อันที่จริงแม่นางจากตระกูลผู้ดีใหญ่โตควรพาเด็กรับใช้หญิงปากจัดกล้าพูดอย่างหงซิ่วมาด้วยเช่นตอนนี้เมื่อถึงบางคราวที่เจ้านายไม่สะดวกเอ่ย ก็เอ่ยในฐานะเด็กรับใช้ได้พอดี
เมื่อโหม่วโหมวอบรมโดนหงซิ่วขัดคอสีหน้าพลันบิดเบี้ยวขึ้นมา นางรู้สึกไม่ยินยอม จึงกำลังจะพูดบางอย่าง แต่สายตาของสตรีแม่บ้านก็ปราดไปจ้องนางเขม็งก่อนตำหนิเสียงแผ่วเบาเสียก่อน “พอแล้ว คุณหนูเจ็ดเพิ่งมาถึงวันแรกเจ้าเข้มงวดขนาดนี้ทำไม! ต่อไปยังขาดเจ้าไม่ได้นะ”
เยี่ยนเจาเจายืนห่างเลยไม่ได้ยินที่ทั้งคู่พูดกันทว่านางทนตากแดดกลางแสงอาทิตย์แผดเผาของที่นี่ไม่ค่อยไหวนัก สีหน้าจึงดูไม่น่ามองยิ่งกว่าเดิม
“บ่าวโจวซื่อ เป็นบ่าวรับใช้ของนายหญิงใหญ่หากนับตามอายุคุณหนูและคุณชายในจวน ต่อไปคุณหนูจะเป็นคุณหนูเจ็ดส่วนคุณชายเป็นคุณชายใหญ่ขอเรียนเชิญคุณหนูเจ็ดกับคุณชายใหญ่ตามบ่าวมาด้วยเจ้าค่ะ”
นายหญิงใหญ่คงเป็นอาสะใภ้ตามฐานะของทั้งสองแม้เยี่ยนเจาเจาจะอึดอัดไม่สบายตัว แต่ใช้เพียงนิ้วโป้งเท้าคิดก็พอจะรู้ว่านายหญิงใหญ่คนนั้นไม่ปลื้มหยวนชิงชิวและหยวนชิงจ้าวเท่าไรนัก
ก่อนที่เยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอจะมาที่นี่หยวนหยางฮุยผู้เป็นบุตรชายของนายหญิงใหญ่ได้เป็นถึงบุตรชายคนโตสายตรงของสกุลหยวน
แต่อายุของหนานหมิงเหอโตกว่าหยวนหยางฮุยกอปรกับหยวนชิงชิวก็เป็นบุตรชายคนโตตามกฎหมายของสกุลหยวนเช่นกัน ทำให้ยามนี้หนานหมิงเหอได้เป็นคุณชายใหญ่ของจวนจึงเกรงว่าการมาถึงของพวกเขาสองพี่น้องจะเป็นภัยคุกคามร้ายแรงของนายหญิงใหญ่ มิเช่นนั้นเยี่ยนเจาเจาคงไม่ได้รับความอัดอั้นตันใจเยี่ยงวันนี้
โจวซื่อดูอายุไม่ถึงสี่สิบปีใบหน้ายาว สวมกางเกงซ่ง[1]เสื้อคลุมเป้ยจื่อ[2] สีขาว ดูเย็นสบายกว่าเยี่ยนเจาเจาที่สวมชุดกระโปรงหรูฉวินปกไขว้ไม่น้อย
โจวซื่อเดินนำเยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอไปทางหนึ่งหงซิ่วเพิ่งกางร่มเข้ามา หนานหมิงเหอก็รับไปแทน เขาใช้มือหนึ่งอุ้มเยี่ยนเจาเจา ส่วนอีกมือถือร่มน้ำมันกันแดดให้นาง
