เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 111 สอบเทียบ

            เยี่ยนเจาเจาทำข้อสอบเสร็จแล้วรู้สึกว่านั่งอาบแดดอยู่ตรงนั้นมันน่าเบื่อหน่ายเลยเปลี่ยนไปนั่งมองเหล่านักเรียนที่ยังสอบไม่เสร็จใต้ร่มพลางมองหาพี่ชายรองของตนแทน

            นางพบเจินเจินกับอ้ายอ้ายของตนอยู่ท่ามกลางผู้คนก่อน เห็นพวกนางเหงื่อออกท่วมตัวจากแสงอาทิตย์เจิดจ้าแต่บนใบหน้ากลับไร้ซึ่งวี่แววความกังวล ทั้งยังเขียนกระดาษข้อสอบอย่างใจเย็น

            ระหว่างที่หาพี่ชายรองของตนอยู่เยี่ยนเจาเจาพบเด็กผู้ชายผิวคล้ำคนหนึ่งกำลังตวัดพู่กันเขียนคำตอบอย่างรวดเร็วบนร่างสวมเสื้อปะชุนขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแน่วแน่

            บางครั้งเขาเขียนๆ อยู่ก็เงยหน้าขึ้นเหลือบมองเยี่ยนเจาเจาเยี่ยนเจาเจารู้สึกคุ้นตากับเงาร่างคนคนนี้ แต่นึกไม่ออกในทันทีว่าเป็นใคร

            จำไม่ได้ก็ช่างเถอะเยี่ยนเจาเจาไม่ได้รู้สึกดีต่อบุรุษเพศคนใดนอกจากหนานหมิงเหอนัก จึงละสายตาออกมา แล้วตามหาพี่ชายรองของตนต่อ

            ที่นั่งของพี่ชายรองค่อนข้างห่างไกลจากนางนางต้องใช้เวลาพักหนึ่งกว่าจะหาเจอ

            นางมั่นใจว่าหนานหมิงเหอต้องทำได้เร็วกว่านางแน่ไม่รู้เขาเขียนอะไรในกระดาษคำตอบ เหตุใดตอนนี้ยังเขียนไม่เสร็จเสียที

            นางกุมแก้ม จับจ้องพี่ชายรองจนแทบจะทะลุ ราวกับว่าในดวงตานางมีเพียงหนานหมิงเหอคนเดียวท่ามกลางผู้คนมากมายในลานจัตุรัสกว้างแห่งนี้

            เยี่ยนเจาเจาทำแค่มองก็แล้วไปเถอะ แต่นางจดๆ จ้องๆแล้วโรคชอบของสวยงามดันกำเริบจนอดกระสับกระส่ายในใจไม่ได้แล้วทอดถอนใจไม่หยุดว่าพี่ชายรองของตนช่างงามล้ำที่สุดในปฐพีจริงๆ

            หนานหมิงเหอคงรู้สึกถึงสายตาอันเร่าร้อนของนางจึงเผลอเงยหน้าขึ้นมามอง มีคนขวางกั้นมากมาย เขายังเห็นดวงตาสว่างขึ้นฉับพลันของเยี่ยนเจาเจากำลังยกยิ้มจนโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยวในทีเดียว

            ทันใดนั้นหนานหมิงเหอพลันรู้สึกว่ากระดาษคำตอบมีสิ่งใดน่าเขียนกันยังน่ารักน่ามองไม่เท่าน้องหญิงเลย แต่หลังจากใคร่ครวญดูแล้วเขียนกระดาษคำตอบนี้ให้ดี เพื่อความสุขระยะยาวในอนาคตจะมีประโยชน์กว่า

            บางทีเยี่ยนเจาเจาอาจยังไม่ตระหนักหนานหมิงเหอกลับคิดไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งสองพักอาศัยอยู่ในเรือนเดียวกันชั่วคราวแต่เมื่อการสอบเข้าสิ้นสุดลง เขาต้องโดนแยกไปอาคารใต้ ถึงตอนนั้นปีหนึ่งยากจะไปพบที่อาคารเหนือสักครั้ง

