หมู่บ้านชิงซาน, ภาคเหนือของแคว้นฉี
ปีเก่าผ่านพ้นไป สายลมอันอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิก็พัดผ่านมา
เสียงฟืนไหม้ดังเปรี๊ยะ ๆ ดังมาจากทุกหลังคาเรือน หมู่บ้านที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าเขาแห่งนี้ บ้านแต่ละหลังเป็บ้านดินเหนียวดูทรุดโทรม ต้นหญ้าตามทางพลิ้วไหวไปตามสายลม ดอกสีเหลืองของผักกาดก้านขาวเริ่มแย้มบานตามริมทางเดินชั่วพริบตาอากาศก็เริ่มอบอุ่นขึ้น เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอย่างเงียบ ๆ
ความเขียวขจีของพืชพันธุ์ ดอกโบตั๋นสีชมพูอ่อนหวาน ดอกกุหลาบสีขาวราวหยกเนื้อนวล ดอกงิ้วสีแดงสดคล้ายดั่งเปลวไฟ ล้วนแข่งกันผลิบานชูช่อ ต้นไม้แตกใบอ่อน แผ่กิ่งก้านสาขา ต้นท้อในป่าเริ่มผลิดอกเบ่งบานส่งกลิ่นหอม ดึงดูดมวลหมู่แมลงเช่น ฝูงผึ้งให้มาดอมดม กลีบดอกท้อสีชมพูถูกลมพัดโปรยไปทั่วหุบเขาสวยงามจับใจ สีสันของฤดูกาลใหม่ให้รู้สึกสดชื่น นำพาความหวังมาสู่จิตใจผู้คน
ที่กระท่อมเชิงเขา
หญิงสาวชาวบ้านนางหนึ่ง ถือกะละมังไม้ใส่น้ำอุ่นเดินเข้าไปยังห้องด้านในของบ้านอิฐดินเหนียวที่หลังคามุงด้วยใบจาก สภาพบ้านค่อนข้างเก่าและทรุดโทรม เหนือกระท่อมยังเห็นควันไฟจากปล่องควันในครัวลอยหายไปในทิวเขา
ในห้องมีเด็กชายตัวน้อยรูปร่างผอมผิวคล้ำยืนอยู่ข้างเตียง ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลและโศกเศร้า เขายืนสะอื้นไห้เบา ๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
บนเตียงดิน มีร่างเล็กจ้อยของเด็กหญิงรูปร่างผอมบาง ใบหน้าซีดเผือด นอนหลับตาอยู่
เสียงสะอื้นที่ดังอยู่ข้างหู สร้างแรงกระเพื่อมให้สมองจนเกิดอาการเวียนหัว ถ้านอนหลับฝันอยู่จริง ๆ คงไม่แคล้วต้องตื่นแน่ ๆ
หยุนซีรู้สึกสับสนเล็กน้อย นี่คือความรู้สึกของคนที่ตายไปแล้วใช่หรือเปล่า?
เธอพยายามลืมตาขึ้นมองแต่เปลือกตาก็หนักอึ้ง จู่ ๆ ความเ็ปเจียนตายสายหนึ่งก็จู่โจมเข้ามาจนไม่อาจทนไหว รู้สึกปวดหัวจนสลบไปอีกรอบ
อีกด้านนั้น หยุนหยางรู้สึกตื่นเต้นดีใจ เขาตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะวิ่งและะโออกไปพร้อมกัน “ท่านป้า น้องเล็กรู้สึกตัวแล้ว ข้าเห็นเปลือกตาน้องเล็กขยับล่ะ”
หญิงนางนั้นวางทุกอย่างที่ถืออยู่ในมือแล้วรีบวิ่งเข้ามาในห้อง
เห็นใบหน้าแสดงอาการตื่นเต้นของหยุนหยาง เฉินซื่อรีบปาดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างรวดเร็ว มองลูกสาวตัวน้อยด้วยความทุกข์ตรม “ซีซี ได้ยินแม่มั้ยลูก?”
