"ข้าขอยืมหน่อยนะท่านป้า" มันกล่าวขึ้นกับหญิงชาวบ้านรูปร่างอ้วนท้วนนางหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับมาเผชิญหน้ากับหลู่อิงฉานอีกครั้ง "เอาล่ะ ที่นี่ข้าก็มีอาวุธในมือเหมือนกันกับเ้าแล้ว เรามาต่อกันเถอะ" คำพูด และสิ่งของในฉินฟงทำเอา หลู่อิงฉานมีใบหน้าแดงก่ำเล็กน้อยด้วยความโกรธ แต่มันก็ยังสะกดข่มอารมณ์ไว้ได้อยู่ "ไม้กวาดงั้นรึ ข้านึกว่าเ้าจะชักกระบี่เล่นนั้นออกมาเสียอีก ดูท่าทางเ้าคงคิดจะยั่วโมโหข้าอยู่สินะ ในเมื่อเ้าไม่อยากชักมันออกมาก็ไม่เป็ไร แล้วก็อย่ามานึกเสียใจภายหลังก็แล้วกัน" หลู่อิงฉานกล่าวจบมันก็พุ่งเข้าหาฉินฟงพร้อมกระบี่ในมือ เพียงแต่คราวนี้ร่างของมันได้แบ่งออกมาเป็สามร่างอย่างน่าเหลือเชื่อ ก่อนจะฟาดฟันกระบี่ใส่ฉินฟงพร้อมกัน
ฉินฟงไม่มีท่าทางตื่นตระหนกใ มันก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวก่อนจะยกด้ามไม้กวาดขึ้นมาฟาดสวนกลับไปอย่างไม่ลังเล ทุกการโจมตีของหลู่อิงฉานถูกด้ามไม้กวาดในมือของฉินฟงรับไว้ได้หมด ราวกับด้ามไม้กวาดนั้นเป็กระบี่ดี ๆ เล่มหนึ่งเลยทีเดียว ยิ่งฉินฟงรับการโจมตีของอิงฉานได้มากเท่าไหร่ ตัวมันก็ยิ่งรู้สึกโมโหมากขึ้นเท่านั้น "เพราะเหตุอันใดกัน? ทำไมกะอีแค่ไม้กวาดผุ ๆ ด้ามเดียว ถึงป้องกันเพลงกระบี่ของข้าได้" หลู่อิงฉานครุ่นคิดในใจด้วยความโกรธ และตอนนั้นเองที่มันเสียสมาธิฉินฟงจึงหมุนตัวอย่างพลิ้วไหวก่อนจะใช้ด้ามไม้กวาดฟาดใส่หลู่อิงฉานเข้าที่ท้องเต็มแรง มันถึงกับจุกไปชั่วขณะ แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ฉินฟงจึงถือโอกาสรุกอย่างต่อเนื่องมันฟาดด้ามไม้กวาดใส่หัว ใส่แขนของหลู่อิงฉานนับสิบ ๆ ครั้ง ราวกับ หลู่อิงฉานเป็หมูเป็หมา
กระบวนท่าลีลาอันงดงามของมันถูกทำลายสิ้น ยามนี้มันเต้นเป็ลิงโดนไม้หวด กลายเป็ภาพที่น่าขบขันแก่สายตาของพวกชาวบ้าน และ ชาวยุทธ์ หลู่อิงฉานอับอายมากก่อนที่มันจะรวบรวมพลังลมปราณส่งไปยังกระบี่ และฟันใส่ด้ามไม้กวาดจนขาดกระเด็น ก่อนที่มันจะก้าวถอยหลังไปอีกหลายก้าวเพื่อตั้งหลัก