            ไปอาคารเหนือไม่ได้ ก็เจอเจาเจาไม่ได้

            เขานั้นไม่เป็นไร เพียงห่วงว่าน้องหญิงของตนอยู่อาคารเหนือคนเดียวจะรู้สึกเหงา

            เยี่ยนเจาเจาเดิมทีไม่ใช่คนร่าเริงคึกคัก นางมักทำตัวออดอ้อนเอาใจอยู่ข้างกายตนหรือองค์หญิงและองค์ฮ่องเต้หญิงแต่ต่อหน้าผู้อื่นนางไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้ ไม่เต็มใจคุยกับใครทั้งนั้น

            นางไม่ชอบทำความรู้จักกับคนอื่น หากคนอื่นไม่เริ่มบทสนทนาก่อนนางก็จะไม่พูดอะไรสักประโยค หนานหมิงเหอเลยกังวลมากว่านางอยู่อาคารเหนือตามลำพังจะโดดเดี่ยว

            ข้อสอบธรรมดามากเขาตอบเสร็จก่อนที่เยี่ยนเจาเจาจะทำเสร็จด้วยซ้ำ

            แต่เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าผู้อาวุโสหยวนมู่เมินตนผู้อาวุโสหยวนมู่มองข้ามตนแล้ว หากตนทำลวกๆ แล้วได้ผลสอบธรรมดามาอีกนั่นหมายความว่าตนมีโอกาสโดนแยกไปเรียนกับอาจารย์ทั่วๆ ไป

            หากเขาอยากอยู่กับเจาเจาบ่อยๆ ก็ต้องสอบให้ได้อันดับหนึ่ง เอาชนะเยี่ยนเจาเจาให้ผู้อาวุโสหยวนมู่สนใจเขาก่อนถึงจะสามารถไปสอบข้อสอบส่วนตัวของผู้อาวุโสหยวนมู่กับเจาเจา เช่นนี้ก็จะได้เจอเจาเจาตลอดแล้ว

            ปีหนึ่งจะเจอกันไม่กี่ครั้งได้อย่างไร?!

            หากมีคนรังแกน้องสาว เขาก็ไม่รู้พอดีน่ะสิ!

            ความจริงกล่าวว่าไม่รู้คงเกินไปหน่อย ในเมื่อเขาตามมาด้วยย่อมคิดแผนรับมือไว้ในใจนับไม่ถ้วนแล้ว

            เช่นเขาค่อนข้างมั่นใจว่าหนึ่งในนักเรียนหญิงที่สอบเข้าใหม่วันนี้จะต้องผ่านเกณฑ์แน่นอนแม้จะไม่ได้คะแนนดีนัก แต่คงได้ไปเรียนที่อาคารเหนือกับเยี่ยนเจาเจา

            นักเรียนหญิงผู้นี้ถือเป็นหูตาที่เขาวางไว้ในอาคารเหนือแม้ไม่อาจบอกเจาเจา ไม่อาจคอยดูแลนางต่อหน้า แต่ก็ยังช่วยเหลือนางอย่างลับๆ ได้

            ถึงเวลานั้นข่าวคราวจากฝั่งเจาเจาจะถูกส่งมาที่เขาได้ทันท่วงทีเขาจะได้ไม่พลาดข่าวของน้องสาวเขาไป

            นอกจากนี้ หากเอ่ยจากเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับเยี่ยนเจาเจาอาจารย์ทุกคนก่อนหน้าของหนานหมิงเหอล้วนเป็นอัจฉริยบุคคลที่หาพบได้ยากในโลกหรือพูดเกินจริงหน่อยก็คือเทียบกับอาจารย์ธรรมดาเหล่านี้ได้เหลือเฟือ

            เขามายังสถานศึกษาสกุลหยวนก็อยากได้รับการถ่ายทอดจากผู้อาวุโสหยวนมู่เช่นกัน อาจารย์คนอื่นๆ ยังเก่งไม่พอสำหรับเขา