หยุนซีมีไข้ขึ้นสูงเป็ครั้งแรก ั้แ่หกล้มหัวฟาดพื้น ทั้งครอบครัวต่างกังวลกลัวว่าเด็กน้อยจะเป็อะไรไป
มองหน้าลูกสาวที่ยับย่น ฝ่ามือเล็กจ้อย เฉินซื่อค่อนข้างเศร้าใจ
“ท่านป้าอย่ากังวลไปเลย น้องเล็กเพิ่งจะรู้สึกตัว คงยังไม่ค่อยมีแรงเลยหลับไปอีกครั้ง” หยุนหยางตบหลังเฉินซื่อเบา ๆ ปลอบโยนนางราวกับตัวเองเป็ผู้ใหญ่คนหนึ่ง
“ใช่แล้ว ซีซีตื่นมาต้องหิวแน่ ป้าจะรีบไปต้มโจ๊กมาให้นางกิน” หลังพูดจบเฉินซื่อก็รีบเดินไปที่ห้องครัว
ในขณะเดียวกัน หยุนซีค่อย ๆ รู้สึกตัวขึ้นมา เธอได้ยินเสียงคนเดินออกไป รอจนไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวใด ๆ ในห้องจึงลืมตาขึ้นอย่างเงียบ ๆ แต่กลับพบดวงตาเปล่งประกายดีใจของหยุนหยาง
ภาพที่เห็นตรงหน้าคือเด็กชายอายุราว 7-8 ขวบ ใบหน้ากลม รูปร่างผอมและดูอ่อนแอ เสื้อผ้าที่สวมใส่ค่อนข้างเก่า เต็มไปด้วยรอยปะชุน
เมื่อเห็นเด็กหญิงลืมตาขึ้น เขาเกือบจะะโโห่ร้องด้วยความดีใจอีกรอบ
แต่เดี๋ยวก่อนนะ
‘อย่าะโ’ นั่นคือสิ่งที่หยุนซีคิดในใจเป็อย่างแรก
เธอยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดปากเด็กชายไว้ เอานิ้วชี้มืออีกข้างปิดปากแล้วทำเสียงชู่วเบา ๆ เด็กชายเลยหยุดการเคลื่อนไหว แต่ไม่หยุดยิ้ม
เขาบ่นพึมพำเล็กน้อย จากนั้นก็พูดไม่หยุด “น้องเล็ก เ้าฟื้นซะที หลังจากหกล้มก็สลบไปตั้งสามวัน เช้านี้ยังมีไข้สูงอีก เ้าทำพี่รองกลัวแทบตายอยู่แล้ว”
หยุนซีไม่ได้ตอบคำถามแต่มองสำรวจไปรอบ ๆ ห้องนี้ผนังทำจากโคลนเหลือง หลังคามุงด้วยใบจากสลับชั้นกัน
เตียงที่นอนอยู่ เป็เตียงดินปูรองด้วยเสื่อฟางที่มีกองฟางวางอยู่้า แล้วคลุมด้วยผ้าหลายชั้น ผ้าห่มที่ซักจนสีซีดมีรอยปะชุน ไม่ได้ช่วยให้อุ่นเลยสักนิด
ในห้องไม่มีหน้าต่าง มีชั้นวางของเก่า ๆ ใบใหญ่อยู่ที่ปลายเตียง มีม่านที่ทำจากหญ้าสานเป็เสื่อผืนใหญ่แขวนต่อจากตู้ กั้นห้องแยกออกมาจากห้องด้านนอก
หลี่หยุนซี ชื่อเดียวกับเด็กน้อยที่เธอสวมร่างอยู่นี้ อายุ 28 ปี จบปริญญาตรีเกษตรศาสตร์, วิศวกรรมศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ตายจากเหตุเครื่องบินตกระหว่างเดินทางไปทำงาน
ป่วยการที่จะคิดถึงชีวิตที่ผ่านมาในชาติก่อน
หยุนซีอดสั่นหัวเบา ๆ ไม่ได้ ในสมองมีแต่ความคิดที่แปลกประหลาดและดูไม่น่าจะเป็ไปได้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว ทะลุมิติมาเกิดใหม่ในยุคที่แตกต่าง ช่างแปลกประหลาด อัศจรรย์ยิ่งนัก
เธอหลับตาลงแล้วระลึกถึงความทรงจำในภพก่อน