ร่างกายของเยี่ยนเจาเจาทั้งขี้ร้อนและขี้หนาวปีก่อนๆ นางมักจะอยู่ในห้องที่ลมพัดเย็นสบายโดยไม่ออกไปไหนในสภาพอากาศเช่นนี้ ตอนนี้นางเลยรู้สึกว่าตลอดทางมันช่างร้อนและไกลราวกับร่างกายอยู่ในเตานึ่งจนเหงื่อออกท่วมทั้งตัว
นางกอดคอหนานหมิงเหอโดยไม่รู้ตัวก่อนเอ่ยบ่นด้วยใบหน้าซีดเผือด “พี่ชาย ข้าทรมานจริงๆไม่อยากแยกกับท่านเลยเจ้าค่ะ”
นางไม่มีคนรู้จักที่นี่สักคนเดิมทีสุขภาพร่างกายของนางก็ไม่แข็งแรงมากอยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปทั้งตัวนางจึงไม่อยากปล่อยหนานหมิงเหอเลยจริงๆ
“เด็กดีประเดี๋ยวก็ถึงแล้ว”
เดิมทีโจวซื่อนำหนานหมิงเหอกับเยี่ยนเจาเจาไปที่ข้างเกี้ยวของแต่ละคนทว่าหนานหมิงเหอกลับไม่มีท่าทีจะปล่อยเยี่ยนเจาเจาลงจนโจวซื่ออดขมวดคิ้วไม่ได้
“คุณชายใหญ่ท่านวางคุณหนูเจ็ดลงชั่วคราวก่อน ป้องกันคุณหนูอึดอัด...”
โจวซื่อยังเอ่ยไม่ทันจบหนานหมิงเหอก็ปรายสายตาเยียบเย็นมองนาง
โจวซื่อตกใจจนเผลอถอยหลังหนึ่งก้าวก่อนได้ยินหนานหมิงเหอเอ่ยเย็นชา “ข้าโตมากับน้องหญิงย่อมไม่อยากแยกจากกัน อีกทั้งน้องหญิงเพิ่งถึงสถานที่ไม่คุ้นเคยใจหวาดกลัวก็เป็นเรื่องปกติ ข้าในฐานะพี่ชายจะปล่อยนางอยู่แปลกที่คนเดียวได้อย่างไร?”
หนานหมิงเหอกล่าวจบก็ไม่รอโจวซื่อตอบรับเขาอุ้มเยี่ยนเจาเจาขึ้นเกี้ยวทันที
โจวซื่อเคยภูมิใจว่าตนเองฝีปากไวมาตลอดไม่คาดคิดว่าจะหน้าแตกยับเยินเพราะหนานหมิงเหอ นางเลยหยุดพูดกะทันหัน คร้านจะทำให้ตนเองโมโห
เกี้ยวโคลงเคลง ความรู้สึกคลื่นไส้อาเจียนจากบนเรือเมื่อครู่ก็พุ่งขึ้นมาทันทีจนเยี่ยนเจาเจาอดอาเจียนออกมาอีกครั้งไม่ได้
โหม่วโหมวอบรมสองคนได้รับมอบหมายให้เดินตามอยู่ข้างเกี้ยวด้วยเมื่อพวกนางได้ยินเสียงอาเจียนที่เยี่ยนเจาเจากลั้นไม่อยู่จากในเกี้ยว ทั้งคู่ก็แลกเปลี่ยนสายตากัน
ดูท่าบุตรสาวสายตรงของนายท่านใหญ่คงสุขภาพไม่ดีนักและเหมือนไม่รู้มารยาทสักเท่าไหร่ ส่วนนิสัยของคุณชายใหญ่ก็น่าจะเป็นคนแข็งทื่อไม่โอนอ่อนยากจะรับผิดชอบงานใหญ่
คิดได้ดังนี้สีหน้าของโหม่วโหม่วอบรมทั้งสองจึงดูดีขึ้นมาก
ณ เรือนหลักสกุลหยวนยามนี้