            หนานหมิงเหอแตกต่างจากคนอื่น แน่นอนว่าเขารู้ฐานะอดีตอาจารย์ฮ่องเต้หญิงของผู้อาวุโสหยวนมู่ทั้งยังตระหนักดีว่าภายใต้เปลือกนอกธรรมดาของผู้อาวุโสหยวนมู่ซ่อนพรสวรรค์น่าอัศจรรย์แบบใดไว้

            หากฉกชิงความสนใจมาจากผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่ได้เขาอ่านตำราไปจะมีความหมายอะไร เสียเวลาเปล่า

            ดังนั้นหลังส่งสายตาปลอบประโลมให้เยี่ยนเจาเจาเขาจึงทุ่มเทความคิดกับข้อสอบจนสมองแทบแตกว่าจะทำเช่นไรให้กระดาษคำตอบนี้เป็นที่ฮือฮาจนผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่เมินตนเช่นนี้อีก

            รอจนเขาเขียนข้อสอบเสร็จ ก็เห็นชายหนุ่มหลายคนที่ส่งกระดาษคำตอบก่อนมองเยี่ยนเจาเจาอย่างแน่วแน่ บนใบหน้าฉายแววกระตือรือร้นอยากลองแต่กลับไม่กล้า

            ในบรรดาบุรุษหนุ่มเหล่านี้มีคนแต่งกายหรูหราเหมือนมาจากตระกูลชนชั้นสูงรวมทั้งพวกคนยากจนทั่วไป ดูมีกิเลสตัณหา ไม่แม้แต่จะแลฐานะตนเอง ยังกล้ามอง?!

            จะให้พี่ชายรองอดทนได้อย่างไร?

            ทนไม่ไหวหรอก!

            ทันทีที่หนานหมิงเหอส่งกระดาษให้ผู้รับผิดชอบการสอบก็รีบสาวเท้าเดินไปใต้ร่มต้นไม้ที่เยี่ยนเจาเจายืนอยู่

            สายตาเยี่ยนเจาเจาราวกับเกาะติดอยู่บนร่างหนานหมิงเหอตลอดเวลาเห็นเขาเดินมาทางตนก็หัวเราะในพลัน วิ่งไปสองก้าวแล้วโถมตัวเข้าใส่อ้อมแขนของหนานหมิงเหอ

            การเคลื่อนไหวของเยี่ยนเจาเจาทั้งสนิทสนมทั้งคุ้นเคยทำให้ชายหนุ่มที่แอบมองนางใบหน้าซีดเผือดทันที

            หนานหมิงเหอเหลือบมองสีหน้าของบุรุษพวกนั้นด้วยหางตาอดยิ้มเยาะไม่ได้ เด็กหนุ่มอะไรกัน เป็นลูกหมาป่าจ้องตะครุบชัดๆ

            ขนแต่ละตัวยังงอกไม่เต็มที่ก็กล้าคิดขโมยหัวผักกาดที่เขาล้อมคอกเอาไว้ โดยไม่เอะใจสักนิดว่าตนก็แอบขโมยผักกาดน้อยหัวนี้มาจากแปลงผักของเยี่ยนเหิงและองค์หญิงกลับบ้านเช่นกัน

            บางคนก็รู้ฐานะของพวกเขานานแล้วเลยกระซิบกระซาบเตือนเหล่าชายหนุ่มที่มองอยู่ด้านข้าง “จ้องอะไรน่ะ เขาเป็นพี่ชายและน้องสาวกันจะไปริษยาความใกล้ชิดของพวกเขาทำไม!”

            แน่นอนว่ามีบางคนเอ่ยถาม “สกุลไหนหรือ? ดูจากกิริยาแล้ว ย่อมเป็นลูกหลานจากสกุลชนชั้นสูงแน่”

            คนนั้นตอบ “เป็นหลานชายและหลานสาวสายตรงของเจ้าสำนักหยวนมู่”

            สีหน้าของชายหนุ่มเหล่านั้นพลันดีขึ้นบางคนยังหัวเราะเฮฮาออกมา “ที่แท้ก็เป็นไข่มุกกลางฝ่ามือของเจ้าสำนัก เจ้าหนุ่มนั่นก็มิใช่ใครอื่นถือเป็นพี่เขยของเจ้าเลยเชียว”

            สถานการณ์ตอนนี้หยอกล้อกันสนุกสนาน เสียงหัวเราะดังครื้นเครง

            “พูดอะไรน่ะ! ไร้สาระ!”

