“อันหนิง...ลู่อันหนิง...”
น้ำเสียงไพเราะอันแ่เบาราวกับเสียงกระซิบแทรกซึมเข้าสู่โสตประสาทการรับรู้ ดวงจิตในร่างที่ล่องลอยไร้ทิศทางจากร่างผู้ที่หลับใหลดั่งต้องด้วยมนต์สะกดดุจตกอยู่ในห้วงแห่งภวังค์
‘นั่นใครกำลังเรียกเราอยู่กันนะ’
ภายในม่านหมอกความมืดที่ปกคลุมไปทั่ว ได้ปรากฎร่างอรชรของหญิงสาวที่สวมอาภรณ์สีชมพูบางเบาพลิ้วไหว ใบหน้าหมดจด ผิวขาวผุดผ่องดั่งหิมะแรกในเหมันต์ แม้เป็หญิงด้วยกันก็ยังไม่อาจละสายตาได้
“เ้ากับข้าล้วนผูกพันธ์ด้วยโชคชะตา เมื่อเ้าลืมตาตื่นขึ้นเ้าจะมีชีวิตอยู่ในฐานะของข้า จงใช้ชีวิตนี้ช่วยล้างความผิดที่ข้าได้ทำไว้กับชายที่น่าสงสารผู้หนึ่งที่มีนามว่า มู่หรง ได้โปรดช่วยล้างมลทินให้กับข้าด้วย...”
สิ้นประโยคสุดท้ายร่างกายหญิงผู้นั้นก็มลายหายไปต่อหน้า ลู่อันหนิงสะดุ้งตื่นลืมตาหลุดออกมาจากความฝันที่เสมือนว่าจะเป็เื่จริง
“ฮึก...อึก...”
แรงบีบอัดและไร้ซึ่งอากาศที่ใช้ในการหายใจ ทั่วทุกทิศทุกทางนั้นมืดสนิท มีแค่เพียงเหนือศีรษะตนเท่านั้นที่มองเห็นแสงสว่างส่องผ่านลงมายังร่างที่กำลังจะจมลงสู่เบื้องล่าง
‘นี่มัน น้ำ ฉันกำลังจะจม ช่วยด้วย’
มวลน้ำก้อนใหญ่ไหลผ่านเข้าปากลงสู่ลำคอ นางเผลอกลื่นของเหลวเข้าไปเสียอึกใหญ่ ในชั่วขณะที่ความหวาดกลัวเข้าครอบงำจนสูญสิ้นซึ่งสติสัมปชัญญะ แม้กระทั่งวิธีว่ายน้ำที่เคยได้ร่ำเรียนมาอย่างคล่องแคล่วก็ลืมมันเสียจนหมดสิ้น มือสองข้างได้แต่ตะเกียดตะกายแต่ไร้ซึ่งที่ยึดเหนี่ยว ผ่านไปเพียงเสี้ยวอึดใจร่างกายก็ค่อย ๆ หมดแรงดิ่งลงสู่พื้นน้ำ
ในเฮือกสุดท้ายสายตาก็พลันเห็นร่างของบุรุษที่กำลังแหวกว่ายผ่านสายน้ำมุ่งตรงเข้ามาใกล้นาง เส้นผมยาวสยายช่างงดงามราวกับเงือกสีเงินจากเทพนิยายปรำปราซึ่งเคยได้ยินแต่เพียงในตำราและคำเล่าขาล นางเพ่งพินิจได้ไม่นานสติและดวงตาก็พาลค่อย ๆ ดับวูบลง
ในยามดึกสงัดที่มีเพียงแสงจากดวงจันทร์คอยส่องสว่าง ร่างอันเปียกชุ่มไปด้วยน้ำถูกอุ้มขึ้นสู่พื้นดิน และสิ่งที่นางเห็นก่อนหน้าหาใช่เงือกหนุ่มอย่างที่เข้าใจไม่ ชะตาชีวิตยังไม่ได้ใจร้ายจนเกินไปนัก สุดท้ายนางก็ได้ชายนิรนามยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ลู่อันหนิงที่อาการร่อแร่ได้แต่สำลักน้ำออกมายกใหญ่ ก่อนจะหมดแรงไปซบลงบนแผ่นอกหนา
แคก แคก แคก
“ขอบคุณ”
แพขนตาเปียกชื้นช้อนขึ้นมองใบหน้าคมของผู้ช่วยชีวิต หยดน้ำหยดเล็กไหลผ่านกรอบหน้าลงสู่ปลายคาง ผิวขาวซีดยามต้องแสงจันทร์นั้นช่างดูงามสง่า บุรุษชุดขาววางร่างเปียกปอนลงบนพื้นหญ้า แล้วหันไปหยิบหมวกสานที่มีผ้าคลุมสีเดียวกันกับอาภรณ์มาสวมไว้
