บทที่ 28
ความเคลือบแคลง ความเอาใจใส่
ส่วนที่ฉันอยากรู้ที่สุดของหนังสือประวัติศาสตร์าเหยากวงคือ่สุดท้ายที่มีรายละเอียดเื่เวทเคลื่อนย้ายมิติ
“มีหนังสือเื่พิธีกรรมเคลื่อนย้ายมิติโดยเฉพาะรึเปล่าคะ”
ฉันถามเช่นนั้นและรอคำตอบจากเขา
ชายหนุ่มจ้องมองหนังสืออยู่อึดใจหนึ่งก่อนตอบว่า
“ไม่มีที่เกี่ยวข้องโดยตรงมีแต่กระจัดกระจายตามเล่มต่างๆ แต่ข้าพอจะอธิบายได้”
แล้ว...หนังสือรวมเวทเคลื่อนย้ายมิติที่อยู่ในลิ้นชักเล่มนั้นล่ะ?เล่มที่มีเื่การอัญเชิญคนกลับจากต่างโลก เขาลืมเื่หนังสือเล่มนั้นไปรึเปล่า?
“มีเวทไปโลกอื่นแล้วมีเวทเรียกกลับมาไหมคะ”ฉันถามหยั่งเชิง เล่นถามเจาะจงแบบนี้เขาต้องพอนึกออกสิว่าตัวเองมีหนังสือแบบนั้นอยู่
“ข้าไม่แน่ใจ” เขาตอบเรียบๆจนฉันชักสงสัยว่า หนิงหลงลืมหรือไม่รู้ถึงการมีตัวตนของหนังสือในลิ้นชักเล่มนั้นหรืออย่างไร?
...หรือเขาจงใจไม่พูดถึงมัน?
“เ้าอยากอ่านส่วนไหนของหนังสือ?”ชายหนุ่มกลับเข้าเื่ ฉันพลิกไปจนท้ายๆเล่มและชี้ให้เขาดูบทที่ฉันพออ่านออกว่าเกี่ยวกับทฤษฎีว่าราชวงศ์ของเหยากวงหายไปไหน
หนิงหลงย้ายมานั่งข้างหลังฉันอีกครั้งเสียงทุ้มยามเขาพึมพำคำที่อยู่บนหน้ากระดาษลอยกระทบหูลมหายใจชายหนุ่มเป่ารดใบหูฉันแ่เบา ทำให้หัวใจเต้นแรง
“...คำศัพท์ยากอยู่แต่เนื้อหาโดยรวม...” เขาชี้นิ้วไปยังย่อหน้าแรก แขนเกือบััถูกกัน“...อย่างที่เ้าเห็น มีการตั้งทฤษฎีไว้หลายอย่าง เช่นราชวงศ์หนีไปหรือราชวงศ์ตายไปพร้อมกับที่เหยากวงจมลง มีการใช้เวทเคลื่อนย้ายมิติที่ไม่สำเร็จเศษชิ้นส่วนของวงเวทจึงถูกทำลายจนถูกพบแต่ยังมีอีกหลายคนที่คิดว่าแท้จริงการเคลื่อนย้ายมิติสำเร็จชิ้นส่วนของวงเวทที่หมดประโยชน์และของที่ใช้ในพิธีกรรมทั้งหลายจึงถูกปล่อยให้จม”
“การเคลื่อนย้ายมิติทำได้จริงเหรอคะ”
“นี่เป็ความคิดส่วนตัวของข้า แต่...บางทีถิงถิงอาจมีความเกี่ยวข้องกับเหยากวง” ชายหนุ่มกล่าวเสียงที่ดังข้างหูทำสติฉันกระเจิง กว่าจะทำความเข้าใจประโยคนั้นได้ก็ปาไปหลายวิ
ถิงถิง...เกี่ยวข้องกับเหยากวง?
“เสื้อผ้าที่ถิงถิงสวมใส่ในวันที่นางมาที่นี่ไม่ใช่ผ้าแบบที่ใครก็หาได้ข้าเคยให้ผู้เชี่ยวชาญเื่ผ้าดู ท่านบอกว่าเป็ลายถักทอแบบที่เคยเป็ที่นิยมในเหยากวง”
“ถิงถิงอาจเป็ราชวงศ์ของเหยากวง?”