            ทั้งที่เป็นคำตำหนิ แต่กลับแฝงความอับอายจนพาลโกรธหลังถูกเปิดเผยเจือแววยินดีจางๆ ทำให้หนานหมิงเหอเกิดหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อยอย่างไร้สาเหตุ

            พี่เขย...

            เกรงว่าจะไม่มีใครในใต้หล้ากล้าเรียกเขาว่าพี่เขย

            “ข้าพูดไร้สาระตรงไหน? น้องชายอย่าโทษว่าพี่ชายมองผิดไปเลย เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าเจ้าพึ่งมองคุณหนูตัวน้อยคิดสิ่งใดอยู่คิดว่าข้าไม่รู้ทันเจ้าหรือ?”

            หลังจากนั้นคำพูดยิ่งเอ่ยก็ยิ่งล่วงเกินขึ้นเรื่อยๆไม่รู้ความคิดบินไกลไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

            ความจริงคนที่พูดว่าพวกเขาสองคนเป็นพี่ชายน้องสาวกันนั้นคือคนของหนานหมิงเหอเดิมตั้งใจให้พวกเขาระมัดระวังสายตาและเลิกจ้องกันซี้ซั้วสักทีแต่ดูเหมือนจะให้ผลตรงกันข้าม ฟังคำพูดไร้สาระพวกนี้ จู่ๆก็รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัวในพลัน

            เจาเจาคือน้องสาวเขา แต่ก็ไม่ใช่น้องสาวเขาเช่นกัน

            น่ารำคาญ

            เจ้าพวกนี้ไม่เก็บซ่อนสายตากันสักคน ทำให้หนานหมิงเหอไม่พึงพอใจยิ่งนัก

            “พวกเขามองเจ้าน่ะ”

            หนานหมิงเหอสะกดความคิดหุนหันของตนแล้วอุ้มเด็กสาวในอ้อมแขนอย่างคุ้นเคย

            เยี่ยนเจาเจาพิงไหล่เขาอย่างติดเป็นนิสัยพร้อมเอ่ยเสียงเฉื่อยชา “มองก็ช่างสิ ไม่เสียหายสักหน่อย”

            นางแลดูไร้ชีวิตชีวา พอหนานหมิงเหออุ้มนางก็สัมผัสได้ถึงเหงื่อที่ผุดขึ้นเล็กน้อยด้านหลังคาดว่ารู้สึกร้อนแล้ว เลยขยับมือที่อุ้มเยี่ยนเจาเจาเบาๆ สองทีเป็นสัญญาณบางอย่างก่อนใครบางคนจะหายตัวไปในความมืด

            “ร้อนจริงๆ ปกติตอนอยู่... เวลานี้จะมีฝนตกไม่รู้ว่ายังมีช่วงร้อนเผาเช่นนี้ด้วย”

            ย่อมเอ่ยคำว่าเมืองเซียงเฉิงออกมาไม่ได้

            ในอดีตเวลานี้เมืองเซียงเฉิงยังหนาวอยู่ฤดูฝนอันยาวนานต่อเนื่อง ทั้งเปียกชื้นและหนาวเหน็บทำผู้คนรู้สึกไม่สบายตัว จะมีอากาศเช่นที่นี่ได้อย่างไร?