"อ้าว พี่ชาย ไหงท่านถึงทำไม้กวาดของท่านป้าพังซะแล้ว แบบนี้ข้าก็รู้สึกแย่น่ะสิ ข้ารึอุตส่าห์ไปหยิบยืมมา" ฉินฟงถอดถอนหายใจก่อนจะหันไปค่อมศีรษะขอโทษหญิงชาวบ้านผู้นั้นที่มันเอาไม้กวาดนางมา หลู่อิงฉานยืนหายใจหอบด้วยความเหน็ดเหนื่อย แม้ภายนอกยังดูสงบแต่ภายในกลับร้อนระอุจนใกล้จะะเิออกมาอยู่รอมร่อ "สงสัยข้าคงจะอ่อนข้อให้เ้ามากเกินไป เ้าก็เลยได้ใจมองเห็นเป็เื่สนุกปั่นหัวข้าเล่น เช่นนั้นจากนี้ข้าก็จะเอาจริงแล้ว ไม่ว่าเ้าจะชักไอ้กระบี่บ้านั้นออกมาหรือไม่ ก็ไร้ความหมายอีกต่อไป จงไปสำนึกผิดในนรกซะที่กล้ามา ดูถูกข้า"
หลู่อิงฉานตั้งท่าร่ายรำกระบี่พร้อมโคจรลมปราณสีดำทะมึนไปทั่วร่าง ก่อนที่มันจะพุ่งกระบี่ใส่ฉินฟง รวดเร็วปานสายฟ้าแลบประดุจัสีดำหลายสิบตัวแยกเขี้ยวใส่เหยื่อตรงหน้า เสี้ยวอี้หลานที่ยืนมองดูอยู่รู้ดีว่า วิชากระบี่ที่ สามีของนางใช้ก็คือ
เพลงกระบี่เขี้ยวัมารหกกระบวนท่า เป็เพลงกระบี่ต้องห้ามที่มีพื้นฐานมาจาก ปราณกระบี่เขี้ยวัหกกระบวนท่า ที่หลู่อี้ถังคิดค้นขึ้น และหากยังจำได้ หลู่อิงฉานเคยใช้วิชาชุดนี้สู้กับไท่หยวนอี้ เมื่อครั้งอดีต และมันก็พ่ายแพ้จนหมดรูปต่อหน้าบรรดาศิษย์คนอื่นจนอับอาย
หลู่อิงฉานจึงหมั่นฝึกฝนจนสำเร็จ แต่มันก็มองว่าเพลงกระบี่ของหลู่อี้ถังยังไม่ดีพอจึงได้ประยุกต์เอาลมปราณ และวิชากระบี่บางชุดของพรรคมารมาผสมผสาน จนเกิดเป็วิชากระบี่ใหม่ที่ชื่อว่า เพลงกระบี่เขี้ยวัมารหกกระบวนท่า อานุภาพของมันนั้นรุนแรง และรวดเร็ว อีกทั้งพลังทำลายยังมหาศาลยากยิ่งนักที่จะมีผู้ใดหลบหลีก หรือป้องกันได้ เสี้ยวอี้หลานเคยเห็นสามีของนางใช้เพลงกระบี่ชุดนี้สังหารยอดฝีมือ กับเ้าสำนักเก่ง ๆ หลายคนให้มานักต่อนักแล้ว ขนาดคนเ่าั้ยังมิอาจรอดจากคมเขี้ยวมรณะของกระบี่ แล้วเด็กหนุ่มนามว่า ฉินฟงผู้นี้เล่ามีหรือที่มันจะรอดไปได้ช่างน่าสงสารเสียจริง..
นั้นคือสิ่งที่เสี้ยวอี้หลาน กับคนอื่น ๆ คิดอยู่ในใจยามนี้ แล้วตัวฉินฟงเองเล่ามันคิดเช่นไร ฉินฟงนั้นได้แต่ยืนมองปราณกระบี่สีดำที่เป็รูปัหลายตัวแยกเขี้ยวพุ่งเข้าหาอย่างไม่คิดที่จะเกรงกลัว หรือ หลบหนี ในสายตาของผู้ที่มองมาอาจคิดว่า ฉินฟงหลบไม่ได้เสียมากกว่า แต่อันที่จริงแล้วหาได้เป็เช่นนั้นไม่ ตัวมันนั่นแหละ ที่ไม่คิดจะหลบลี้หนีไปต่างหาก "ใช้วิชากระบี่ต้องห้ามชุดนั้นผสานกับวิชาของพรรคมารกระนั้นรึ ก็ดูทรงพลังขึ้นหลายเท่าจากตอนที่สู้กับข้าเมื่อครั้งนั้นอยู่หรอก แต่ก็ยังอ่อนหัดเกินไปอยู่ดี" ฉินฟงบ่นพึมพำในใจ ก่อนที่มันจะหลับตาลง และเร่งโคจรลมปราณไปที่ช่องท้องอยู่ชั่วขณะ จากนั้นก็พลันลืมตาตื่นขึ้น ก่อนจะเปล่งเสียงะโออกมาจากทางช่องปากดังสนั่น