เช้ามืดของวันใหม่…
ม่านหมอกบางๆลอยเอื่อยคลอเคลียไปตามแนวกำแพงจวนมหาเสนาบดี เงาร่างสูงในชุดคลุมยาวสีกรมท่า แทรกตัวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
“คารวะองค์ชายรอง เชิญเสด็จตามกระหม่อมมาทางนี้”
หัวหน้ายามเฝ้าประตูค้อมศรีษะ หลีกเลี่ยงการสบตา
เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินดังก้อง พาให้ลานหินใต้ฝ่าเท้าเย็นะเืขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
“องค์ชายรองเสด็จ…”
เสียงประกาศกังวานจากองครักษ์หน้าห้องโถง ทุกสายตาในจวนหันไปตาม เสียงคุกเข่าลั่นพร้อมกัน
“คารวะองค์ชายรอง!”
มันโภไคยกวาดตามองผู้คนโดยรอบอย่างเฉยเมย ก่อนจะโบกมือเรียบๆ
“ลุกขึ้นเถิด ไม่ต้องมากพิธี”
มหาเสนาบดีลุกขึ้นพลางเอ่ยถามเบาๆ “ทรงเสด็จมาในยามนี้ องค์ชายไม่เกรงสายตาฝ่ายตรงข้ามเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายรองหัวเราะในลำคอ แววตาทอประกายแข็งกระด้าง “เกรงหรือ? ข้าอดทนมานานเกินพอแล้ว เสด็จพี่รัชทายาทผู้แสนดีผู้นั้นสมควรต้องชดใช้เสียที…”
จินหลัวเยี่ย เ้ากองพิทักษ์เสื้อแพรยกคิ้วเล็กน้อย เอ่ยเสียงเรียบ “พระองค์ทรงระงับความโกรธไว้ก่อน หากฝ่ายนั้นจับได้พวกเราจะกลายเป็ฏกันหมดเลยนะพะยะค่ะ?”
องค์ชายรองเงยหน้ามองเพดานไม้สูงแล้วถอนหายใจ “เขามีอะไรเหนือกว่าข้า? อายุแค่สิบแปดปีต่างจากข้าแค่สองปี แต่ฝีมือกระจอก ขี้เมา ไร้สังกัดสำนัก ฝึกวิชายังอยู่แค่ขั้นเปิดชีพจรเท่านั้น… แล้วไยฟ้าต้องเมินข้า ผู้คร่ำเคร่งและทะยานหาญกล้าด้วยแรงตนเองด้วยเล่า?”
ไฟแค้นในแววตาเขาลุกโชนขึ้น “ั้แ่อายุสิบสอง ข้าก็เข้าสำนักสุริยันจันทรา ฝึกจนบัดนี้ถึงขั้นหก กลั่นแก่นิญญา แต่เสด็จพ่อกลับมองไม่เห็นข้าเลยสักครั้ง…”
มหาเสนาบดีลูบเคราเบาๆ กล่าวเสียงขรึม “ได้โปรดวางพระทัย ข้ากำลังหารือแผนกำจัดองค์รัชทายาทกันอยู่พอดี”
“งั้นข้าขอเสนอ… ให้การประลองระหว่างข้ากับองค์รัชทายาทในครั้งนี้ควรอยู่ในกติกาที่ว่า กระบี่ย่อมไม่มีตา หากพลั้งมือจนถึงแก่ความตาย ก็อย่าได้ถือสา…” องค์ชายรองกล่าวด้วยแววตาลุกวาว
“ฮ่าๆๆ ดี! เช่นนั้น ข้าจะหาวิธีกราบทูลกับฝ่าาเอง” มหาเสนาบดีกล่าว
“หากท่านช่วยข้าจนได้ขึ้นครองบัลลังก์… จีจี้ลูกสาวของท่าน ข้าจะมอบสถานะราชินีให้ ส่วนท่านก็จะได้เป็ผู้มีอำนาจสูงสุดรองจากข้าในทวีปใต้แห่งนี้” องค์ชายรองอย่างหนักแน่น
