ตอนที่ตื่นขึ้นมา ก็กลับถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว
อันอี่เจ๋อวางเขาไว้บนโซฟาในห้องนั่งเล่นซูเจี๋ยนตื่นขึ้นมาแล้วก็กวาดตามองไปรอบบ้านด้วยความอยากรู้อยากเห็นบ้านนี้ดูเหมือนจะมีสามห้องนอน สองห้องโถงใหญ่ ถูกตกแต่งไว้อย่างเรียบง่ายแต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกพื้นเพธรรมดากลับเต็มไปด้วยความเรียบหรูสง่างามเพียงแต่สีพื้นโทนขาวดำนั้นดูจะไม่เข้ากับคู่แต่งงานใหม่สักเท่าไรนักไม่ว่าจะมองอย่างไร ห้องนี้ก็ไม่เหมือนเรือนหอของคู่แต่งงานใหม่เลยสักนิด
ผู้ชายคนนี้เป็ถึงประธานกรรมการของ CMI จะมีบ้านอยู่แค่หลังเดียวได้อย่างไร? บางทีนี่อาจจะเป็ห้องชุดสำหรับพักอยู่ชั่วคราวก็เป็ได้ซูเจี๋ยนครุ่นคิดอย่างอิจฉาเล็กน้อย แล้วก็ปล่อยวางความสงสัยไป
อย่างไรก็ตามพอนึกถึงว่าร่างนี้ได้แต่งงานกับอันอี่เจ๋อแบบถูกต้องตามกฎหมาย ยิ่งอันอี่เจ๋อร่ำรวยมากแค่ไหนก็ยิ่งดีเพราะเวลาหย่ากันเขาก็จะได้สินสมรสครึ่งหนึ่งคิดแบบนี้แล้วจิตใจของซูเจี๋ยนก็ได้แต่ลิงโลดขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
“อันไม่สิ อี่เจ๋อ ฉันอยากเดินดูรอบๆ บ้านเราซักหน่อย!”พูดจบก็ไม่รออันอี่เจ๋อกล่าวตอบ เขานั่งบนวีลแชร์แล้วขยับล้อเที่ยวชมไปทั่ว
อันอี่เจ๋อไม่ได้มีทีท่าจะห้ามปรามชายหนุ่มนั่งอยู่บนโซฟาเพื่อพักเหนื่อย ควบคุมลมหายใจให้กลับมาปกติ
เป็ไปตามคาดห้องนอนของอันอี่เจ๋อก็ดูสมกับเป็ตัวเขาจริงๆ เบื้องหน้าฉาบไว้ด้วยโทนสีขาวเทาดำตายด้านไร้ความรู้สึก ซูเจี๋ยนเดาะลิ้นจึ้กจั้กพลางส่ายศีรษะน้อยๆขณะที่กำลังจะออกมาสายตาก็กวาดผ่านเตียงนอนหลังใหญ่แบบที่ตัวเขาตอนนี้น่าจะลงไปนอนได้สักห้าหกคนหลังหนึ่งจู่ๆ ก็นึกได้ขึ้นมาว่าตอนนี้เขาเป็ภรรยาของอันอี่เจ๋อ พูดอีกอย่างก็คือหลังจากนี้ทุกๆ ค่ำคืน เขาก็ต้องนอนร่วมกับอันอี่เจ๋อบนเตียงหลังมหึมานี่งั้นหรือ?
ให้-ฟ้า-ผ่า-ตาย-เถอะ!
ถ้าจะให้เขามานอนบนเตียงเดียวกันกับศัตรูหัวใจของตัวเองให้เขาไปตายยังจะดีซะกว่า!
อย่างไรก็ตามพวกเขาสองคนก็เป็คู่สมรสที่แต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อให้อันอี่เจ๋ออยากจะทำเื่อย่างว่ากับเขา คุณลุงตำรวจก็ช่วยเหลืออะไรเขาไม่ได้! ทำไงดีทำไงดีทำไงดี๊! ....ใช่แล้ว! ขาเจ็บไงล่ะ!
ซูเจี๋ยนก้มหัวลงมองท่อนขาที่พันห่อไว้ด้วยผ้าพันแผลสีขาวหนาเตอะจู่ๆ ก็รู้สึกว่ามันดูน่ารักน่าชังอย่างที่สุด
แค่บอกไปว่าเพราะขาเจ็บพวกเราสองคนไม่ควรนอนห้องเดียวกัน แค่นี้ก็แก้ปัญหาได้อย่างสวยงาม!
