จางฝูลู่เล่าเื่ที่อู๋ชวนถูกย้ายให้ไปทำงานที่ท่าเรือเจียงเหอให้เฉินอี้ฟัง และบอกว่าอีกสองวันเถ้าแก่ฉินจะพาช่างไม้เข้ามาเริ่มซ่อมแซมบ้านให้เฉินอี้จากนั้นจางฝูลู่ก็เริ่มเล่าเื่ที่เขาได้ยินลูกค้าที่มาซื้อไม้พูดคุยกัน
เล่ากันว่ามีคนผู้หนึ่งไปบอกกับฟู่จี๋ิ่เด็กในร้านบะหมี่ว่าให้เขารีบกลับบ้าน เพราะบ้านของเขาไฟไหม้ แต่ปรากฏว่าเมื่อไปถึงกลับมิได้มีไฟไหม้บ้านของเขาแต่อย่างใด
ฟู่จี๋ิ่จำได้ว่าคนผู้นั้นบอกให้เขาพาน้องออกมาก่อนที่จะเข้าไปดูในครัวบังเอิญว่าวันนั้นป้าของเขานำลูกชายอายุห้าขวบมาฝากไว้ที่บ้านย่าของเขาจริงๆแต่นางต้องรีบออกไปทำงานจึงมิได้เจอย่าของเขาเขาจึงอุ้มลูกชายของป้าไปฝากไว้บ้านใกล้เคียงก่อน แล้วจึงเข้าไปดูในครัว
เมื่อเข้าไปในครัวฟู่จี๋ิ่จึงพบว่า ย่าของเขาล้มหัวฟาดพื้นตายไปแล้ว เืนองพื้น ศพเริ่มขึ้นอืดและส่งกลิ่นเหม็นเขาร้องไห้คร่ำครวญอยู่พักหนึ่งจึงไปตามผู้ดูแลหมู่บ้านและเพื่อนบ้านใกล้เคียงให้มาช่วยเก็บศพและโชคดีนักที่คนผู้นั้นมอบเงินให้เขาสองตำลึงเงินเขาจึงสามารถจัดการงานศพให้ย่าของเขาได้อย่างเรียบร้อย
ฟู่จี๋ิ่จึงเข้าใจแล้วว่าเหตุที่คนผู้นั้นบอกว่าบ้านของเขาไฟไหม้ เพราะ้าให้เขารีบกลับบ้านนั่นเอง
เมื่อสอบถามว่าเหตุใดมีคนตายอยู่ในบ้านตั้งสามวันแต่ไม่มีผู้ใดรู้ฟู่จี๋ิ่บอกว่า่นี้ที่โรงเตี๊ยมต้าเหว่ยมีคณะละครหุ่นเชิดมาเปิดการแสดง กว่าจะจบแต่ละตอนก็ดึกเขาจึงนอนค้างที่ร้านบะหมี่เพื่อตามดูละครหุ่นเชิดมาสามคืนแล้วจึงมิได้กลับไปนอนที่บ้าน
“ตอนนี้ในตลาดกำลังพูดคุยกันถึงเื่นี้อย่างออกรสเท่าที่ข้าได้ยินมาพวกเขาพูดกันไปถึงขนาดว่าคนที่มาบอกให้เด็กร้านบะหมี่กลับไปที่บ้าน เป็เทพเซียนผู้หยั่งรู้มาแสดงอภินิหารที่ร้านบะหมี่ตอนนี้ที่ร้านนั้นคนเยอะมากจนต้องต่อแถวออกมา ด้านนอกแล้ว”จางฝูลู่กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง เฉินอี้หลุดขำพรืด
จางฝูลู่มองหน้าเฉินอี้แต่มิได้รู้สึกตลกไปด้วย“อาอี้ เื่มันเป็อย่างไรกันแน่เ้าอธิบายให้ข้าฟังซิ”
เฉินอี้เงียบไปพักหนึ่งไม่รู้ว่าจะเริ่มอธิบายให้จางฝูลู่ฟังอย่างไรดี
หลิวซูเจี๋ยมองเฉินอี้แล้วก็รีบเข้ามายืนใกล้ๆเขา และมีสีหน้าตื่นเต้นอย่างออกหน้าออกตา
“เฉินอี้ เล่าให้เพื่อนเ้าฟังไปเลยสิ เร็วเข้า ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน”