“ฮ่าๆๆๆๆ… สมเป็องค์ชายรองจริงๆ ข้าชอบ!” สีหน้ามหาเสนาบดีเปื้อนรอยยิ้มดั่งสัตว์นักล่าที่ได้กลิ่นไอเื
“แต่ตอนนี้ องค์ชายควรเสด็จกลับไปก่อน โปรดระวังอย่าให้ใครเห็นท่านในจวนของข้าเด็ดขาด” มหาเสนาบดีกำชับ
“แน่นอน… เื่นี้ข้ารู้ดี” องค์ชายรองรับปาก
ลานประลองยามสาย หน้าตำหนักหลวง แสงแดดในยามนี้แม้จะเจิดจ้า แต่บรรยากาศกลับเยือกเย็น ลมกรรโชกแรงพัดสะบัดชายผ้าของผู้ชมทั่วลาน
มหาเสนาบดีก้าวขึ้นกลางลาน หยัดยืนตัวตรง สีหน้าราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความแน่วแน่
“ขอประกาศเงื่อนไขการประลอง 3 ประการ…”
เสียงของเขาแว่วกังวานประหนึ่งฆ้องศึก
“หนึ่ง อาวุธไม่มีตา หากถึงแก่ชีวิตจะไม่เอาผิด
สอง ชัยชนะจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายตาย หรือประกาศยอมแพ้
สาม หากฝ่ายใดชนะ ข้าจะมอบจีจี้ให้เป็พระชายาของฝ่ายนั้น แต่หากองค์รัชทายาทชนะ การตั้งหมวดเรือจะกระทำได้ ก็ต่อเมื่อองค์รัชทายาทเข้าสังกัดหนึ่งในหกสำนักใหญ่แล้ว เท่านั้น!” เสียงฮือฮาดังกระหึ่ม บางคนโห่ บางคนปรบมือ
แต่องค์หญิงสาม มันชญาภา ผู้มีผิวขาวอมชมพูราวกลีบบัว เปล่งเสียงหวานดังแทรกขึ้นท่ามกลางผู้คน ด้วยความเป็ห่วงพี่ชาย “พวกท่านขี้โกง! เมื่อวานที่ตกลงกัน ไม่ได้มีเงื่อนไขมากมายเช่นนี้ และท่านก็ยังบังอาจกำหนดเงื่อนไขเอาเปรียบพี่ใหญ่ข้า อย่างมากมายอีก!”
“องค์หญิงสาม กระหม่อมมิได้โกง หากแต่คำนึงถึงหน้าตาอาณาจักรของเรา แม่ทัพเรือของอาณาจักรทุกคนล้วนมาจากหกสำนักใหญ่ทั้งสิ้น หากเื่แค่นี้ทรงทำไม่ได้จะมีหน้าเป็แม่ทัพหมวดเรือได้อย่างไรกัน…” มหาเสนาบดีจีเส้าเทียนกล่าว
“ช่างเถอะ น้องหญิง… พี่ยอมรับกติกาทั้งหมด” มันตราเอ่ยพลางส่งยิ้มบาง หัวใจแน่วแน่ไม่ไหวเอน
“โธ่พี่ชาย… พวกเขากำลังเอาเปรียบท่านอยู่!” เสียงของนางสั่นเครือด้วยความกังวล แต่เขากลับเพียงพยักหน้ารับ
“ท่านมหาเสนาบดี อย่าชักช้า ส่งคนของท่านเข้ามา” เสียงเขาเรียบ เย็น แต่เปี่ยมด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่น
ฟิ้ว…!
เงาดำพุ่งออกจากมุมหนึ่งของลานราวภูติปีศาจ การเคลื่อนไหวนี้ก่อให้เกิดแรงลมพัดจนผ้าคลุมของผู้ชมปลิวสะบัด จินหลัวเยี่ย เงื้อกระบี่หมายฟาดฟัน แต่มันตราเอี้ยวตัวใช้นิ้วคีบกระบี่เอาไว้ได้ในชั่วพริบตา!