ไม่ใช่แค่เสียงแต่ยังมีพลังลมอันมหาศาลออกมาด้วย คลื่นเสียงอันรุนแรง แล ทรงพลังพุ่งออกมาปะทะกับ ปราณัสีดำทุกสายจนพวกมันกระเด็นกระดอนไปคนล่ะทิศล่ะทางสลายไป ข้าวของที่อยู่ในบริเวณนั้นปลิวว่อน และไม่ต้องพูดถึงร่างของหลู่อิงฉาน ตัวมันเองก็ปลิวไปกับแรงลมนั้นเหมือนกัน แต่ทว่า…สิ่งที่ประหลาดเป็ที่สุดก็คือ มิมีชาวบ้านหรือ ชาวยุทธ์คนไหนได้รับผลกระทบจากคลื่นเสียงที่ฉินฟงปล่อยออกมาเลยแม้แต่คนเดียว รวมถึง เสี้ยวอี้หลาน และ เ้าศิษย์ของสำนักผู้นั้นด้วย
เสื้อผ้าบางส่วนของหลู่อิงฉานขาดวิ่น ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงเสียรูปทรง กระบี่ในมือหลุดกระเด็น แถมมันยังาเ็สาหัสภายในตอนที่ตกลงมากระแทกพื้น จนถึงขั้นกระอักเลือกออกมาอย่างน่ากลัว คราวนี้เสี้ยวอี้หลานไม่สนใจสิ่งที่ หลู่อิงฉานห้ามไว้อีกแล้ว นางกับ เ้าศิษย์คนนั้นรีบวิ่งเข้าไปดูอาการาเ็ของมันทันที "ท่านพี่..! ท่านเป็อย่างไรบ้าง..!" "ศิษย์พี่ใหญ่ท่านเป็เช่นไรบ้าง" มันสองคนรีบเข้าไปประคองร่างหลู่อิงฉานพร้อมร้องถามด้วยความเป็ห่วง อันที่จริงถึงแม้ เสี้ยวอี้หลานจะไม่เคยมีใจให้หลู่อิงฉานเลยสักนิด แต่ในเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็ภรรยาของมันแล้วนางก็ต้องทำหน้าที่ของนางให้ดีที่สุด ส่วนไอ้เ้าศิษย์น้องผู้นั้น มันเองก็ไม่ได้ห่วงใยหลู่อิงฉานสักเท่าไหร่หรอก มันประจบสอพลอไปแบบนั้นเพราะเกรงว่าตนเองจะไม่มีคนคุ้มกะลาหัว
หลู่อิงฉานไม่ได้ตอบกลับใครทั้งนั้น มือหนึ่งของมันยังกุมหน้าอกด้วยความเ็ป มุมปากมีเืไหลเป็ทาง ดวงตาที่เคยสงบเยือกเย็น กลับเพ่งมองฉินฟงด้วยความโกรธแค้น ราวกับจะกินเืกินเนื้อของมันเสียให้ได้ "วิชาจิตมารสลายกำลังเช่นนั้นรึ? ..เป็ไปไม่ได้ แถมระดับที่มันใช้ ก็ยังเกินกว่าที่จะเป็ขั้นเก้า ขั้นสูงสุดเสียด้วยซ้ำ เ้าเด็กหนุ่มคนนี้เป็ใครกันแน่.." หลู่อิงฉาน ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันก่อนจะบ่นพึมพำออกมา มันคิดถูกต้องแล้ว แต่ถูกแค่ครึ่งเดียว วิชาที่ฉินฟงใช้ นั้นมีส่วนคล้ายกับวิชามารสลายกำลังของพรรคมาร แต่มันก็ผสานวิชาบางอย่างของไท่หยวนอี้เข้าไปใหม่ บวกกำลังลมปราณอันมหาศาลภายในร่างที่มี จึงก่อเกิดเป็วิชาชุดใหม่ที่เรียกว่า คลื่นัคำราม์ แถมวิชานี้เป็วิชาที่ฉินฟงพึ่งจะคิดค้นสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อสักครู่นี้อีกด้วย..