อาหลิ่งจึงเดินเข้าไปลากหลิวซูเจี๋ยออกมา
“มิมีอันใด ข้าเพียงแค่สื่อสารกับิญญาได้นิดหน่อย ก็เท่านั้น” เฉินอี้ตัดสินใจบอกจางฝูลู่
จางฝูลู่มองหน้าเฉินอี้“งั้นหรือ แล้วเ้าเจอิญญาใครที่ร้านบะหมี่นั่น”
“เป็ย่าของฟู่จี๋ิ่ นางมาบอกว่านางตายแล้วและ้าให้ฟู่จี๋ิ่กลับบ้าน”เฉินอี้บอกจางฝูลู่ ตอนนี้เขาเองก็รู้สึกแปลกๆอาจเพราะไม่เคยพูดคุยเื่แบบนี้กับใครมาก่อนจึงรู้สึกเหมือนตนเองถูกคาดคั้นจับผิด
“เ้าสื่อสารกับิญญาได้อย่างนั้นหรือ”จางฝูลู่กล่าวขึ้นเหมือนพูดกับตนเอง และมองเฉินอี้อย่างเคลือบแคลงสงสัย
เฉินอี้พยักหน้า“ข้ามองเห็นิญญาั้แ่ข้าเริ่มตาบอด”
จางฝูลู่อ้าปากค้าง“ที่เ้าจะบอกก็คือ เ้ามองมิเห็นข้า แต่เ้ามองเห็นผีเหรอ!”
เฉินอี้พยักหน้าอีกครั้งจางฝูลู่ยกมือสองข้างขึ้นกุมหัวตัวเองและสะบัดแรงๆ “นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว”
แล้วจางฝูลู่ก็หันมองไปรอบๆตัว และถามเฉินอี้เสียงแ่เบา“แล้วที่นี่มีผีหรือไม่”
เฉินอี้มองไปที่อาหลิ่งและหลิวซูเจี๋ยอาหลิ่งส่ายหน้าแต่หลิวซูเจี๋ยพยักหน้า
“ที่นี่มีแต่ิญญาที่ดีเท่านั้น นางชื่ออาหลิ่ง นางคอยดูแลข้าั้แ่ข้าตาบอด”
จางฝูลู่ะโขึ้นไปอยู่บนเตียงเอาผ้าห่มคลุมตัว โผล่มาแค่หัวและกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
“อาอี้ นี่เ้าหมายความว่า เ้าอยู่กับผีมาตลอดงั้นเหรอ”
“นางมิได้น่ากลัวเลย นางมิใช่ผีทั่วไป แต่เป็ิญญาผู้พิทักษ์” เฉินอี้กล่าว จางฝูลู่ทำหน้าฉงน
เฉินอี้จึงอธิบาย“ิญญาผู้พิทักษ์ คือิญญาที่มีพลังของจิตที่แก่กล้าหากิญญาตนใด้าจะเป็ผู้พิทักษ์ให้กับคนที่ตนปรารถนาซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า[1]เจินจู ต้องผ่านการทดสอบจากฟานเจียงต้าเหรินเสียก่อนแล้วิญญาดวงนั้นจึงจะได้รับพลังผู้พิทักษ์มาและสามารถใช้พลังคุ้มครองเจินจูของตนได้”
จางฝูลู่นั่งฟังเฉินอี้ตาไม่กะพริบโดยยังมีผ้าห่มคลุมตัวอยู่ตอนนี้ความตื่นเต้นและความอยากรู้อยากเห็นเริ่มมีมากกว่าความกลัวแล้ว
“โอ้โห ิญญาผู้พิทักษ์ของเ้าคงจะน่ากลัวมากแน่ๆ”
“อาหลิ่งมิน่ากลัวหรอก นางสวยและใจดีมาก” เฉินอี้ยิ้มและหันไปมองอาหลิ่งนางยิ้มตอบกลับมา หลิวซูเจี๋ยเหล่มองอาหลิ่งด้วยความอิจฉาพลางหันไปมองเฉินอี้และชี้ไปที่ตนเองบ้าง
“อ้อ แล้วก็ยันต์ซวนฉือที่ป้าจางให้ข้ามา”เฉินอี้กล่าวและหยิบยันต์ซวนฉือขึ้นมา หลิวซูเจี๋ยยิ้มดีใจ
“มันเป็ยันต์ที่ดีนะ เ้าพกติดไว้กับตัวเถิด มันสามารถคุ้มครองเ้าได้ยันต์นี้มีพลังของผู้พิทักษ์เช่นเดียวกันกับอาหลิ่ง”
“จริงหรือ” จางฝูลู่รับยันต์ซวนฉือมาจากเฉินอี้ สีหน้าตื่นเต้น หลิวซูเจี๋ยหุบยิ้มทันทีและส่งเสียงอุทธรณ์
“ไม่นะ ข้ามิอยากไปอยู่กับเขา ข้าอยากอยู่กับเ้านะเฉินอี้อย่าเอายันต์ให้เขานะ ข้าขอร้อง”
เฉินอี้ได้ยินเสียงโอดครวญของหลิวซูเจี๋ยแล้วก็รู้สึกปวดหัวจึงยกมือขึ้นมาคลึงหน้าผากตนเอง อาหลิ่งจึงเอามืออุดปากเขาเอาไว้
จางฝูลู่เห็นเฉินอี้เริ่มมีอาการไม่ค่อยดีจึงบอกให้เขานอนพักผ่อน ขณะที่เฉินอี้กำลังล้มตัวลงนอนจางฝูลู่ก็เห็นถุงหอมที่เหน็บอยู่ที่เข็มขัดของเขา
“ถุงหอมนั่น ทำไมเ้ายังพกติดไว้กับตัวอยู่ล่ะ”
เฉินอี้ใช้มือคลำไปที่ถุงหอม“ข้าต้องพกมันไว้เพื่อสะกดอาคมมนต์ดำน่ะ”
จางฝูลู่ยืนนิ่งไปครู่หนึ่งและขมวดคิ้ว
“เ้าบอกว่าอู๋ชวนส่งของชิ้นนี้มา เพื่อให้ปิศาจที่อยู่ในนี้ทำร้ายข้าใช่ไหม”
“อืม”
“แสดงว่า ตอนนี้ปิศาจก็ยังมิไปไหน ยังอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่”
เฉินอี้ชะงักไปนิดหนึ่งแต่ก็พยักหน้า “ใช่”
“เช่นนั้น การที่เ้าไปที่โรงไม้ ก็มิใช่เพื่อจะสั่งไม้มาซ่อมแซมบ้านเท่านั้นที่จริงเ้าอยากจะรู้ว่าคนที่ส่งของชิ้นนี้มาให้ข้าคือใคร ใช่หรือไม่”
เฉินอี้เงียบไปจางฝูลู่มองหน้าเขา
“ดังนั้น เ้าจึงหาเื่อู๋ชวนให้เขาเข้ามาทำร้ายเ้า เพราะเ้าสงสัยเขา และ้าจัดการกับเขาแทนข้าใช่หรือไม่”
ยิ่งพูดเสียงของจางฝูลู่ก็ยิ่งฟังดูโกรธมากขึ้นเรื่อยๆเฉินอี้ดันตัวลุกขึ้นนั่งและเรียกเพื่อนเบาๆ “เหล่าจาง”
จางฝูลู่เงียบไปอึดใจและถอนใจออกมาหนักๆ “หึ! เห็นที ข้าคงต้องไปเป็บ่าวแบกเกี้ยวบ้านต้าเฟยเจินจริงๆแล้วสินะ”
แล้วเฉินอี้ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆของจางฝูลู่เดินออกจากบ้านไป
หลิวซูเจี๋ยทำหน้าเศร้าและโบกมือลาเฉินอี้ก่อนจะหายตัวตามจางฝูลู่ไป
อาหลิ่งบอกกับเขาว่าเสี่ยวจางโกรธท่านมากจนกลับบ้านไปแล้ว
เฉินอี้ค่อยๆล้มตัวลงนอนอีกครั้งและหลับตาด้วยความรู้สึกเหมือนมีก้อนหินมาถ่วงอยู่ในท้องอาหลิ่งมองใบหน้า เฉินอี้ที่ตอนนี้แก้มและปากของเขากลายเป็สีแดงมิได้ซีดขาวอีกต่อไป
เฉินอี้มีพิษไข้ขึ้นแล้ว
[1] เจิ้นจู- แปลว่าไข่มุก ิญญาผู้พิทักษ์มักใช้เรียกแทนผู้ที่อยู่ในความคุ้มครองของตน