เสียงอื้ออึงดังทั่วลาน กระบี่ที่ถูกคีบสั่นระริก ไม่อาจขยับ จินหลัวเยี่ยหวังเผด็จศึกจึงกลับตัวเตะอย่างรุนแรง แต่เป้าหมายของเขากลับตีลังกาหลบได้อย่างสง่างาม
“ฝีมือมีเพียงแค่นี้จะทำอะไรข้าได้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน… ข้าจะให้ท่านโจมตีให้เต็มที่เลยนะ ส่วนข้าจะยืนอยู่เฉยๆ” มันตรากล่าวเยาะเย้ยด้วยน้ำเสียงขบขัน คนดูทั้งลานต่างพากันหัวเราะ
ฟุบ!
กระบี่แทงตรงกลางท้อง มันตราหลบเพียงนิด เสียงกรีดร้องจากผู้ชมดังขึ้นพร้อมกัน
จินหลัวเยี่ยรู้สึกโกรธจึงใช้ กระบี่ฟันขา มันตราะโขึ้นสูงราวเหินฟ้าหลบไปได้ จินหลัวเยี่ยจึงะโขึ้นไปใช้กระบี่ฟันที่คอ แต่มันตราก็ยังเอนหลังหนีราวสายลม
จากเสียงกรีดร้องของผู้ชม… กลายมาเป็ความเงียบที่เฝ้าลุ้นในทุกกระบวนท่า มันตราปาดเหงื่อจากคิ้ว ดีดเข้าใส่หน้าผากของศัตรู เสียงดังสะท้าน
ปุ!
เืทะลัก มันสมองสาดกระเซ็น จินหลัวเยี่ยล้มลง สิ้นใจอย่างง่ายดาย
เงียบงันทั้งลานประลอง ทุกคนต่างตะลึงในพลังขององค์รัชทายาทที่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าจะมากมายถึงขนาดนี้ เพียงครู่เดียวเสียงปรบมือจากคนผู้หนึ่งก็พลันดังขึ้น
แปะ... แปะ... แปะ...
ทุกคนหันขวับไปทางต้นเสียง ก็เห็นฝ่าาทรงลุกยืนขึ้นปรบมือด้วยสีหน้านิ่งขรึม ก่อนที่ทุกคนทั้งลานปีะลองจะได้สติ ลุกขึ้นปรบมือตามกันอย่างพร้อมเพรียง
“ผู้ชนะคือ… องค์รัชทายาท!” มหาเสนาบดีประกาศ
มันตราก้าวออกมา แววตามั่นคง น้ำเสียงดังกังวาน “ลูกมีคำขอ”
“ว่ามา…” พระาากล่าวพลางสะกดอารมณ์แห่งความยินดีเอาไว้ไม่ให้เอ่อล้นออกมา
“ลูกขอพระสนมสองพระองค์… จีจี้ และฟักแฟง พะยะค่ะ” เสียงฮือฮารอบสองดังทั่วสนาม ราชินีหันมายิ้มให้กับลูกชายแล้วแอบหลิ่วตาให้เบาๆ
“อนุญาต!” ฝ่าากล่าวสั้นๆ
“แต่ๆ… ” มหาเสนาบดีทำท่าจะคัดค้าน
“วันนี้พอแค่นี้ก็แล้วกันนะ ท่านมหาเสนาจัดการศพลูกน้องท่านให้ดี” ฝ่าากล่าวตัดบท แล้วหันหลังกลับ เสด็จออกจากลานประลองในทันที โดยมีองค์พระราชินีตามเสด็จกลับไปด้วยกัน
“ฝ่าา ทรงหักหลังข้าแล้วสินะ แต่อย่างไรก็ตาม สักวันลูกของพ่อจะต้องเป็องค์ราชินีให้ได้” มหาเสนาบดีคิดในใจ