“เ้าหัวไวมากข้าเองก็คิดเช่นนั้นแต่ไม่มีทางพิสูจน์ จึงอธิบายกับผู้คนแค่ว่านางมาจากต่างโลกอย่างไรก็ดี เหยากวงไม่อยู่อีกแล้วการที่นางได้มีชีวิตอยู่อย่างเป็สุขคงเป็เป้าหมายของผู้ที่ฝากฝังนางไว้”ชายหนุ่มพลิกหน้ากระดาษ “นี่เป็วงเวทที่คาดว่าถูกใช้ในพิธีกรรมมีคนพยายามทำซ้ำหลายครั้งแต่ไม่สามารถใช้มันสำเร็จ”
ฉันเปิดพจนานุกรมเพื่อยืนยันสิ่งที่หนิงหลงพูดชายหนุ่มชี้ประโยคให้ฉันดูไปด้วยและมันเขียนตรงกับที่เขาพูด
“หนังสือไม่ได้บอกสาเหตุที่ทดลองไม่สำเร็จแต่มีหลายทฤษฎี เช่น การทำพิธีเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์บางอย่างหรืออาจเป็ปัจจัยเกี่ยวกับสถานที่ประกอบพิธี พูดไปกระทั่งว่าแท้จริงพิธีไม่สำเร็จจนบัดนี้ ราชวงศ์เหยากวงหายไปที่แห่งใดยังไม่มีผู้ใดรู้”
นึกถึงราชวงศ์โรมานอฟ...มีคนคิดว่าเ้าหญิงอนาสตาเซียมีชีวิตรอดมาได้จนกระทั่งพบพระศพที่ยีเคอทีรินบูร์ก
“ถ้าสมมุติถิงถิงเป็ราชวงศ์เหยากวงที่หายไปล่ะคะ?”
“ถึงข้าจะคิดเช่นนั้นข้าจะไม่ให้ผู้ใดรู้ เพราะถิงถิงตอนนี้เป็ครอบครัวของข้า...ข้าจะไม่ยอมให้นางถูกใช้เป็หมากทางการเมือง”
น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวของเขาทำใจฉันสั่นไหว
รู้ว่าเขาพูดถึงคนอื่นอยู่ แต่ความเด็ดเดี่ยวที่จะปกป้องคนในครอบครัวแบบนี้...
“อยากให้ท่านหนิงหลงมาเป็ครอบครัวข้าจัง”รู้ตัวอีกที มือก็เขียนประโยคนั้นออกมาแล้วชายหนุ่มอ่านแล้วไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมากมาย ตอบออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เ้าเป็ครอบครัวแล้วเช่นกันเพราะฉะนั้นข้าจะปกป้องเ้า...” ปลายประโยคเสียงแ่ไป เอาเส้นผมที่ระแก้มฉันทัดหูให้“...ขอโทษที่ล่วงเกิน เราถึงไหนกันแล้ว?”
ชายหนุ่มมุ่งความสนใจกลับไปที่หนังสือตรงหน้า
เนื้อหาที่เหลือของหนังสือไม่ได้เฉลยสาเหตุที่ฉันมาอยู่ที่นี่ฉันถอนหายใจยาว ขอบคุณชายหนุ่มที่อุตส่าห์สละเวลามาช่วย
“ทำไมเ้าถึงสงสัยว่าเหตุใดเ้าจึงมาที่โลกนี้?”เขาถาม
“เวลามันประจวบเหมาะค่ะ” ฉันรวบพัดทีหนึ่งก่อนจะเขียนต่อ“เหมือนมีใครพยายามช่วย”
“ช่วย?” ชายหนุ่มขมวดคิ้ว
“ตอนนั้นข้าอยากหนีจากทุกอย่างไม่ว่าจะที่บ้าน ที่โรงเรียน” เขียนได้แค่นั้น ความทรงจำเก่าๆทำท่าจะประดังกลับมา ฉันจึงรีบตัดบทว่า “เลยรู้สึกขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้ข้ามาเจอท่านกับทุกคน”
“เ้า...” เขาผ่อนลมหายใจ“ไม่เสียใจรึที่ต้องแยกจากครอบครัวและทุกสิ่งที่รู้จัก?”
