“ปั้ง ๆ ๆ” โครม!!
‘สงสัยจะเคาะแรงไป ประตูพังเลย’ จ้าวหนานซือคิดในใจ ทั้งที่มือยังค้างในท่าเคาะประตูอยู่เลย
เมื่อเห็นว่าประตูพังไปแล้ว แม่เฒ่าจ้าวก็เดินนำทุกคนเข้ามาในลานบ้านทันที โดยไม่รอให้เ้าของบ้านอนุญาต
ทางฝั่งชิงอีและเด็ก ๆ นั้น เมื่อได้ยินเสียงดังโครมครามที่หน้าบ้านก็รีบวิ่งออกมา ทันได้เห็นประตูพังไปต่อหน้าต่อตา
‘โธ่ถัง… ประตูที่น่าสงสาร เพิ่งจะเห็นกันอยู่หลัด ๆ ไม่น่าจากไปเร็วขนาดนี้เลย ข้ากำลังวางแผนจะซ่อมแซมเ้าอยู่แล้วเชียว จงไปสู่สุคติเถอะนะ แต่ไหน ๆ ก็พังแล้ว คงมีแต่ต้องสร้างขึ้นมาใหม่แล้วหละ ข้าจะสร้างให้สูงและแข็งแรงเลย พวกคนบ้านี่จะได้ไม่มาทำพังอีก หื้ยย’
หญิงสาวตวัดสายตามองคนที่ทำลายประตูบ้านนาง ซึ่งก็เห็นเป็หญิงสูงอายุคนหนึ่งเดินนำขบวนเข้ามา ด้านหลัง มีคนที่นางคุ้นหน้าคุ้นตาเป็อย่างดีตามมาด้วย สงสัยโดนไปเมื่อวานจะยังไม่เข็ดซินะ เดี๋ยวได้เจอดีแน่
ชุ่ยอ้ายและหนานไห่สองแม่ลูก เมื่อเห็นสายตาวาววับของชิงอีก็ถึงกับสะดุ้งเหงื่อแตกเต็มแผ่นหลังเลยทีเดียว
“ท่านย่า ท่านปู่ !! พวกท่านพากันมาทำอะไรมากมายหรือขอรับ”
เสี่ยวหลานที่ตามหลังชิงอีมาติด ๆ ถามออกมาอย่างใ เพราะที่ผ่านมาบ้านใหญ่ไม่เคยมาที่บ้านพวกเขาครบทุกคนแบบนี้เลย ส่วนมากคนที่จะมาบ่อย ๆ ก็คือ ท่านย่า ป้าสะใภ้ใหญ่และพี่หนานไห่เท่านั้น ส่วนจะมาทำไมนั้น พวกเขารู้อยู่แก่ใจดี
ซึ่งขณะที่ห่าวหลานกำลังพูดนั้น เขาได้ดึงน้องสาวที่ตัวสั่นด้วยความกลัวมาหลบอยู่ด้านหลังอย่างปกป้อง
ซึ่งปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ชิงอีสังเกตเห็นทั้งหมด และยังคิดอยู่ว่า อะไรทำให้เด็กหญิงมีอาการแบบนี้กัน
“ก็ยังรู้นี่ว่าหญิงแก่ ๆ คนนี้เป็ย่าของพวกเ้า และทำไมข้าจะมาที่นี่ไม่ได้
ข้ามาเพราะนี่ไง เ้าดูซิ ดูสภาพหนานไห่หลานชายที่น่าสงสารของข้า เพราะเมื่อวานเขากับสะใภ้ใหญ่มาดูพวกเ้าที่นี่ด้วยความเป็ห่วง เห็นว่าอยู่กันแค่เด็กและสตรีกลัวจะเกิดอันตรายอะไรขึ้น
แต่พี่สะใภ้ของพวกเ้า นางช่างโหดร้าย ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณแล้วยังไล่ตีเขากลับไปจนมีสภาพแบบนี้
ดูนะทุกคน ดูหน้าสตรีที่ชอบใช้ความรุนแรงเอาไว้ และก็ระมัดระวังตัวกันไว้ด้วย ถ้าหากใครเผลอทำให้นางไม่พอใจ นางอาจจะเอาไม้ไล่ตีพวกเ้าจนมีสภาพเหมือนหนานไห่ของข้าก็ได้นะ
ตระกูลจ้าวของข้าช่างน่าสงสารยิ่งนัก ที่ได้สตรีจิตใจโเี้ไม่รู้คุณคนเช่นนี้มาเป็หลานสะใภ้ โฮฮฮฮ”
แม่เฒ่าจ้าวพูดไป ก็ชี้ให้ทุกคนมองดูสภาพหลานชายที่นอนไม่ขยับอยู่บนเปลหาม จากนั้นเริ่มร้องไห้คร่ำครวญออกมาให้ดูน่าสงสารยิ่งขึ้น
“จริงหรือนี่ ทำไมนางถึงได้โหดร้ายขนาดนี้นะ” ชาวบ้านหนึ่ง
“นั่นซิ คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจจริง ๆ เห็นหน้าตาเรียบร้อยแบบนี้ ไว้ใจไม่ได้เลยนะ” ชาวบ้านสอง
ซุบซิบ ซุบซิบ
ชาวบ้านที่เชื่อในคำพูดของแม่เฒ่าจ้าวต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์หญิงสาวออกมาอย่างสนุกปาก แต่บางคนที่ไม่เชื่อก็มีเช่นกัน เพราะต่างรู้กันดีว่าบ้านใหญ่จ้าวนั้นมีนิสัยอย่างไร ทั้งเห็นแก่ตัว ตลบแตลง และชอบปั้นน้ำเป็ตัว กลับดำเป็ขาวได้อย่างหน้าไม่อาย
ชิงอียืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างพิจารณาแล้วคิดอย่างหงุดหงิดว่า
‘ยายแก่นี่เรียนการแสดงมาจากสำนักไหนเนี้ย สงสัยยังเรียนไม่จบแต่อยากออกมาลองวิชาก่อนแน่ ๆ เลย มีอย่างที่ไหน ทำมาโวยวายร้องไห้เสียใจเสียงดังลั่น แต่ไม่มีน้ำตาออกมาสักหยด อย่างน้อยช่วยมีน้ำตาคลอนิดหน่อยก็ยังดีนะ ไม่ผ่าน ๆ ให้ติด F วิชาการแสดงไปเลย ชิงอีฟันธง (มันใช่เวลามาให้คะแนนไหมห๊ะ อีอี/ไรท์)
อีกอย่างคิดจะใส่ความข้า โดยการสร้างเื่บิดเบือนความจริง เรียกร้องคะแนนความสงสารจากชาวบ้านเพื่อหาแนวร่วมเหรอ คิดว่าตัวเองทำเป็คนเดียวรึไง
ได้… เดี๋ยวเจ้จะทำให้ดูนะหนู ๆ ทั้งหลาย ว่าการแสดงที่แท้ทรูและสมจริงเป็อย่างไร หึหึ’
ว่าแล้ว ชิงอีผู้เคยผ่านการดูละครดราม่าน้ำตาท่วมจอมาอย่างยาวนาน ก็อัญเชิญองค์แม่ดราม่าควีนมาประทับร่างทันที
ฟุบ!!
หญิงสาวค่อย ๆ น้ำตาไหลนองเต็มใบหน้า ั์ตาแดงก่ำฉายแววคับข้องและอัดอั้นตันใจ ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยทำให้ยิ่งดูบอบบางและน่าสงสาร
แต่ถึงอย่างนั้นนางก็พยายามจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้ทุกคนได้ฟัง
“ฮือ ๆ ๆ ท… ท่าน… ฮึก ท่านย่าสามีทำไมท่านถึงพูดเช่นนั้นหละเ้าคะ ข้ายังไม่เคยทำอะไรพี่หนานไห่เลยนะเ้าคะ ข้าเป็สตรีตัวเล็กบอบบางเช่นนี้ แรงฆ่าไก่ยังแทบไม่มีเลย แล้วจะมีเรี่ยวแรงที่ไหนไปไล่ตีหลานรักของท่านได้เ้าคะ”
ชาวบ้านคิดตามคำพูดของหญิงสาวและประกอบกับสภาพของนางแล้ว ก็พยักหน้าเห็นด้วยในทันที เพราะเมื่อเทียบจากขนาดตัวของทั้งคู่แล้ว น่าจะเป็เ้าหน่านไห่เสียมากกว่าที่จะรังแกภรรยาของซีห่าวนะ
“ฮือออ ฮึก ม.. เมื่อวาน เขากับป้าสะใภ้มาที่นี่จริง ๆ เ้าค่ะ แต่พวกเขามาเพื่อที่จะขโมยเนื้อหมูที่ข้าทำเก็บไว้เป็เสบียงหน้าหนาวไป และยังพังทำลายข้าวของในบ้านข้าอีกด้วยนะเ้าคะ”
ชิงอีหันไปมองชาวบ้านที่อยู่รอบ ๆ แล้วพูดต่ออีกว่า
“พวกท่านก็รู้นี่เ้าคะ ว่าหน้าหนาวมันทรมานแค่ไหน หากมีเสบียงไม่เพียงพอคงมีแต่ความตายเท่านั้นที่รอครอบครัวของข้าอยู่
อีกอย่างพอข้าบอกว่าไม่สามารถให้เนื้อได้ พวกเขาก็ตรงเข้ามาทำร้ายข้าเลยเ้าค่ะ ฮึก
พวกท่านดูนี่ซิเ้าคะ และก็นี่ด้วย ถ้าเมื่อวานไม่ได้น้องสามีเข้ามาช่วยไว้ ข้าที่เป็สตรีแสนบอบบางคงาเ็หนักมากกว่านี้แน่ ๆ เลยเ้าค่ะ ฮือ ๆ ๆ”
ชิงอีชี้ให้ชาวบ้านดูรอยบวมแดงที่หน้าผากและรอยช้ำที่หลังมือของตนเอง
‘เอาซี้ เล่นกับใครไม่เล่น ชิงอีการละครเปิดแสดงเองเลยเป็ไงหละ อู้ยยย เจ็บเหมือนกันนะเนี้ย เพราะความซุ่มซ่ามแท้ ๆ เชียว’
ด้านสองแฝดนั้น ตอนแรกที่เห็นพี่สะใภ้จู่ ๆ ก็ร้องไห้ออกมาอย่างหนัก จึงรีบวิ่งเข้ามาหานางด้วยความเป็ห่วงในทันที
แต่ต่อมาก็ต้องตกตะลึงในคำบอกเล่าของพี่สะใภ้ ทำไมมันไม่เห็นเหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานเลยหละ ใครคือสตรีบอบบางไม่มีแรงฆ่าไก่ พวกเขาเห็นแต่สตรีที่ยกไม้ฟืนไล่ฟาดและกระทืบคน
เท่านั้นไม่พอ พวกเขายังต้องรีบก้มหน้าลงเพื่อปกปิดใบหน้าที่กำลังกลั่นขำจนไหล่สั่น
ก็จะไม่ให้พวกเขาหัวเราะออกมาได้เช่นไรเล่า รอยบวมแดงที่หน้าผากของพี่สะใภ้ เกิดจากการที่นางหลับตาเดินชนประตูเพราะความเหนื่อยและง่วง ส่วนรอยที่หลังมือนั้น นางเดินไม่ระวังอยู่ดี ๆ ก็เอามันไปฟาดกับโต๊ะกินข้าวซะงั้น
แต่เื่ที่เหล่าเด็กน้อยคิดในใจไหนเลยชาวบ้านจะได้ยินและเข้าใจ พวกเขาเห็นเพียงแค่เด็กสองคนก้มหน้าไหล่สั่นไหว จึงได้แต่คิดว่า
‘ดูซิ พากันร้องไห้จนไหล่สั่นไปหมด ช่างหน้าสงสารยิ่งนัก พี่ชายไม่อยู่ อยู่แต่พี่สะใภ้ ยังจะมาโดนบ้านใหญ่รังแกเอาอีก’
ชาวบ้านที่เชื่อคำพูดของบ้านจ้าวและร่วมต่อว่าชิงอีก่อนหน้านี้ ถึงกับละอายใจและหน้าม้านไปตาม ๆ กัน
“เ้า เ้า เ้า…”
เมื่อได้ยินหลานสะใภ้นอกคอก พูดออกมาเช่นนั้น แม่เฒ่าจ้าวก็ได้แต่ชี้หน้าชิงอี และอ้าปากพะงาบ ๆ พูดออกมาได้แค่นั้นด้วยความโมโห
ส่วนคนอื่น ๆ ใบบ้านใหญ่จ้าวหน้าตามืดครึ้มเดือดดานไปตาม ๆ กัน ยกเว้นก็แต่หนานเฟยที่ยิ้มมุมปากด้วยความสะใจและถูกใจในตัวที่สะใภ้ยิ่งนัก
“เ้าอย่ามาพูดโกหกใส่ร้ายพวกข้า เมื่อวานข้าและลูกใหญ่เห็นเ้าตากหมูไว้หน้าบ้าน เลยกลัวว่ามันจะเน่าและหาย จึงจะเอาไปเก็บรักษาไว้ให้เท่านั้นเอง อีกอย่างเป็เ้าต่างหากที่เอาไม้ฟืนมาไล่ตี พวกข้ายังไม่ได้ทำอะไรเ้าเลยนะ”
ชุ่ยอ้ายรีบะโออกมาอย่างรวดเร็วด้วยความโมโห นางยังไม่ได้ทำอะไรนังเด็กนี่เลย แค่หลบไม่ให้โดนตีก็เหนื่อยจะตายแล้ว จะเอาแรงที่ไหนไปทำร้ายมันได้หละ
สะใภ้ใหญ่จ้าวไม่ได้รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่ตนพูดออกมานั้น จะเป็เหมือนการยอมรับในคำพูดของชิงอีกลาย ๆ จนทำแผนที่วางมาพังไม่เป็ท่าไปหมดเลย
หนานไห่ที่นอนอยู่บนเปลได้แต่คิดอย่างโมโหว่า ‘ข้ามีแม่ที่โง่ขนาดนี้ได้อย่างไรนะ’
“อะไรกัน กลายเป็ว่าสองแม่ลูกนั่น้าขโมยเนื้อจริง ๆ หรือนี่” ชาวบ้านหนึ่ง
“ไหนตอนแรกบอกว่าดูด้วยความเป็ห่วงไงหละ” ชาวบ้านสอง
“โอ้ว เหตุผลหน้าหนามาก ถ้าพวกเขาได้เนื้อไปคงจะไม่ใช่เก็บรักษาให้หรอก อาจจะหมดภายในวันเดียวเลยก็เป็ได้” ชาวบ้านสาม ส่ายหน้ากับสิ่งที่ชุ่ยอ้ายพูด
“นั่นซิ ๆ” ชาวบ้านสี่ ห้า หก พูดขึ้นพร้อมกันเสียงเซ็งแซ่
ฝั่งแม่เฒ่าจ้าวโมโหลูกสะใภ้เป็อย่างยิ่งที่พูดไม่คิด จนทำให้แผนที่นางวางไว้อย่างดีพังหมด จึงตรงปรี่เข้าไปหาอย่างรวดเร็ว
เพี้ยะ เพี้ยะ
“โอ๊ย!! โอ๊ย!! ท่านแม่ ท่านตีข้าทำไมเ้าคะ” ชุ่ยอ้ายถามอย่างไม่เข้าใจ ว่าตนทำอะไรผิด
“เ้าหุบปากไปซะ เดี๋ยวข้าจะกลับไปจัดการเ้าทีหลัง”
แม่เฒ่าจ้าวชี้หน้าคาดโทษลูกสะใภ้ด้วยความกรุ่นโกรธ พร้อมทั้งคิดว่าจะทำยังไงต่อไปดี แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น วันนี้ก็จะต้องได้เนื้อกลับไปที่บ้านให้ได้
ว่าแล้ว นางก็หันกลับไปหาหลานสะใภ้ทันที
Talk
ไรท์ : องค์แม่ประทับได้แจ่มมาก น้ำตาไหลเหมือนสั่งได้
ชิงอี : ของอย่างนี้มันแน่นอนอยู่แล้ว (โม้สักหน่อย เดี๋ยวจะหาว่าคุย)
ไรท์ : ฟุดฟิด ฟุดฟิด กลิ่นไรอะ ฉุนมากเลย อย่าบอกนะว่า…
ชิงอี : อ้อออ นี่ไงหัวหอมตัวช่วยอย่างดี ป้ายแค่นิดเดียวน้ำตาสั่งได้เลยหละ แต่สงสัยจะใช้เยอะไป ยังแสบไม่หายเลยอะ
ไรท์ : ฮะฮ่าฮ่า สมน้ำหน้า