หยุนซีเติบโตที่ชนบทโดยการเลี้ยงดูของย่า เธอเป็เด็กฉลาด มีไอคิวสูงั้แ่อายุยังน้อยได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดีจากย่า นี่ยังไม่รวมถึงความสามารถด้านการเล่นกู่เจิ้ง หมากล้อม การเขียนพู่กันจีนและการร่ายรำ เป็คนที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรู้ความสามารถ
ในขณะที่ลูกหลานของเพื่อนบ้านยังเล่นดินเล่นทราย เธอก็เริ่มเรียนรู้การเล่นกู่เจิ้ง หมากล้อม การเขียนพู่กันจีนและการร่ายรำ แม้ว่าจะเรียนด้วยเวลาไม่นานนักแต่ก็ทำได้ดีมากพอที่จะทำให้ย่าภูมิใจ
ย่าเป็คนที่มีฝีมือด้านการทำอาหารจนเลื่องชื่อ ถ้าคนในหมู่บ้านหรือใกล้เคียงจัดงานเลี้ยง คนแรกที่จะต้องถูกเชื้อเชิญไปก็คือย่า
ย่าปลูกผักทำสวน ใช้ฝีมือในการทำอาหาร หาเงินเลี้ยงดูหยุนซีจนเติบใหญ่
ย่าเลยกลายเป็ความทรงจำวัยเด็กที่แสนจะมีความสุขและอิสระเสรีของหยุนซี
เพราะบ้านอยู่ในพื้นที่ชนบท ย่าเลยใช้พื้นที่ในบ้านปลูกแตงโม ผักและผลไม้มากมายไว้กิน หากมีมากก็เก็บขาย เอามาเป็ค่าใช้จ่ายในบ้าน
หยุนซีมักจะสวมหมวกฟางเดินตามย่าเข้าไปในสวนเพื่อช่วยถอนวัชพืช จับและกำจัดแมลงที่เป็ศัตรูพืช ซึ่งเธอทำด้วยความเต็มใจและมีความสุข
จนอายุ 18 ปี ย่าก็ป่วยหนักและเสียชีวิตในที่สุด
นับั้แ่นั้น หยุนซีเรียนหนัก ทุ่มเทความรักและความสนใจในการเรียนเกี่ยวกับการเกษตร จนได้เกรดที่ดีเยี่ยมและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
สิ่งหนึ่งที่เธอเรียนรู้จากย่าและชอบมันมากจนจำฝังใจคือ มีชีวิตอยู่อย่างคุ้มค่า ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและอิสระเสรี
ในชาติก่อน หยุนซีเจริญรอยตามการใช้ชีวิตของย่า เธอเป็คนสมถะ จิตใจดี มีเมตตา และใช้ชีวิตอยู่อย่างอิสระ
หลังจากย่าจากไป เธอใช้ชีวิตตัวคนเดียว อาศัยอยู่เพียงลำพัง พยายามพัฒนาศักยภาพของตัวเองไม่มีหยุดยั้ง มีหน้าที่การงานที่ดีและมั่นคง จนใครหลายคนต่างอิจฉาและฝันอยากจะมีชีวิตเหมือนกับเธอ
แต่ไม่เคยมีใครรู้ว่า คนที่ใคร ๆ ต่างอิจฉาอยู่นั้น สิ่งที่เธอ้าและโหยหามากที่สุดคือการใช้ชีวิตเรียบง่ายแบบสาวชนบทเหมือนเมื่อครั้งยังเป็เด็ก ปลูกแตงโม ปลูกถั่ว ปลูกผัก ได้มองดอกไม้เบ่งบานและโรยรา ได้ใช้เวลาเดินกับคุณย่าไปรอบ ๆ สวนด้วยกัน
ัักับสายลมที่พัดพากลิ่นหอมของดอกไม้ รู้สึกสดชื่น เก็บความสุขได้เป็เวลานาน ๆ
หยุนซีพยายามลบเลือนความเศร้าเสียใจ หลังจากปล่อยให้ความคิดล่องลอยไป ตัดสินใจได้ในที่สุดว่าจะใช้ชีวิตเช่นไรต่อ