ฉินฟงแย้มยิ้มพลางขยับเอวไปมาก่อนจะเดินตรงเข้ามาหาหลู่อิงฉานที่นั่งาเ็อยู่ สายตาของมันที่มองทอดลงมานั้น ช่างเป็แววตาที่ดูถูกเหยียดหยามยิ่งนัก ั้แ่เกิดมาหลู่อิงฉานไม่เคยรู้สึกเจ็บใจเท่านี้มาก่อน ถึงในอดีตมันจะเคยพ่ายแพ้ให้แก่ไท่หยวนอี้ต่อหน้าศิษย์ทุกคนในสำนักแต่นั่นก็เป็การแพ้ให้กับปรมาจารย์เ้าสำนักผู้มีฝีมือสูงส่ง หาใช่การพ่ายแพ้ให้กับเด็กหนุ่มบ้านนอกไร้ชื่อเสียงผู้นี้ แถมยังมีประจักษ์พยานเป็พวกชาวบ้าน กับชาวยุทธ์บางคนที่เฝ้ามองดูอยู่อีก ชื่อเสียงที่สั่งสมของมันคงจะป่นปี้หมดแน่ ไม่ได้การจะต้องมิมีผู้ใดล่วงรู้เื่น่าอายเช่นนี้ ข้าจะต้องสังหารพวกมันให้สิ้น จะได้ไม่มีใครเอาเื่ของข้าไปบอกต่อ นี่คือสิ่งที่หลู่อิงฉานคิดในใจยามนี้ ธาตุไฟ กับจิตมารของมันเริ่มปะทุขึ้นภายใน ดวงตา และ รอยยิ้มของมันดุจดังคนเสียสติ แม้นเสี้ยวอี้หลานจะร้องเรียกให้สามีนางใจเย็น แต่ก็เหมือนจะไร้ผลแถมนางยังถูกผลักกระเด็นอีก
"ฆ่า ฆ่า ฆ่า ข้าจะฆ่าพวกเ้าให้หมดทุกคน ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า" หลู่อิงฉานะเิเสียงหัวร่อออกมาราวกับคนบ้า จากนั้นดวงตาก็พลันเปลี่ยนเป็สีแดง ทั่วร่างมีปราณสีดำน่าขนลุกแผ่ซ่านออกมา กระบี่ของมันที่ตกอยู่ก็พุ่งเข้าอยู่ในมืออย่างรวดเร็ว หลู่อิงฉานลุกขึ้นก่อนบ่ายหน้าไปทางพวกชาวบ้านแทนที่จะเป็ฉินฟง ทุกคนต่างพากันวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง "วิชากายามารโลหิตคลั่งงั้นรึ..? "ฉินฟง กล่าวออกมาเบา ๆ พร้อมส่ายหน้าด้วยความสมเพช เวทนา "เ้าหมอนี้ฝึกวิชาของพรรคมารทุกวิชาเลยหรือไร แถมยังฝึกไม่สำเร็จด้วย มันในยามนี้ก็ไม่ต่างจากเ้าหวู่เกาแม้แต่น้อย สงสัยข้าคงต้องจัดการมันให้เด็ดขาดเสียแล้ว" ฉินฟงกล่าวขึ้นก่อนจะพุ่งทะยานตรงเข้าไปหาหลู่อิงฉานทันที
พอหลู่อิงฉานมองเห็นศัตรูที่เข้ามามันก็ฟันกระบี่ในมือตอบโต้กลับทันที แม้จะไร้สติแต่ปราณกระบี่ที่ส่งออกมาก็รุนแรง และ รวดเร็ว ฉินฟงหาได้หลบไม่หากแต่ใช้มือเปล่าปัดป้องออกไปอย่างน่าเหลือเชื่อ และไม่กี่อึดใจ มันก็เข้าประชิดตัวของหลู่อิงฉานเรียบร้อย "ไม่ว่าในอดีตเ้าจะเคยทำเช่นไรกับข้าไว้ ข้าขออโหสิกรรมให้ บัดนี้ข้าได้ถือกำเนิดเป็คนใหม่แล้ว หมัดข้า ฝ่ามือข้า มีไว้เพื่อปกป้องผู้อ่อนแอ และกำจัดคนชั่วช้าอย่างเ้าเท่านั้น หลู่อิงฉาน" ฉินฟงกล่าวขึ้นก่อนที่มันจะปล่อยหมัดหลายหมัดเข้าใส่ร่างของหลู่อิงฉานอย่างรุนแรง "ร้อยหมัดัสยบมาร.!" ร่างของอิงฉาน ถึงกับกระเด็นไปไกลหลายสิบลี้ก่อนจะร่วงลงมากระแทกพื้น กระอักเืออกมาจากปาก และนอนแน่นิ่งไป