การกลับมาของหยวนชิงชิวกับหยวนชิงจ้าวได้รับการอนุมัติจากปากนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ดังนั้นไม่ว่าคนทั้งสามบ้านในจวนหลังนี้จะไม่พอใจแค่ไหน ก็ได้แต่จัดอาภรณ์นั่งเรียบร้อยรอพวกเขาอยู่กลางเรือนหลัก
เรียกได้ว่าในห้องโถงขณะนี้มีเพียงบ้านสามที่เกิดแก่อนุเท่านั้นที่มีความสุข
แต่ก่อนบ้านใหญ่และบ้านรองต่างอาศัยว่าตนเองเป็นบุตรที่เกิดแก่นายหญิงผู้เฒ่าจึงดูถูกรังแกพวกเขาบ้านสามบ่อยครั้งเพราะขัดหูขัดตาที่ตนคลอดบุตรชายแต่ยามนี้เลือดเนื้อเชื้อไขของอดีตนายหญิงผู้เฒ่ากำลังกลับมาแล้ว
อดีตนายหญิงผู้เฒ่าเป็นถึงภรรยาเดิมแม้นายหญิงผู้เฒ่าคนปัจจุบันจะสูงศักดิ์แค่ไหนก็เป็นเพียงภรรยาแต่งใหม่หลังคนเก่าสิ้นเท่านั้นอีกทั้งพี่น้องที่กลับมายังมีบุตรชายคนโตที่อายุมากกว่าบุตรชายสุดรักสุดหวงของบ้านใหญ่ตั้งสองปีไม่รู้เหมือนกันว่าบ้านใหญ่จะอวดดีต่อไปได้อย่างไร!
นายหญิงผู้เฒ่าผู้เป็นแม่สามีของนางที่ปกติชอบตั้งกฎเกณฑ์ที่สุดทว่าวันนี้ตื่นเช้ามาก็บอกว่าแน่นหน้าอกไม่สบาย ไม่แม้จะโผล่หน้ามาสักนิดชัดเจนว่าโกรธจนปวดใจจึงไม่ยอมมา
บนที่นั่งแรกของทางบ้านใหญ่คือนายหญิงใหญ่หลินซื่อหลินซื่อมีใบหน้ากลมอิ่มเอิบสูงศักดิ์ ดูราวกับพระโพธิสัตว์ผู้โอบอ้อมอารีมองไม่ออกว่าโกรธหรือยินดี
ถัดจากหลินซื่อก็มีบุตรชายบุตรสาวของนางนั่งอยู่และมีคุณหนูที่เกิดแก่อนุสองคนยืนอยู่ด้านข้าง
ส่วนที่นั่งแรกทางฝั่งประจิมคือนายหญิงรองเมิ่งซื่อนางหน้าตาสะสวยทว่าดูอารมณ์ร้าย ดวงตาหงส์ยามนี้แฝงความหงุดหงิดไม่เต็มใจเท่าไรนัก
เมิ่งซื่อพาบุตรสาวทั้งสองคนมาด้วยหน้าตาของพวกนางราวกับเคาะกันออกมา เป็นพี่น้องหญิงรูปงามน่ารักเจ้าเล่ห์คู่หนึ่ง
และที่นั่งแรกทางฝั่งบูรพาคือนายหญิงสามจางซื่อจางซื่อมีชาติกำเนิดธรรมดาทั่วไป ในอ้อมแขนนางอุ้มบุตรชายคนเล็กที่อายุเพิ่งห้าหกขวบของตนเองไว้โดยมีบุตรสาวคนเล็กอยู่ข้างๆ
นอกเหนือจากนี้ข้างหลังของแต่ละคนยังมีสาวใช้บ่าวชราของตนเองยืนอยู่ ทำให้ห้องโถงยามนี้อัดแน่นไปด้วยผู้คนจนดูคึกคักมีชีวิตชีวามากทีเดียว
ทว่าคนแรกที่ข่มอารมณ์ไม่อยู่คือบุตรสาวอนุของบ้านใหญ่นางน่าจะยืนจนขาปวดไปหมด เลยขมวดคิ้วบ่นกับสาวใช้ข้างกายตนเองด้วยเสียงแผ่วเบาว่า“เหตุใดจึงมาช้าเยี่ยงนี้!”
ไม่คาดคิดว่าเสียงระดับนี้ของนางจะดังก้องในเรือนหลักอันเงียบสงบจนทุกคนได้ยินชัดเจนแจ่มแจ้ง
นายหญิงใหญ่ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนเอ่ยติเตียนเบาๆ “อาหลวน น้องหญิงของเจ้าเดินทางมาไกลระหว่างทางย่อมล่าช้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เจ้าจะรีบร้อนไปไย”
ถ้อยคำเหมือนจะลำเอียงเข้าข้างสองพี่น้องตัวอักษรกลางชิงแต่เห็นชัดว่านางไม่เอ่ยนามของหยวนชิงชิวแม้แต่คำเดียว
อาหลวน ผู้เป็นคุณหนูรองที่โดนตำหนิจึงไม่กล้าพูดอีกต่อไปนางเพียงก้มศีรษะด้วยใบหน้าอับอาย พลางเอ่ยพึมพำเหมือนเสียงยุง “ท่านแม่ลูกผิดไปแล้วเจ้าค่ะ”
หลังจากนั้นไม่นานเกี้ยวของเยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอก็เคลื่อนเข้ามาช้าๆ จนถึงหน้าประตูคฤหาสน์สกุลหยวน
ทว่าประตูหลักของคฤหาสน์สกุลหยวนกลับไม่เปิดออกเยี่ยนเจาเจาขมวดคิ้วแต่ไม่เอ่ยคำใด
หนานหมิงเหอรู้ว่าฐานะของนางสมควรเดินเข้าประตูหลักสกุลหยวนแต่ยามนี้อาศัยชายคาคนอื่น จดบัญชีไว้คิดทีหลังก็ไม่สาย
หน้ามือจับประตูหัวสิงห์มีคนในอาภรณ์หรูหราสิบกว่าคนนั่งอยู่เมื่อเห็นเกี้ยวของเยี่ยนเจาเจามา พวกเขาจึงนำเกี้ยวไปเข้าประตูข้างทิศพายัพ
เหล่าคนหามยกเกี้ยวเดินไประยะธนูหนึ่ง[3] ตอนจะเลี้ยวโค้งก็หยุดแล้วผละออกไปก่อนที่รอบข้างจะมีเด็กรับใช้ที่สวมเสื้อผ้าเป็นระเบียบเรียบร้อยสี่ห้าคนเข้ามาเปลี่ยนมือเพื่อยกเกี้ยวขึ้นใหม่และหามไปจนถึงสุดปลายทางตรงหน้าซุ้มประตูฉุยฮวาเหมิน[4]
เหล่าเด็กรับใช้ถอยออกไปอย่างคนที่ได้รับการฝึกฝนมาเข้มงวดจากนั้นบ่าวหญิงชราที่เดินตามรอบเกี้ยวก็เข้ามาเลิกม่านเพื่อให้เยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอลงจากเกี้ยว
หนานหมิงเหอยังคงไม่ยอมปล่อยเยี่ยนเจาเจาไว้ในมือโหม่วโหมวอบรมต่างฝ่ายต่างยืนคุมเชิงกันครู่หนึ่งสุดท้ายบ่าวชราคนนั้นก็นำทางเข้าประตูฉุยฮวาเหมินเหมือนเดิม
สองข้างทางเป็นระเบียงทางเดินร่มรื่นโดยมีประตูห้องเชื่อมอยู่เบื้องหน้าหลังอ้อมผ่านฉากกั้นไม้พะยูงหอมขนาดใหญ่และเดินต่ออีกสามห้องโถง ก็มาถึงโถงใหญ่เรือนหลักสกุลหยวน
มีเด็กรับใช้หญิงใส่ชุดสีแดงเขียวหลายคนนั่งอยู่บนขั้นบันไดเมื่อเห็นพวกเขามาถึงก็รีบยิ้มแย้มเดินมาหา พอพบว่าหนานหมิงเหอมีใบหน้าหล่อเหลางดงามไม่ธรรมดาหน้าสะสวยจึงพลันแดงก่ำอย่างอดไม่อยู่