ขณะที่ซูเจี๋ยนกำลังจะหันกลับไปต่อรองกับอันอี่เจ๋อก็พลันได้ยินเสียงทุ้มของอันอี่เจ๋อกล่าวขึ้นมาจากด้านหลัง : “มานี่เถอะ ฉันมีเื่จะพูดกับเธอ”
ซูเจี๋ยนพยักหน้ารับ :“บังเอิญจริง ฉันก็มีเื่จะพูดกับคุณเหมือนกัน”
อันอี่เจ๋อชะงักค้างไป :“งั้นเธอพูดก่อน”
ซูเจี๋ยนพูดออกไปตามตรง :“ที่ฉันอยากพูดก็คือว่า ขาฉันยังาเ็อยู่ ่นี้น่าจะแยกห้องนอนกันไปก่อนนะ”
เบื้องลึกในดวงตาของอันอี่เจ๋อมีแววตาประหลาดใจวาบผ่านไปสายหนึ่งขณะที่กำลังจะเอ่ยปาก จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงท้องร้องดังโครกขึ้นมา
จากนั้นเขาก็ได้ยินซูเจี๋ยนกล่าวต่อ : “เื่ที่สองที่อยากพูดก็คือว่า ฉันหิวแล้ว สัมมี~ไม่ใช่ว่าคุณควรจะต้องรีบไปเตรียมอาหารหรอกเหรอ”
อันอี่เจ๋อดูอึ้งงันไปอย่างเห็นได้ชัด
ซูเจี๋ยนยกขาขึ้นเบาๆ : “คุณดูสิขาฉันหักอยู่นะ” ความหมายที่แฝงอยู่นั้นก็ชัดเจน ‘ฉันอาการหนักขนาดนี้แล้วคุณยังจะใช้งานคนพิการอย่างฉันอีกหรือไง’
อันอี่เจ๋อไม่ได้พูดอะไรมากความออกมาอีกชายหนุ่มผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขณะที่ซูเจี๋ยนกำลังรอดูอย่างใจจดจ่อให้ศัตรูหัวใจน่าชังคนนี้ไปเข้าครัวทำอาหารให้เขาอย่างว่าง่ายเชื่อฟัง ทว่าเขากลับนึกไม่ถึงว่าอันอี่เจ๋อจะลุกขึ้นยืนแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมา
“ภัตตาคารเจียงหนาน?”
นี่โทรสั่งอาหารนี่นา!นี่มันเป็การโกงกันแบบหน้าด้านๆ ชัดๆ! ซูเจี๋ยนไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างที่สุดเขาถลึงตาใส่แผ่นหลังของอันอี่เจ๋ออย่างขุ่นเคือง
อันอี่เจ๋อหันกลับมากล่าว : “จะมาถึงในสามสิบนาที”
ซูเจี๋ยนได้แต่ประท้วงด้วยเสียงท้องร้องดังโครกคราก
อันอี่เจ๋อทรุดกายลงนั่งจ้องมองเขาอย่างเยือกเย็น
ซูเจี๋ยนถูกอีกฝ่ายจ้องมองจนรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาเล็กน้อย: “คุณ คุณมาจ้องฉันทำไม”
อันอี่เจ๋อหรี่ตาจ้องมองเขาอย่างลึกซึ้ง : “นี่เธอจำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ หรอ”
ในใจของซูเจี๋ยนยิ่งรู้สึกกระวนกระวายได้แต่ผงกศีรษะรับอย่างเชื่องเชื่อ : “จำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ”
อันอี่เจ๋อเงียบขรึมไปชั่วขณะ แล้วจู่ๆก็กล่าวออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย : “อันที่จริงพวกเราแต่งงานแบบมีข้อตกลงร่วมกัน”
“หา?” ซูเจี๋ยนเบิกตากลมกว้าง แต่งงานแบบมีข้อตกลงร่วมกัน? มันคืออะไรกันล่ะนั่น?
อันอี่เจ๋อยังคงกล่าวต่อไปแบบไม่แยแส : “ดังนั้น พวกเราไม่ได้เป็สามีภรรยากันจริงๆ หรอกฉันกับเธอตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าพอพ้นหนึ่งปีก็จะหย่าขาดจากกัน”
“อ๋า?” ซูเจี๋ยนอ้าปากกว้างอย่างโง่งม ถูกสถานการณ์แปลกประหลาดที่อุบัติขึ้นตรงหน้าทำให้รู้สึกตกตะลึงจนไม่อาจควบคุมสติได้ชั่วขณะ
หลังจากงงงันอยู่พักใหญ่ในที่สุดซูเจี๋ยนก็กะพริบตารัวเร็ว : “เดี๋ยวๆๆๆ! คุณหมายความว่าคุณ.....อันที่จริงแล้วพวกเราไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบนั้นกัน?”
อันอี่เจ๋อกล่าวตอบ : “ในทางกฎหมายพวกเรามีความสัมพันธ์แบบสามีภรรยา แล้วพวกเราก็ตกลงกันไว้ก่อนั้แ่แรกแล้วตอนที่อยู่ต่อหน้าคนนอก พวกเราต้องแสดงออกว่ารักกันอย่างลึกซึ้ง”
สีหน้าของซูเจี๋ยนยิ่งสับสนหนักกว่าเดิม :“ที่คุณอยากบอกก็คือถึงแม้ว่าพวกเราจะแต่งงานแบบมีเงื่อนไขสัญญาไว้ก่อนล่วงหน้าว่าจะหย่าขาดกันในหนึ่งปี แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นพวกเราก็ไม่สามารถเปิดเผยความจริงนี้ออกไปได้ ทุกๆวันพวกเราต้องแกล้งแสดงออกว่ารักกัน”
อันอี่เจ๋อตอบกลับแบบรวบรัดได้ใจความ : “ใช่”
ไอ๊โหยว...นี่มันฉากพื้นฐานของพล็อตละครน้ำเน่าในจอทีวีชัดๆ เื่แบบนี้ไม่คิดเลยว่าจะมาเกิดขึ้นกับฉันการเกิดใหม่ครั้งนี้มันจะมหัศจรรย์เกินไปหน่อยแล้วมั้ง! ซูเจี๋ยนถูกพล็อตเื่น้ำเน่านี้ทำให้อึ้งงันไปชั่วครู่จึงโพล่งถามออกมาอย่างงุนงงสงสัย : “ทำไมล่ะ”
อันอี่เจ๋อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ซูเจี๋ยนพูดต่อ : “ฉันหมายความว่าทั้งสองคน...เราสองคน ทำไมถึงตกลงแต่งงานกันั้แ่แรก”ถึงแม้อันอี่เจ๋อจะเป็ศัตรูหัวใจของเขาแต่ก็มีจุดหนึ่งที่เขาจำต้องยอมรับความจริงนั่นคือข้างกายอันอี่เจ๋อรายล้อมไปด้วยหญิงสาวมากหน้าหลายตาอยู่เสมอส่วนสาวน้อยแซ่ซูคนนี้ก็หน้าตาสะสวยหุ่นดีไม่เห็นต้องกังวลว่าจะหาคนแต่งด้วยไม่ได้คนทั้งคู่ล้วนแต่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยมกลับไม่ยอมแต่งงานแต่งการให้มันดีๆ ทำไมถึงต้องมาแต่งงานหลอกๆให้วุ่นวายแบบนี้ด้วย
อันอี่เจ๋อปรายตามองเขา : “เพราะเธอ้าเงิน”
ซูเจี๋ยนยิ่งเบิกตากลมกว้างหนักกว่าเดิม :“เงิน?” ให้ตายเถอะ! นี่มันเหมือนละครทีวีไม่มีผิดเพี้ยนเลย!
อันอี่เจ๋อพูดต่อ : “แม่เธอมีภาวะยูรีเมีย(uremia-อาการเนื่องจากไตวายระยะสุดท้าย) ต้องเข้ารับการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก”
“ดังนั้นคุณก็เลยช่วยจ่ายค่ารักษาให้แม่ฉันส่วนฉันก็ตกลงแต่งงานปลอมๆ กับคุณช่วยกันแสดงออกต่อหน้าคนนอกว่ารักกันอย่างลึกซึ้ง?” ซูเจี๋ยนรู้สึกทำใจลำบากอยู่บ้าง
อันอี่เจ๋อพยักหน้ารับ
ว้อทเดอะฟั-! ชีวิตนี้มันจะน้ำเน่าเจิ่งนองเกินไปแล้วนะ!ซูเจี๋ยนะเิเสียงคำรามกราดเกรี้ยวอยู่ในใจจากนั้นจึงเอ่ยถามอันอี่เจ๋อ : “แล้วคุณล่ะ การแต่งงานหลอกๆครั้งนี้คุณทำไปเพื่ออะไร”อย่าบอกนะว่านายจะประพฤติตัวตามแบบคุณอาเหลยเฟิงผู้เสียสละตนเอง [1] โดยการอุทิศตนช่วยเหลือสาวน้อยแซ่ซูที่น่าสงสารด้วยน้ำใจอันดีงามนั่นมันฟังไม่ขึ้นโคตรๆ!
อันอี่เจ๋อตอบกลับแบบชอบด้วยหลักเหตุผลทุกประการ: “เธอไม่จำเป็ต้องรู้”
เชิงอรรถ
[1] คุณอาเหลยเฟิง(雷锋)บุคคลต้นแบบที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยก่อนนำมาใช้ในการ โฆษณาชวนเชื่อ โดยสร้างภาพลักษณ์ให้เป็ผู้เสียสละทั้งชีวิตจิตใจอุทิศตนให้กับแิของเหมาเจ๋อตุงั้แ่ยังหนุ่ม
----------------------------------------------------
วันนี้ลง2 ตอนนะครับ