“ถ้าบอกว่าไม่คิดถึงก็โกหกค่ะ แต่ข้าไม่คิดกลับไปแล้วที่นี่เป็บ้านยิ่งกว่าที่บ้านเดิมเคยเป็” ฉันส่งยิ้มให้เขา
ชายหนุ่มเม้มปากเขาก้มหน้าลงจนแทบซบกับไหล่ของฉันอยู่แล้ว ฉันไม่กล้าขยับตัวปล่อยเขาให้อยู่ท่านั้น
“...ไม่มีอะไร”เขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้งพร้อมสูดหายใจลึก “ข้าแค่ดีใจเฉยๆข้ากลัวมาตลอดว่าเ้าจะเกลียดที่นี่”
“ไม่เกลียดค่ะ”
ชายหนุ่มคลี่ยิ้ม
“คำพูดของเ้ามีความหมายสำหรับข้ามาก...มากเกินกว่าที่เ้าจะรู้”
ตอนนี้ ไม่ว่าเื่ที่เขาปิดบังฉันไว้จะเป็อะไรก็ตามมันก็ไม่สำคัญ
ดวงตาสีทับทิมสบตาฉันอย่างลึกซึ้งจนไม่มีพื้นที่ให้ความคิดอื่นใดหนังสือตรงหน้าถูกลืม ข้อกังขาและความสงสัยทั้งหมดล้วนไม่สำคัญ
คนคนนี้ช่วยฉันไว้ และสำหรับฉันแล้วเขาคือครอบครัวที่ฉันเฝ้าตามหาไม่ใช่คนที่อยู่ด้วยแล้วต้องคอยพะวงตลอดเวลาว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกยังไงไม่ใช่คนที่หายไปจากชีวิตตลอดเวลาหรือคนที่เห็นฉันเป็เพียงแค่คนแปลกหน้าที่อาศัยใต้หลังคาเดียวกัน
เขาคือ...คนที่พร้อมจะเอาใจใส่ฉันเหมือนเป็ครอบครัวจริงๆ แม้จะรู้จักกันได้ไม่นานและไม่ได้มีสายเืเดียวกันด้วยซ้ำ
หนิงหลง ซูเหลียง ถิงถิง แล้วก็ฉัน...คนสี่คนที่มาจากคนละทิศทาง แต่ถูกดึงไว้ด้วยกันโดยหนิงหลงชายหนุ่มที่แม้จะไม่ค่อยพูดและไม่ค่อยแสดงออก แต่ยังใส่ใจยิ่งกว่าใคร
ถ้าฉันขอพรอะไรได้สักอย่างฉันจะขอให้่เวลาสงบสุขเช่นนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ
ฉันมาโลกนี้เพราะอะไรก็ช่างถิงถิงจะเป็ราชวงศ์ของเหยากวงที่สาบสูญไปหรือเปล่าก็ไม่สำคัญปัจจุบันที่ว่าฉันได้พบกับครอบครัวในโลกนี้คือสิ่งที่ฉันเชื่อมั่นยิ่งกว่าอะไร
เสียงเคาะประตูดังขัดจังหวะหนิงหลงลุกไปเปิดดูว่าใครมา ปรากฏว่าเป็คุเรไน
“ข้ามาขัดอะไรหรือเปล่า?”
หนิงหลงพึมพำสองสามคำก่อนจะตอบว่า“เปล่า”
“ดีข้าตัดสินใจส่งผู้ติดตามกลับโทโคโยะล่วงหน้าไปก่อนแล้วข้าจะไปเทียนซูกับเ้าโดยไม่ให้ผู้ใดรู้” ชายหนุ่มยืนกอดอก “ส่วนเื่แม่นางข้ามั่นใจว่าข้าปกป้องนางได้ระหว่างเ้าติดพันภารกิจอื่น ไม่ต้องเป็ห่วงไป”
“แล้วเหตุไฉนเ้าต้องรีบมาบอกข้า?”
“เผื่อเ้าจะไม่เห็นด้วยข้าจะได้รีบวิ่งไปตามพวกผู้ติดตามให้กลับมา” คุเรไนเลิกคิ้วกวนๆ“แต่ในเมื่อเ้าไม่มีอะไรจะทักท้วง ข้าก็หมดธุระแล้ว”
คุเรไนหมดธุระกับหนิงหลงจริงๆเพราะเขาติดธุระอื่น เมื่อมาอยู่นี่นานเกินไป ซูเหลียงเริ่มหมดความเกรงใจและเขาโดนซูเหลียงใช้ให้ไปช่วยยกของ
หนิงหลงถอนหายใจยาว พอกลับมานั่งบรรยากาศอะไรก็ตามที่คุกรุ่นอยู่ก่อนหน้าก็สลายไปแล้ว เขาเลยเปลี่ยนเื่
“เ้ามองตามอาหงขนาดนั้น...ชอบเขารึ?”
ฉันไม่รู้ว่าหนิงหลงถามแบบนั้นออกมาทำไมแต่ก็ตอบไปตามตรง
“เป็คนที่เข้ากับคนแปลกหน้าเก่งค่ะ ข้าคุยกับคนแปลกหน้าแล้วเหนื่อยอยากรู้ว่าทำยังไงถึงจะเป็แบบเขาได้”
“เื่นั้นข้าก็อยากรู้เหมือนกัน”เ้าของดวงตาสีทับทิมถอนใจยาว “คุยกับคนแปลกหน้าแล้วรู้สึกเหมือนพลังงานหายไปหมดถ้าข้ามีความสามารถสักครึ่งหนึ่งของอาหง ชีวิตสมัยก่อนคงง่ายกว่านี้เดี๋ยวนี้ข้าแก้ปัญหาโดยการอยู่แค่กับคนที่สบายใจ คนกลุ่มนั้นก็รวมถึงเ้าด้วย”
ฉันไม่รู้ว่าหนิงหลงจงใจหยอดหรือเปล่าแต่คำพูดนั่นทำเอาฉันก้มหน้างุดไม่กล้าสบตาเขาด้วยความเขินอาย