เหล่าบ่าวชราเปิดม่านประตูเชิญหนานหมิงเหอกับเยี่ยนเจาเจาเข้าไป
เยี่ยนเจาเจาได้ยินเสียงจ้อกแจ้กจอแจข้างหูเบาลงฉับพลันก็รู้ว่าตนน่าจะมาถึงเรือนหลักแล้วนางจึงดึงสาบเสื้อของหนานหมิงเหอเพื่อบอกให้เขาวางตนเองลง
เยี่ยนเจาเจามองปราดทุกคนในเรือนหลักรอบหนึ่งคิดว่าอย่างไรก็เป็นครอบครัวคนสนิทของท่านแม่กับท่านป้าตนและมีใจเลื่อมใสศรัทธาต่อผู้อาวุโสหยวนมู่อย่างยิ่ง นางจึงระงับความรู้สึกอึดอัดไม่สบายแล้วค่อยๆ ยอบตัวคารวะนายหญิงแต่ละคน
หลังจากเหลือบมองแวบเดียวเยี่ยนเจาเจาก็รู้ว่าสกุลหยวนสมกับเป็นตระกูลใหญ่นับร้อยปีพวกอสรพิษร้ายในลานเรือนล้วนเจนจัดทั้งนั้น
หากเป็นครอบครัวทั่วไประหว่างทางก็ควรมีโหม่วโหมวอบรมแนะนำเยี่ยนเจาเจาว่าผู้อาวุโสทุกท่านในบ้านมีใครบ้างแต่วันนี้ไม่มี จึงชัดเจนว่าต้องการให้เยี่ยนเจาเจากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ทว่านางเคยเจอมาทุกรูปแบบแล้วหากอยากเห็นนางอับอายก็ต้องประเมินกำลังของตนเองด้วย!
แต่อย่าให้นางรู้เลยว่าใครแอบเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลังเพราะคนเหล่านี้คงจะรับไม่ไหวกับวิธีการของเยี่ยนเจาเจาอย่างแน่นอน
เมื่อเยี่ยนเจาเจาสังเกตเห็นสตรีผู้สุขุมนุ่มลึกที่สุดในห้องนางก็แยกออกทันทีว่านั่นคือนายหญิงใหญ่หลินซื่อ ส่วนคนหน้าตาดีทว่าดูอารมณ์ร้ายก็เห็นชัดว่าเป็นนายหญิงรองเมิ่งซื่อผู้มีชาติกำเนิดสูงส่งและคนที่ใบหน้าเบิกบานมีความสุขอีกฝั่ง ต้องเป็นนายหญิงสามจางซื่อผู้ที่สู้สองบ้านของฮูหยินเอกไม่ไหว
หลังจากนางใคร่ครวญรอบหนึ่งแล้วได้ข้อสรุปก็คารวะทันทีปากเอ่ยทักทายโดยไม่ผิดพลาดสักนิด จนใบหน้าเมิ่งซื่อที่รอดูละครสนุกถึงกับชะงักค้าง
เมื่อใบหน้าเปลี่ยนไประดับตำแหน่งของนักเล่นหมากรุก[5] ก็ประจักษ์ชัด
เยี่ยนเจาเจายิ้มเยาะในใจแต่ไม่แสดงบนใบหน้า
หนานหมิงเหอเองก็คารวะตามเยี่ยนเจาเจา
หลังจากแสดงความเคารพทุกคนจึงเชิญเยี่ยนเจาเจาลงนั่งนายหญิงใหญ่คนนั้นกวักมือเรียกเจาเจาให้ไปนั่งข้างกายนาง โดยหยวนหยางฮุยผู้เป็นบุตรชายฮูหยินเอกที่เคยเป็นคนโตก็ได้ลุกขึ้นสละที่นั่งให้เยี่ยนเจาเจา
เดิมทีเจาเจาก้มศีรษะลงอยู่ตลอดคนรอบกายเลยไม่เห็นใบหน้าของนาง ทว่าตอนนี้เมื่อนางเหยียดหลังตรงเดินไปข้างกายนายหญิงใหญ่จึงทำให้ทุกคนลมหายใจติดขัดขึ้นมา
บนโลกยังมีสาวงามที่ตรงตามบรรทัดฐานเช่นนี้ด้วยหรือ?
เยี่ยนเจาเจาเห็นเต็มสองตาว่าคุณหนูใหญ่หยวนอีเฉี่ยวที่อยู่ข้างกายตนมีสีหน้าฝืดเฝื่อนแต่นายหญิงใหญ่ข้างๆ กลับจูงมือเยี่ยนเจาเจาไปอย่างสนิทสนม พลางถามนางว่าปกติทานยาอะไร
หากเยี่ยนเจาเจาบอกไปก็จะเป็นการยืนยันว่าเด็กกำพร้าหยวนชิงจ้าวคนนี้ป่วยร่างกายอ่อนแอและชื่อเสียงทางภาคใต้คงเสียหาย นายหญิงใหญ่ช่างดีดลูกคิดเก่งเสียจริง
ทว่าเยี่ยนเจาเจากลับไม่สนใจสิ่งเหล่านี้สักนิดนางกล่าวลวกๆ เพียงสองประโยค ก่อนจะขยับเข้าใกล้หยวนอีเฉี่ยว แล้วถามว่าเหตุใดสีหน้าดูไม่ดีเยี่ยงนี้
หยวนอีเฉี่ยวได้ยินเช่นนั้นก็อึดอัดเก้อกระดากจนนายหญิงสามที่มองอยู่เกือบหลุดหัวเราะออกมาก่อนที่นายหญิงสามจะลุกขึ้นพลางยิ้มอ่อนช้อยแล้วเอ่ยว่า “ต้าเกอเอ๋อร์[6] เหตุใดเจ้ายืนอยู่ตรงนั้นคนเดียวเล่าฮุยเกอเอ๋อร์ช่างไม่รู้จักต้อนรับพี่ชายเอาเสียเลย! ไม่เหมือนจวินเกอเอ๋อร์ของแม่เป็นเด็กดีที่สุดเจ้าไปคุยกับพี่ชายใหญ่ของเจ้าสิ”
นายหญิงสามกล่าวจบก็ดันบุตรชายคนสุดท้ายที่ซุกอยู่บนตักตนเองให้เข้าไปพูดคุยกับหนานหมิงเหอ
เชิงอรรถ
[1] กางเกงซ่ง หมายถึงกางเกงผ้าสองชั้นของหญิงสาวชาวซ่ง ชั้นแรกจะเป็นกางเกงผูกตรงกลางเอวส่วนชั้นนอกเป็นกางเกงผ่าข้างแบบพลิ้ว
[2] เสื้อคลุมเป้ยจื่อ หมายถึงเสื้อคลุมยาว แขนเสื้อตรงคล้ายแขนกระบอก ส่วนหน้าของเสื้อมีกระดุมสองแถว ชายเสื้อปล่อยยาวตรงลงมาระดับเข่าหรือเลยไปจนถึงข้อเท้าตัวเสื้อผ่าด้านข้าง
[3] ระยะธนูหนึ่ง หมายถึงระยะทางที่ธนูดอกหนึ่งสามารถไปถึง คือประมาณ 120 ถึง 150 ก้าว
[4] ประตูฉุยฮวาเหมิน หมายถึงประตูกลางหรือประตูแขวนดอกไม้ในภาษาจีนซึ่งเป็นประตูด้านในเรือนสี่ประสานที่แยกเรือนชั้นในกับเรือนชั้นนอก
[5] ระดับตำแหน่งของนักเล่นหมากรุกหมายถึง หน่วยวัดระดับทักษะของนักเล่นหมากรุกที่อิงตามฝีมือ มีทั้งหมด 9 ขั้น ยิ่งฝีมือดีเท่าไหร่ ระดับก็จะสูงตามนั้น
[6] เกอเอ๋อร์ หมายถึง พี่ชายเอาไว้เรียกเด็กผู้ชายในเชิงเอ็นดู ปกติจะเรียกชื่อตามด้วยเกอเอ๋อร์ “ต้าเกอเอ๋อร์” ในบริบทนี้จึงเป็นการเรียกบุตรชายคนโต