เสี้ยวอี้หลานใสุดขีดก่อนที่นางรีบวิ่งเข้ามาหาสามี ส่วนเ้าศิษย์ของสำนักเก้าัผู้นั้นพอเห็นสภาพศิษย์พี่ของมัน มันได้แต่คิดในใจว่าหลู่อิงฉานตายแล้ว คนต่อไปคงเป็มันไม่ผิดแน่ ความกลัวแล่นสู่สมองก่อนที่สองเท้าจะเผ่นหนีอย่างไม่คิดชีวิต ฉินฟงมองมันด้วยความสมเพชแต่ก็ไม่คิดจะไล่ตามไปให้เสียเวลา
ส่วนทางด้านของหลู่อิงฉานนั้น มันยังไม่ตายแต่ก็าเ็ภายในสาหัสมาก สติเลือนราง แววตาเหม่อลอย ร่างกายไม่อาจขยับได้ "ยังไม่ตาย
งั้นรึ ก็นับว่าลมปราณภายในของเ้าแข็งแกร่งใช่ย่อย เช่นนั้นข้าจะช่วยส่งเ้าไปหาเยี้ยเหม่ยเอง นางคงชอบที่ได้ิญญาชั่วของเ้าไปทรมานเล่นในปรโลก" ฉินฟงกล่าวขึ้นก่อนจะกำหมัด และก้าวเดินมาหาร่างที่หายใจรวยรินของหลู่อิงฉาน
หากแต่ว่ายังมิทันจะได้สังหารมัน เสี้ยวอี้หลานก็วิงวอนขอชีวิตสามีของนางไว้เสียก่อน และด้วยความสัมพันธ์ของ ฉินฟงแต่ครั้งอดีตมันจึงใจอ่อน อีกทั้งยังมองว่า หลู่อิงฉานาเ็หนักขนาดนี้ยังไงเสียมันก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ถึงไม่ตายก็คงไม่อาจก่อกรรมทำชั่วได้อีก "เช่นนั้นก็ได้พี่สาว ข้าจะไว้ชีวิตมัน นำร่างของมันกลับไปเถิด อ้อ แล้วข้าฝากข้อความไปบอก ิ เจียวจู สหายเก่าของท่านด้วยว่า อีกไม่นานนี้ข้าจะบุกไปนาง และจะคิดบัญชีเก่าใหม่ทุกอย่างให้จบ บอกนางเตรียมใจรอข้าไว้ได้เลย"
ประโยคที่ฉินฟง กล่าวออกมานั้นทำเอาเสี้ยวอี้หลานใมาก เขารู้ได้อย่างไรว่านาง กับิ เจียวจูเคยเป็สหายกันมาก่อน และเด็กหนุ่มผู้นี้มีความแค้นอันใดกับเจียวจูกันแน่ คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวของอี้หลาน แต่นางก็ไม่มีเวลามานั่งหาคำตอบ ตอนนี้นางต้องรีบพาหลู่อิงฉานกลับไปรักษาก่อน จะดี หรือ หรือ ร้าย จะอยู่หรือตาย มันก็ขึ้นชื่อว่าเป็ผัวของนาง..
เมื่อเสี้ยวอี้หลาน กับหลู่อิงฉานจากไปแล้ว เสียงแห่งความปลื้มปีติดีใจ เสียงแห่งความสงบสุขก็ดังสนั่นไปทั่วเมือง เด็กหนุ่มผู้สะพายกระบี่ศิลาประหลาดได้เอาชนะ หลู่อิงฉานผู้เก่งกาจคนนั้น คนของสำนักเก้าัปราบธรรมะ คนของพวกพรรคมาร ข่าวลือนี้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟล่ามทุ่ง ไม่ใช่แค่พวกชาวบ้าน แต่ยังรู้ไปถึงหูของสำนักน้อยใหญ่ที่หลบซ่อนตัวอยู่ตามที่ต่าง ๆ เพื่อให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของพวกพรรคมาร ทุกคนต่างมีความหวัง และ คิดว่าถึงเวลาแล้ว ที่จะปลดแอกจากการกดขี่ข่มเหงของพวกมัน
จบบทที่ 24
บทต่อไป สหายต่างสำนัก และการออกเดินทางสู่พรรคมารสาขาย่อย