            แต่เยี่ยนเจาเจาเป็นคนบอบบางที่ขี้ร้อนเป็นที่สุดพระอาทิตย์เจิดจ้าเลยทำเยี่ยนเจาเจารู้สึกแย่ไปหมด

            ชีวิตไม่ง่ายเลย เจาเจาทอดถอนใจ

            ผิวของนางบอบบาง หนานหมิงเหอเห็นนางตากแดดจนแดงไปทั้งตัวใจไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก

            สักพักหนึ่งสาวใช้ก็มาถึง เยี่ยนเจาเจาไม่คุ้นหน้านาง

            คงจะเป็นหนานหมิงเหอไปตามคนมาสักเวลา สาวใช้ตัวน้อยคนนี้ถือกาน้ำอยู่ในมือมิได้เอ่ยถามอะไรให้มากความ เพียงยื่นมันใส่มือเยี่ยนเจาเจา

            เยี่ยนเจาเจาชั่งน้ำหนักมัน เปิดออกและจิบอึกหนึ่ง มันมีรสชาติหวานและเย็นฉ่ำน่าจะแช่ในบ่อน้ำเย็นมา

            น้ำหวานในกาช่วยดับความกระหายของเยี่ยนเจาเจาทั้งยังขับเหงื่อบนร่างออกไป

            หนานหมิงเหอเอาใจใส่ เยี่ยนเจาเจาก็ดีใจ

            นางไม่ใช่พวกหมาป่าตาขาว [1]นางจิบน้ำในกาไปสองอึก ก็ยื่นไปจ่อริมฝีปากหนานหมิงเหอเป็นเชิงถามหนานหมิงเหอว่าเขาต้องการดื่มมันหรือไม่

            สักพักนางถึงตระหนักว่าดื่มน้ำในกาไปแล้วแม้ปกติหนานหมิงเหอไม่แสดงมันออกมา แต่นางรู้ดีว่าหนานหมิงเหอรักสะอาดมาก นางดื่มน้ำในกานี้แล้วเกรงว่าพี่ชายรองคงไม่ดื่ม

            เยี่ยนเจาเจากำลังจะดึงกาน้ำกลับมาอย่างเสียใจเล็กน้อยแต่หนานหมิงเหอกลับยิ้มอ่อนโยน แล้วดื่มจากกาน้ำไปอึกหนึ่งไม่สนใจว่าน้ำลายของเยี่ยนเจาเจาอาจติดอยู่บนตัวกา ถึงขั้นทิ้งรอยยิ้มเจือจางไว้ในดวงตา

            นี่ทำเยี่ยนเจาเจาสงสัยเป็นอย่างยิ่ง

            นางจำได้รางๆ ว่าชาติก่อนตอนยังอยู่สวนมวลบุปผาหอมมีสาวใช้คนหนึ่งอาศัยว่าเคยปรนนิบัติหนานหมิงเหอที่เพิ่งมาถึงสวนมวลบุปผาหอมอยากได้รับความโปรดปรานจากหนานหมิงเหออย่างไม่ประมาณตน จึงดั้นด้นยกของมา พยายามใช้อาหารอร่อยเข้าใกล้เขา

            ไฉนได้หนานหมิงเหอกลับไม่ไว้หน้าเรียกคนโยนนางออกไปพร้อมอาหาร กระทั่งพรมที่ปูวันนั้นเขายังให้คนนำไปเผาทิ้งดูถือสาเรื่องพวกนี้อย่างยิ่ง จึงคาดไม่ถึงว่าจะค้นพบด้านนี้ของหนานหมิงเหอเข้า

            แต่เยี่ยนเจาเจามิใช่คนโง่ย่อมไม่ดูถูกตัวเองโดยสงสัยว่าหนานหมิงเหอเปลี่ยนนิสัยแล้วหรือเปล่าเพียงรู้สึกว่าพี่ชายรองช่างตามใจตนเหลือเกิน จนใบหน้าผุดรอยยิ้มโดยไม่รู้ตัว

            ทั้งสองดื่มน้ำแล้ว กำลังวังชาฟื้นคืนมาส่วนหนึ่งเยี่ยนเจาเจาค่อนข้างมั่นใจในกระดาษข้อสอบของตนเอง หนานหมิงเหอยิ่งไม่ต้องพูดถึงเขาไม่เคยทำสิ่งใดที่ขาดการเตรียมพร้อม พวกเขาจึงไม่รออยู่ที่เดิมอีกครู่เดียวก็จากไป

            -------------------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] หมาป่าตาขาว หมายถึง พวกคนเนรคุณ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน