล็ก ๆ ที่แท้เขาก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบเอ็ดสิบสองปีเท่านั้น ใบหน้าหล่อเหลาเอาการแต่น่าเสียดายที่สอดรู้สอดเห็น แม้แต่เรื่องกินดื่มของคนอื่นก็ยังใส่ใจ ช่างน่าผิดหวังกับใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาเสียจริง

            หนุ่มน้อยใคร่รู้ผู้นี้สวมหมวกผ้าโปร่งแบบราชวงศ์ถัง สวมชุดคลุมยาวสีฟ้าอ่อน สายรัดเอวสีแดงบ๊วยกว้างห้านิ้ว ด้านล่างเผยให้เห็นรองเท้าบูตสีขาวและผ้าสีดำที่พันรอบขาของเขาอย่างชัดเจน คิ้วยาวเรียงเส้นละเอียด จมูกโด่งเป็นสัน คางแหลมและริมฝีปากบาง ขณะนี้ริมฝีปากของเขายกยิ้มอย่างยโส เมื่อประกอบกับดวงตาสีดำขลับเป็นประกายแล้ว ช่างสง่างามจริง ๆ

            ด้านข้างหนุ่มสอดรู้ผู้นั้นยังมีชายหนุ่มอีกคน อายุมากกว่าเขาสองสามปีเห็นจะได้ แต่คนผู้นั้นกำลังตั้งอกตั้งใจกิน ใบหน้าของทั้งสองละม้ายคล้ายกันทว่านิสัยใจคอกลับต่างกันโดยสิ้นเชิง

            การแต่งตัวของชายหนุ่มท่าทางสุขุมผู้นั้นคล้ายเด็กชายสอดรู้ บนศีรษะของเขามีหมวกผ้าโปร่งสีแดงสด สวมเสื้อคลุมยาวสีเขียวมรกต สายรัดเอวกว้างประมาณเจ็ดนิ้ว สวมผ้ารัดหัวเข่าและสวมรองเท้าบูตยาวสีดำ ดวงตาของเขากลมโตเล็กน้อยดั่งนัยน์ตาดอกท้อ[1] ทว่ามีสีดำขลับดุจน้ำหมึก ช่างเป็นสายตาที่ว่างเปล่าวังเวงแห่งความโอหังและเย็นชา

            หากบอกว่าชายหนุ่มสุขุมผู้นี้คือเกาเจวี๋ยในร่างเด็ก เช่นนั้นชายหนุ่มสอดรู้ก็คือเลี่ยวจือหย่วนในร่างเด็กที่ชอบนินทาและยุ่งเรื่องคนอื่น

            เป็นดังคาด เด็กหนุ่มเปิดริมฝีปากบางเอ่ยอีกครั้ง “ท่าทางของพวกเจ้าดูหิวมาก ที่บ้านไม่มีข้าวกินหรืออย่างไร? เป็นสตรีแท้ ๆ เหตุใดจึงสวมชุดบุรุษ หรือบ้านของพวกเจ้าไม่มีชุดสตรี?” เสียงแหบแห้งแฝงการเยาะเย้ย สายตาที่มองเหอตังกุยประหนึ่งสายตาของแมวป่า เขาเอ่ยถามต่อ “พวกเจ้ากินอาหารมื้อนี้โดยไม่จ่ายเงินหรือ? ร้านฉวินเสียนโหลวคงไม่ได้เชิญพวกเจ้ามากินอาหารเพียงเพราะเป็นสตรีกระมัง ไม่แน่อาจจับตัวพวกเจ้าไปขายก็เป็นได้”

            เจินจิ้งได้ยินดังนั้น เหงื่อเย็น ๆ ก็ไหลซึม เดิมทีเงินในถุงของพวกนางมีมากมาย แต่อีกฝ่ายกลับพูดเช่นนี้ นางจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าราคาอาหารที่นี่แพงถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? เจินจิ้งกระตุกแขนเสื้อเหอตังกุยพลางกระซิบถาม “เสี่ยวอี้ ราคาเท่าไรหรือ? เงินพวกเราพอหรือไม่?”

            เหอตังกุยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงปกติ “ข้าบอกแล้วว่าจะพาเจ้ามากินข้าว เรื่องจ่ายเงินไม่ต้องกังวล” กล่าวจบก็คีบก้อนหมูสับร้อน ๆ วางลงในถ้วยเจินจิ้ง ก่อนจะตักน้ำแกงราดตามไป นางมองเจินจิ้งพลางบ่น “มีคนที่ชอบทำตัวเป็นหมาสอดหางเข้ามายุ่งเรื่องคนอื่น เจ้าก็เลียนแบบท่าทางสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านจากเขาจนไม่รู้ว่าเรื่องใดจริงเท็จหรือ อยากให้ข้าโมโหตายหรืออย่างไร?” เหอตังกุยบิหมั่นโถวเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงในถ้วยเจินจิ้ง ก่อนจะเอ่ยเร่งเร้าให้นางหยิบตะเกียบขึ้นมากิน

            เจินจิ้งหยิบตะเกียบด้วยความซาบซึ้ง คีบหมั่นโถวชุ่มน้ำแกงชิ้นหนึ่งเข้าปากอย่างสั่นเทา กระพุ้งแก้มสัมผัสถึงกลิ่นหอมและรสชาติอันโอชะของอาหาร

            เด็กหนุ่มผู้นั้นเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้ “ข้าเพียงอยากให้ข้อคิดแก่เจ้า หากสตรีกินจนอ้วนพีก็จะไม่มีบุรุษคนใดอยากแต่งงานด้วย เมื่อพวกเจ้าขายไม่ออก อยากร้องไห้ก็คงสายไปเสียแล้ว แม้ตอนนี้พวกเจ้าจะผอมมาก แต่หากกินสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ไม่เกินหนึ่งปีครึ่งพวกเจ้าก็จะอ้วน ก้อนหมูสับน้ำแดงและเป็ดย่างนั้นเป็นอาหารที่ไม่นิยมนัก มีเพียงเศรษฐีใหม่ที่กินมัน เจ้าดูอาหารที่พวกข้าสั่งสิ...” เด็กหนุ่มพวกนั้นชี้จานอาหารตรงหน้า ทว่าทุกจานล้วนว่างเปล่า เขามองจานอาหารของชายหนุ่มสุขุมผู้นั้นก็ว่างเปล่าเช่นเดียวกัน จึงอดกระอักกระอ่วนใจไม่ได้ พลางเอ่ยแก้เขิน “คุณชายเช่นพวกข้าจะกินอาหารเท่าไรก็ได้ แต่เด็กสตรีเช่นพวกเจ้าทำไม่ได้ เพราะพวกเจ้าอ้วนง่ายกว่าพวกข้า...”

            เหอตังกุยอดหัวเราะไม่ได้ เขาชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นเสียจริง แต่ที่เขาพูดก็ไม่ผิด ตนเป็นเศรษฐีใหม่จริง ๆ ไม่ใช่หรือ?

            รอยยิ้มของนางในเวลานี้สดใสราวไข่มุกที่เปล่งประกาย ราวหยกงามที่ส่องแสงแวววาวระยิบระยับ งดงามไม่มีผู้ใดเปรียบ ผู้คนมองนางตรง ๆ แทบมิได้ เด็กหนุ่มผู้นั้นตะลึงงันไปชั่วครู่ พลางเอ่ยในใจ ‘มารดาของน้องซูเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวง น้องซูจึงมีใบหน้าน่ารักดุจหยกหิมะ แต่เมื่อหญิงชาวบ้านผู้นี้แย้มยิ้มกลับงดงามกว่าน้องซูหลายเท่านัก’

            เหอตังกุยคีบขาเป็ดสองชิ้นใส่ถ้วยของเจินจิ้งด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเอ่ยเตือน “ค่อย ๆ กิน กินเยอะ ๆ เกิดเป็นคน เรื่องสำคัญอันดับแรกของปากคือกินข้าว มีเพียงปากของพวกที่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่นเท่านั้นที่บอกว่าเรื่องอื่นสำคัญเป็นอันดับแรก”

            เด็กหนุ่มผู้นั้นโกรธเป็นฟืนเป็นไฟทันที เกิดเป็นสตรี เหตุใดจึงปากร้ายเช่นนี้? ครั้นจะต่อปากต่อคำอีกสักรอบ ชายหนุ่มสุขุมผู้นั้นก็ตบเขาเสียดื้อ ๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ “ดูทางนั้นสิ” สายตาของเขามองนอกหน้าต่าง

            เด็กหนุ่มหันมองอย่างไม่สบอารมณ์ พลางเอ่ยด้วยสีหน้าประหลาดใจ “นั่นหลิงเมี่ยวอี้ไม่ใช่หรือ? นางมาที่เมืองตู้เอ๋อร์ด้วยเหตุใดกัน? ยัยตัวซวยเอ๊ย”

            เหอตังกุยเหลือบมองด้านนอกพลันตกตะลึงทันที นั่นน้องภรรยาของเกาเจวี๋ยนี่ คล้ายกำลังร้อนใจตามหาใครบางคน นางเดินถามทุกคนพลางทำมือบรรยายรูปร่างคนผู้นั้นว่าสูงกว่านางสองฉื่อไม่หยุด แต่ทุกคนที่นางถาม หากไม่ส่ายหัวก็โบกมือแล้วหันหลังจากไป

            เจินจิ้งรีบเงยหน้าจากถ้วย มองเห็นภาพเหตุการณ์นั้นเช่นกัน จึงเอ่ยถามเหอตังกุยด้วยปากมันเยิ้ม “นางเป็นอะไร? หาใต้เท้าเกาหรือ?”

            เหอตังกุยส่ายศีรษะ พลางเอ่ยเสียงเบา “ข้าได้ยินว่านางกำลังหา “บุรุษชุดแดง” เมื่อฟังสิ่งที่นางบรรยาย...คนที่นางตามหาดูเหมือนจะเป็นคุณชายต้วน”

            ดวงตากลมโตราวผลซิ่งของเจินจิ้งรีบหันไปทันที ก่อนจะกระซิบ “นางคงไม่ได้ชอบใต้เท้าต้วนกระมัง เช่นนั้นนางก็เป็นศัตรูหัวใจของเจ้าน่ะสิ”

            เหอตังกุยเขกหน้าผากเจินจิ้ง เอ่ยตำหนิเสียงเบา “เด็กโง่ กินข้าวอยู่ยังจะพูดอีก”

            เจินจิ้งกัดขาเป็ดแล้วเอ่ยถามเสียงเบา “พวกเราไม่ไปทักทายนางหน่อยหรือ? ดูนางร้อนใจไม่น้อย จะเกิดปัญหาหรือไม่?”

            เหอตังกุยกัดหมั่นโถวแล้วกินอาหารคำเล็ก ๆ ตามเข้าไป ก่อนจะเอ่ยตอบเนิบนาบ “ผัดหน่อไม้ใส่เนื้อแกะถ้วยนี้เผ็ดยิ่งนัก ระดับไฟขณะทำคงแรงเกินไป สีของมันจึงดำไม่น้อย น่าเสียดายจริง ภายใต้กลิ่นหอม สิ่งที่สำคัญที่สุดในอาหารจานนี้คือสี เจ้าลองชิมดู”

            เจินจิ้งได้ยินก็งุนงง ไม่รู้ว่าเหตุใดเหอตังกุยที่พูดถึงน้องภรรยาของเกาเจวี๋ยอยู่ดี ๆ จึงเปลี่ยนไปวิจารณ์เนื้อแกะแทน ทว่านางก็คีบอาหารเข้าปากอย่างเชื่อฟัง อดเอ่ยชมไม่ได้ “อร่อยยิ่งนัก”

            เหอตังกุยยิ้มบางพลางกินอาหารต่อไปเงียบ ๆ เมื่อเงยหน้าอีกครั้ง ไม่เพียงแต่หลิงเมี่ยวอี้น้องภรรยาของเกาเจวี๋ยหายตัวไปจากหน้าประตูร้านเท่านั้น ชายหนุ่มโต๊ะข้าง ๆ สองคนก็หายไปด้วยเช่นกัน แม้ชายหนุ่มทั้งสองจะสวมปลอกป้องกันขา แต่งตัวเหมือนจอมยุทธ์ในยุทธภพ แต่สำเนียงของเด็กหนุ่มสอดรู้ผู้นั้นเป็นสำเนียงเมืองหลวงชัดเจน ทว่าไข่มุกที่เขาสวมใส่ก็ไม่ใช่ของธรรมดา ฟังจากที่เขาพูดเหมือนจะรู้จักน้องภรรยาของเกาเจวี๋ย เป็นไปได้ว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นเป็นคุณชายสูงศักดิ์ในเมืองหลวง