“ที่นี่ที่ไหน”
นางพยุงตนเองขึ้นนั่งให้มั่น ในสถานที่แปลกตาซึ่งหาใช่ที่ที่นางคุ้นเคยไม่ รอบตัวเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และพื้นหญ้าหนา ด้านหลังก็เป็สระบัวขนาดใหญ่ที่นางพึ่งจะเกือบเอาชีวิตน้อย ๆ ไปทิ้งเอาไว้ ทั้งที่ไม่รู้ว่าตนลงไปอยู่ใต้น้ำได้อย่างไร
“เ้าไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ใดหรือ ลู่อันซิน”
ชายผู้นั้นกล่าวถามกลับราวกับว่ารู้จักกับนางเป็อย่างดี แต่ทว่านางเองก็พึ่งจะเคยเห็นที่แห่งนี้เป็ครั้งแรกแล้วจะรู้ว่าที่นี่คือที่ใดได้อย่างไร แต่ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือนามที่เขาใช้เรียกนาง
“ลู่อันซิน ใครกัน หมายถึงฉันงั้นเหรอ”
“…”
ชายในชุดขาวั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าหันหลังกลับมามองอย่างสงสัย ท่ามกลางความเงียบงันไปชั่วครู่ ก็ได้มีเสียงะโโหวกเหวกโวยวายไปทั่วทุกหนแห่ง ดึงความสนใจให้ดวงตาคู่โตต้องหันไปมอง กลุ่มหญิงชายจำนวนหลายสิบคนถือโคมไฟวิ่งวุ่นกันไปทั่วทุกซอกทุกมุมอย่างโกลาหล
“คุณหนูเ้าคะ คุณหนูท่านอยู่ที่ใดกัน”
และเมื่อนางหันกลับมามองชายปริศนาอีกครั้ง เขาก็ได้เร่งฝีเท้าเดินจากไปในมุมมืดไกลเกินกว่าจะรั้งเอาไว้ได้แล้ว
“เดี๋ยวก่อนสิ อย่าพึ่งไป”
ในใจนางรู้สึกไร้ที่พึ่งพิงขึ้นมาในทันที เมื่อยามตื่นมาก็พบกับสถานที่แปลกใหม่ ทั้งยังพึ่งจะรอดจากความตายมาหมาด ๆ และตอนนี้ผู้ช่วยชีวิตที่เหมือนจะเป็ที่พึ่งเดียวก็ดันมาทิ้งขว้างให้อยู่ลำพังอีก
“เจอแล้วคุณหนูอยู่ทางนี้”
ในขณะที่อันหนิงทำได้แค่ส่งสายตาละห้อยมองตามแผ่นหลังของผู้ที่เป็ทางรอดเดียว หญิงสาวผมมวยสองข้างสวมอาภรณ์สีครามที่เดินร้องไห้ฟูมฟายก็โผเข้ากอดนางด้วยความดีใจ
“ฮือ ฮือ คุณหนู ท่านอยู่ที่นี่เอง ข้าตามหาท่านอยู่นาน เหตุใดท่านจึงเปียกไปทั่วทั้งตัวเช่นนี้”
“เดี๋ยวนะ ว่าแต่เธอเป็ใคร”
อันหนิงดันร่างผู้ที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นให้ออกห่างจากร่างกายตน มองคนตัวเล็กกว่าที่กำลังปาดน้ำตาด้วยความสงสัย เสื้อผ้าหน้าผมที่ดูคล้ายกับจะหลุดออกมาจากนวนิยายจีนโบราณก็ทำเอานางใอยู่ไม่น้อย
“คุณหนู...ท่านเป็อะไรไป จำเสี่ยวอี้ไม่ได้แล้วหรือเ้าคะ”
สตรีที่ดูจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกันมีสีหน้าฉงนใจกับท่าทีที่ผิดแปลกไปจากเดิม
“นี่มันเื่อะไรกัน ฉัน...”
ดวงตาของนางเริ่มพร่ามัวขึ้นมาอีกครั้ง อันหนิงพบเจอกับเื่วุ่นวายจนพาให้สับสนมึนงง ประกอบกับร่างกายที่ผ่านการจมน้ำมาเมื่อครู่ เนื้อตัวจึงหนักอึ้งราวกับมีหินก้อนใหญ่แสนหนักกลิ้งมาทับร่างไว้
“คุณหนู...คุณหนู...”
เสียงใสของหญิงสาวเรียกปลุก ทั้งเขย่าร่างที่เปียกน้ำไปทั่วตัวไปมา แต่แล้วความอ่อนล้าก็ยากที่จะทนฝืนได้ สุดท้ายอันหนิงก็ต้องยอมพ่ายแพ้ให้กับร่างกายนี้แล้วค่อย ๆ หมดสติลงไป
. . .
. .
.
“ท่านหมออาการนางเป็อย่างไรบ้าง”
เสียงหญิงวัยกลางคนเอ่ยถามชายชราในชุดสีเทาซีด ๆ ซึ่งกำลังตรวจชีพจรบริเวณข้อมือด้านขวาของแม่นางน้อยที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง
อันหนิงเริ่มรู้สึกตัว นางกลอกตาไปมาภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิท ได้ยินเสียงกลุ่มคนพูดคุยกันอยู่ใกล้ ๆ จึงหรี่ตาขึ้น ดวงตากลมเปิดกระพริบไล่ปรับภาพให้กระจ่างชัด เพลานี้นางนอนอยู่บนเตียงไม้เก่าที่ผูกด้วยผ้าแพรสีขาวประดับลูกไม้แหวกข้าง ส่วนศีรษะที่ปวดร้าวก็นอนหนุนอยู่บนหมอนสี่เหลี่ยมแข็ง ๆ
“อาการภายนอกไม่มีอันใดที่น่าเป็ห่วง”
ผู้เป็หมอวางมือนางลงแล้วหันไปเอ่ยกับหญิงวัยกลางคนที่รอฟังคำวินิจฉัยด้วยใจจดจ่อ เมื่อท่านหมอลุกออกจากเตียง นางก็รุดเดินเข้าไปนั่งแทนที่แล้วกุมมือผู้ที่นอนป่วยเอาไว้
“ข้าน้อยจะเขียนเทียบยาลดไข้ให้คุณหนูลู่ ให้นางกินอย่างต่อเนื่องไม่นานอาการก็จะดีขึ้น”
“ขอบคุณท่านมาก”
ลู่อันหนิงที่พยายามหยัดตัวลุกขึ้นนั่ง ใบหน้าซีดเซียวมองไปยังกลุ่มคนแปลกหน้า
“ซินเอ๋อ ทำไมเ้าถึงทำเยี่ยงนี้ หากเ้าตายไปแล้วแม่จะทำเช่นไร”
สตรีสูงวัยที่แต่งกายด้วยแพรพรรณล้ำค่า แม้จะเอ่ยตำหนิแต่สีหน้ากลับเศร้าหมองและดูเป็ห่วงเป็ใยเสียยิ่งกว่าใครทั้งหมดในที่แห่งนี้ ทั้งยัง่พยุงร่างผู้ที่เป็บุตรสาวอย่างระมัดระวัง
“ตาย! หมายถึงเื่ที่ฉันตกน้ำนะเหรอ”
อันหนิงถามกลับด้วยสีหน้างุนงง เพราะนางเองก็ไม่ได้รู้เื่ราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้า เพียงแค่ลืมตาตื่นขึ้นมาในจังหวะเวลานั้นพอดี
“เ้าเคยคิดถึงตระกูลลู่ของเราบ้างหรือไม่ หนีตามคนรักไปยังไม่พอ เมื่อถูกจับกลับมาก็คิดจะฆ่าตัวตายเพื่อหนีการแต่งงานอีก”
‘หนีตามคนรัก นี่มันเื่อะไรกันล่ะเนี่ย’
ดวงตากลมใสของอันหนิงได้แต่กรอกตามชายชราที่เดินไปเดินมาในขณะสาธยายถึงเื่ที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับตัวนาง จะเรียกแบบนั้นก็คงจะไม่ใช่ คงจะหมายถึงร่างที่นางเข้ามาอยู่นี้เสียมากกว่า
“อันซิน เ้าอย่าหาว่าพ่อใจร้ายกับเ้าเลย แต่ในเมื่อเป็พระราชโองการของฝ่าาก็ยากที่จะหลีกเลี่ยง แม้ว่าเ้าจะน้อยใจที่ต้องแต่งกับคนพิการ แต่เ้าก็จงทำใจยอมรับเสียเถิด”
บิดาลู่อันซินพร่ำบ่นด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยอ่อน ก่อนที่จะถอนหายใจมองหน้าผู้เป็ฮูหยินและบุตรสาว
ฮูหยินลู่เมื่อเห็นสายตาของผู้เป็สามีก็หันมาถามลู่อันหนิงด้วยความร้อนใจ
“ซินเอ๋อ ชายผู้นั้นเป็ใครกันถึงขนาดที่ทำให้เ้าต้องยอมสละชีวิตตัวเองเชียวหรือ”
อันหนิงได้แต่หันหน้าไปมา ระหว่างผู้เป็บิดาและมารดาของลู่ซิน หาใช่เพียงแค่นางจำไม่ได้ แต่เพราะนางหาใช่ลู่อันซิน ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็เื่อันใดนางก็ไม่สามารถตอบคำถามหรือโต้แย้งสิ่งใดได้ทั้งนั้น
“เดี๋ยวก่อนนะ”
นางชูฝ่ามือขึ้นปรามให้เหล่าชายและหญิงสูงวัยที่ระดมรัวคำถามและกล่าวตำหนินางเสียยกใหญ่ เพื่อให้ทั้งคู่หยุดพูดถ้อยคำอันชวนปวดหัวนั้นเสียที
“พวกคุณกำลังพูดเื่อะไรกัน ฉันไม่ใช่ลู่อันซิน และฉันก็ไม่ได้ฆ่าตัวตายหรือมีคนรักอะไรทั้งนั้น พวกคุณคงจำคนผิดแล้ว”
“นี่เ้าเป็อะไรไป เ้าจะไม่ใช่ซินเอ๋อได้อย่างไร แม่ไม่มีทางจำเ้าผิดเป็แน่”
สีหน้าของผู้ที่เรียกตนว่าเป็มารดาดูตื่นตระหนก ในขณะที่อันหนิงพยายามจะอธิบายด้วยสีหน้าที่จริงจัง
“ท่านหมอเหตุใดนางจึงเป็เช่นนี้”
เมื่อถามแล้วไม่ได้คำตอบ มารดาลู่ซินจึงหันไปยังหมอชราที่ยืนหลบออกมาดูเหตุการณ์อยู่ด้านข้าง
“ดูจากอาการของคุณหนูลู่ในเพลานี้ คาดว่านางคงจะสูญเสียความทรงจำ”
ท่านหมอประสานมือก้มหน้าเล็กน้อย เพื่อกล่าวถึงสิ่งที่ตนเรียบเรียงอาการที่อันหนิงแสดงออกมา ซึ่งมันทำให้ทุกคนในห้องต่างพากันตกตะลึง
“เช่นนั้นต้องทำเช่นไรเล่า”
มารดาลู่ซินเอื้อมมือเข้าไปลูบใบหน้าของอันหนิงอย่างบ้าคลั่ง ทั้งดวงตาอันแดงก่ำเริ่มจะมีน้ำตาคลอ
“นางมีสภาพเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่คิดทำเื่โง่ ๆ เช่นนั้นอีก”
ชายผมขาวกล่าววาจาขรึมพลางลูบเคราตนในขณะที่ขยับไปนั่งลงบนเก้าอี้ด้านขวาของเตียง
“ท่านพี่ เหตุใดจึงพูดกับลูกเช่นนี้”
ฮูหยินเอ่ยพลางมองผู้เป็สามี น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลลงจากกรอบหน้า นางกุมมือบุตรสาวไว้แน่นยิ่งกว่าเดิม
“ในเมื่อเื่มันมาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่ว่ายังไงพิธีแต่งงานก็ต้องเกิดขึ้น เ้าไม่อาจหลีกหนีมันไปได้ ส่วนเื่ที่นางฆ่าตัวตายก็สั่งบ่าวไพร่ห้ามแพร่งพรายให้ผู้ใดล่วงรู้เป็อันขาด”
เมื่อจบประโยคชายผู้ที่มีศักดิ์เป็บิดาก็ลุกจากเก้าอี้ สะบัดชายแขนเสื้อด้วยใบหน้านิ่วคิ้วขมวดแล้วเดินออกไปจากห้อง
..___________.. @ .. ___________..