            เหตุใดเมืองเล็ก ๆ เช่นเมืองตู้เอ๋อร์จึงคึกคักเช่นนี้ คนกลุ่มแรกที่มาเยือนคือองครักษ์จิ่นอีเว่ย ตอนนี้คนเหล่านั้นก็จากไปแล้ว ต่อมาก็เป็นคุณหนูคุณชายจากเมืองหลวง นางยังจำตอนที่ต้วนเสี่ยวโหลวเปิดเผยความลับให้ฟังก่อนจากไปได้ดี จิ่นอีเว่ยมี “ภารกิจอื่น” ในเมืองหยางโจวที่ต้องจัดการ เรื่องนี้ทำให้คนอดสนใจไม่ได้จริง ๆ ภารกิจใดกันที่ต้องให้จิ่นอีเว่ยระดับสูงเช่นนี้จัดการด้วยตัวเอง

            เหอตังกุยจำได้แม่นยำ ขณะต้วนเสี่ยวโหลวช่วยตนสืบหาจี้ทองในวัด เขาเรียกทหารในเครื่องแบบที่ได้รับการฝึกฝนอย่างดีออกมากลุ่มหนึ่ง ตั้งแต่การก้าวเท้าไปจนถึงการเคลื่อนไหวล้วนพร้อมเพรียงกัน พวกเขามีใบหน้าขาว คิ้วเล็ก ลำคอไม่มีลูกกระเดือก เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านั้นเป็นทหารคุ้มกันติดอาวุธ ปีนี้ฮ่องเต้จูหยวนจางอายุหกสิบห้าพรรษาแล้ว หากผ่านไปอีกเดือนก็จะหกสิบหกพรรษา พระองค์ทรงส่งองครักษ์ของตนมาที่เมืองหยางโจวเพื่ออันใดกัน? แม้นางจะมีความทรงจำในชาติที่แล้วและรู้อนาคตต่อจากนี้สิบกว่าปี ทว่าก็ยังคิดหาเหตุผลในเรื่องนี้ไม่ออก

            ทันใดนั้นก็มีแมลงวันหลายตัวบินมาจากทางหน้าต่างเพื่อกินซากอาหารในจานของโต๊ะข้าง ๆ เหอตังกุยขมวดคิ้วมุ่นพลันตะโกนไปยังลูกจ้างในร้าน “เสี่ยวเอ้อร์ รีบมาเก็บจานทำความสะอาดโต๊ะนั้นหน่อย”

            เสี่ยวเอ้อร์ขานรับแล้วรีบวิ่งมาทันที ก่อนจะโบกผ้าไล่แมลงวัน ขณะเดียวกันก็เก็บจานอาหารบนโต๊ะพลางอธิบายกับเหอตังกุยด้วยรอยยิ้ม “ขอโทษขอรับ ท่านลูกค้ากินให้อร่อยนะขอรับ อย่าได้กังวลกับพวกมันเลย ร้านฉวินเสียนโหลวของพวกเราขึ้นชื่อว่ามีสภาพแวดล้อมสะอาดสะอ้านและเงียบสงบที่สุด ในวันปกติไม่มีแมลงวันบินเข้ามาให้เห็นแม้แต่ตัวเดียว แต่โชคร้ายที่เมื่อเช้านี้มีผู้ใดไม่รู้สาดเลือดหมูอยู่หลังลาน ทำให้มี....เอ่อ ข้าไม่พูดดีกว่า ท่านกินให้อร่อยนะขอรับ”

            วันปกติไม่มีแมลงวันบินเข้ามาแม้แต่ตัวเดียว ทว่าวันนี้กลับมีแมลงวันบินเข้ามาจำนวนมากหรือ? ดวงตาของเหอตังกุยเป็นประกาย หรือจะมีขนมกลิ่นหอมบางอย่างในเมืองตู้เอ๋อร์ ขุนนางใหญ่และคนชั้นสูงเหล่านั้นจึงเข้ามา? มันคือสิ่งใดกันแน่หรือจะเป็นใครบางคน? เหอตังกุยส่ายศีรษะ ฮ่องเต้ร่ำรวยที่สุดในสี่มหาสมุทร ของล้ำค่าใดกันที่สามารถดึงดูดผู้คนจำนวนมากเช่นนี้ได้?

            “แม่นาง แววตาของเจ้าเปล่งประกาย ร่างกายก็แข็งแรง มีเมฆมงคลลอยเหนือศีรษะ มันจะนำพาโชคดีทั่วสารทิศมาให้เจ้า เจ้าต้องไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่”




            -----------------------------------------------------------------------------


            [1] นัยน์ตาดอกท้อ หมายถึงนัยน์ตาโตสองชั้น ปรายตาเรียวยาว ดั่งแววตาของผู้ชายเจ้าชู้

    คล้ายกับเรื่องพลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน