“แต่ดูเหมือนมันจะได้ผลอยู่นะตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนจะสนใจเธอขึ้นมาแล้วล่ะ”
อลิสที่ได้ยินก็แน่นิ่งไปใบหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม
“บ้า!”
หญิงสาวร้องออกมาหยิบฟืนที่มีไฟติดอยู่ขว้างใส่การินเต็มแรงแล้ววิ่งหนีเข้าไปในป่า
การินหลบได้อย่างหวุดหวิด
“อะไรกันเนี่ย”
แต่จากนั้นเขาก็หัวเราะออกมา
การินรออีกพักใหญ่ก็เห็นอลิสเดินกลับมาที่เดิมหญิงสาวนอนลงโดยหันหลังให้เขา ชายหนุ่มนอนลงที่อีกฝั่งของกองไฟ
ทั้งคู่ไม่กลัวว่าจะมีสัตว์ร้ายเข้ามาแถวนี้เพราะพวกมันย่อมไม่กล้าเข้าใกล้ลำธารตรงนี้ที่มีกลิ่นอายของสัตว์ร้ายระดับเมืองอยู่
พอรุ่งเช้าอลิสตื่นขึ้นมาก็พบว่าการินหายไปหญิงสาวขมวดคิ้วแต่ไม่นานก็เห็นชายหนุ่มเดินออกมาจากป่าพร้อมกับผลไม้หลายอย่างเมื่อเห็นอลิสมองมาเขาก็ถามจี้จุดทันที
“เลิกเขินแล้วเหรอ?”
อลิสหน้าแดงเล็กน้อยไม่พูดอะไรเดินไปหยิบเอาแอบเปิ้ลสีแดงมาจากมือเขาลูกหนึ่ง
อาหารเช้าของวันนี้เป็ผลไม้ที่การินเก็บมาจากนั้นทั้งคู่ก็ออกเดินต่อโดยครั้งนี้การินไม่ได้เดินตามหลังอีกแต่เดินเคียงข้างอลิส
เดินไปสักพักอลิสในสภาพสวมผ้าคลุมก็ถามขึ้น
“นายอยู่ระดับเมืองจริงเหรอ?”
การินที่มีท่าทางสดชื่นกว่าทุกครั้งยิ้มออกมา
“ใช่รอยประทับฉันตื่นขึ้นเมื่อครึ่งปีก่อนจริงแต่ผ่านไปแค่สัปดาห์เดียวฉันก็เลื่อนเป็ระดับหมู่บ้าน จากนั้นเดือนกว่า ๆก็เป็ระดับเมืองคิดว่าอีกไม่นานฉันก็คงกลายเป็ระดับอาณาจักร”
อลิสชะงักั้แ่คำว่าสัปดาห์เดียวเป็ระดับหมู่บ้านแล้วเธอมองการินคล้ายจะจับพิรุธแต่ก็ไม่พบอะไรแล้วก็ไม่มีเหตุผลที่ชายหนุ่มต้องโกหกด้วย
ตัวเธอถูกขนานนามให้เป็ผู้มีรอยประทับที่มีพร์ที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมื่องกลาซิสรอยประทับตื่นขึ้นได้เดือนเดียวก็เลื่อนเป็ระดับหมู่บ้าน ผ่านไปอีก 3เดือนเป็ระดับเมือง นับั้แ่เธอเป็ระดับเมืองก็ผ่านมาเกือบปีแล้วเธอรู้สึกว่าอีกไม่นานก็จะเป็ระดับอาณาจักรได้ ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
แต่ถ้าที่การินพูดเป็ความจริงเธอเทียบเขาไม่ติดแม้แต่น้อย
“แล้วนายมีพลังอะไรที่ช่วยในการเหาะหรือเปล่า?”
เธอถามเพราะส่วนมากผู้มีรอยประทับระดับเมืองจะมีพลังที่ช่วยให้เหาะเหินเดินอากาศได้มาเรียมี เธอเองก็มี
โดยไม่ใช้ปากตอบการินที่เดินอยู่เคียงข้างเธอค่อย ๆ ลอยขึ้นอย่างเงียบงัน
“ฉันไม่รู้สึกถึงอะไรเลย”
“ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันแต่ดูเหมือนรอยประทับของฉันมันจะมอบพลังที่‘เป็ธรรมชาติ’ให้ ตอนที่รอยตื่นขึ้นใหม่ ๆรู้สึกแค่ว่าร่างกายตัวเองมีพละกำลังมากกว่าผู้มีรอยประทับในระดับเดียวกันพอเป็ระดับหมู่บ้านก็รู้สึกว่าปริมาณพลังในรอยประทับมันมีมากกว่าคนในระดับเดียวกันพอเป็ระดับเมืองก็รู้สึกว่าตัวเองสามารถเหาะได้โดยที่ไม่ต้องใช้พลังในรอยประทับเลยถ้าสังเกตดูจะเห็นว่ารอยประทับอันนี้ไม่ได้ให้พลังที่เป็รูปธรรมให้เลยแม้แต่อย่างเดียวบางทีนี่อาจเป็สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวฉันกลมกลืนกับธรรมชาติก็ได้”
มองการินที่ลอยตัวลงอลิสพยักหน้าเห็นด้วยกับที่เขาพูด
“ตอนที่เราเจอกับสัตว์ร้ายตัวนั้นฉันอาจจะต้องให้นายช่วยสัตว์ร้ายระดับเมืองทั่วไปไม่มีทางส่งผลกระทบต่อสิ่งรอบข้างได้มากขนาดนี้แน่บางทีมันอาจใกล้เป็ระดับอาณาจักรแล้ว”
การิน‘อืม’ออกมา เงียบสักพักก็ยิ้มกล่าว
“ในเมื่อพวกเรา‘สนใจ’กันก็ควรจะทำความรู้จักกันให้มากขึ้นหน่อยอย่างน้อยก็น่าจะเล่าเื่ของตัวเองให้อีกฝ่ายฟัง ดีไหม?”
อลิสชำเลืองมองชายหนุ่มพยายามทำสีหน้าให้ปกติ
“ฉันเกิดในปี1243 เป็ลูกสาวคนแรกและคนเดียวของท่านพ่อกับท่านแม่เพราะครอบครัวเราสนิทกับตระกูลมงกฎมรกตเป็พิเศษทำให้ฉันรู้จักกับมาเรียั้แ่ยังเด็กพวกเราสนิทกันมาก ฉันใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ ระหว่างนั้นก็มีคนในตระกูลคอยสอนหนังสือสอนทักษะการต่อสู้ และอื่น ๆ”
“จนกระทั่งก่อนหน้าวันเกิดอายุ24 ปีของฉันราว 3 เดือน รอยประทับในตัวฉันก็ตื่นขึ้น ่ 4เดือนแรกฉันประจำการอยู่เขตใต้พอฉันกลายเป็ผู้มีรอยประทับระดับเมืองก็ถูกย้ายไปเขตตะวันตกอยู่ที่นั่นเกือบปีฉันจึงถูกย้ายมาที่นี่เพื่อรับผิดชอบภารกิจกวาดล้างนี่แหละ”
เมื่อเล่าจบเธอก็หันไปมองการิน
“เอ่อตาฉันสินะ ฉันเกิดปี 1245 เป็ลูกชายคนรองเพราะอยู่กับตายายตลอดเลยไม่รู้อะไรเกี่ยวกับครอบครัวฝั่งพ่อมากนานครั้งพวกท่านถึงจะมาหา อย่างที่เธอน่าจะรู้รอยประทับฉันตื่นขึ้นเมื่อครึ่งปีก่อนแต่เพิ่งจะรายงานให้ทางเมืองรู้เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว”
การินกล่าวพลางควานหาน้ำเต้าใส่น้ำในถุงผ้า
“ไม่ใช่ว่าถูกจับได้หรือ?”
อลิสประท้วงขึ้นเบาๆ
การินยักไหล่ดื่มน้ำจากน้ำเต้าใส่น้ำ เมื่อเก็บน้ำเต้าใส่ถุงผ้าเรียบร้อยจึงถามขึ้นอย่างงง ๆ
“เราเหาะไปจะเร็วกว่าไหม?”
อลิสปรายตามองเขากล่าวเสียงเ็า
“ถ้านายรีบนักก็ได้”
พูดจบอุณหภูมิรอบกายของอลิสพลันสูงขึ้นก่อนที่ร่างของเธอจะลอยขึ้นแล้วพุ่งไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
การินกระพริบตาปริบแล้วทำหน้าคล้ายเข้าใจอะไรบางอย่าง
“อยากอยู่ด้วยกันนานๆ ก็ไม่บอก”
พึมพำจบชายหนุ่มก็เหาะตามหญิงสาวไปด้วยความเร็วไม่แพ้กันในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ทั้งคู่ก็มาถึงทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่ รัศมีน่าจะไม่ต่ำกว่า 3กิโลเมตร
เมื่อมองในมุมสูงทั้งสองพบว่ามีแม่น้ำแยกออกมาจากทะเลสาบ 4 สายแม่น้ำแต่ละสายก็แตกออกมาเป็ลำธารอย่างที่พวกเขาเจอ ทุกอย่างนี้รวมกันดูเผิน ๆคล้ายกับรากต้นไม้เป็อย่างมาก
กึ่งกลางของทะเลสาบมี‘เกาะ’เล็ก ๆ ที่พอให้ปลูกบ้านสักหลังอยู่บนเกาะนี้ไม่มีต้นไม้ขึ้นแต่เป็หนามแหลมสีดำนับสิบชูชันสู่ท้องฟ้าและยังมีบางส่วนที่อยู่ใต้น้ำ เมื่อมองผ่านน้ำใสแจ๋วลงไปก็จะพบอะไรสักอย่างที่ขดตัวกลมอยู่ใต้น้ำร่างกายครึ่งหนึ่งจมลงไปในดิน มีตระไคร่น้ำขึ้นเต็มตัว
“เอาไง?”
การินกล่าวพร้อมมองไปที่‘เกาะ’
ตอนนี้การินกับอลิสลอยตัวอยู่บริเวณเกือบกึ่งกลางของทะเลสาบและรู้ได้ทันทีว่าเป้าหมายของพวกเขาอยู่ที่ไหน
อลิสครุ่นคิดเล็กน้อย
“ฉันจะไปสู้กับมันดูก่อนถ้าฉันสู้ไม่ได้นายค่อยเข้าไปช่วยแล้วกัน”
โดยไม่รอยคำตอบจากชายหนุ่มบรรยากาศรอบตัวหญิงสาวพลันร้อนระอุ เธอพุ่งไปที่ใจกลางทะเลสาบยกมือข้างหนึ่งขึ้นฟ้า
เปลวเพลิงสีส้มเกือบแดงปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าก่อนจะขยายขนาดเป็บอลเพลิงขนาดใหญ่เท่าบ้านพักของการิน
อลิสตวัดมือไปทาง‘เกาะ’ บอลเพลิงพุ่งไปที่หมายอย่างรวดเร็ว
บึ้ม!
ชี่!
โฮก!
เสียงะเิของลูกไฟเสียงระเหยของน้ำ และเสียงคำรามดังขึ้นไล่เรียงกัน
การินมองไปยังที่ที่บอลเพลิงะเิไม่กระพริบตา
เมื่อไอน้ำเริ่มจางลงที่กลางทะเลสาบก็เผยให้ร่างกายขนาดมหึมาของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง
มองปราดแรกดูคล้ายกบทว่าด้านหลังของมันมีหนามแหลมสีดำมากมายราวกับเม่นบริเวณส่วนหัวเหนือดวงตามีเขาคล้ายเขาวัว ิัดำเมี่ยมมีตะไคร่น้ำเกาะเต็มไปหมด
ในเสี้ยววินาทีที่มันปรากฏตัวมวลน้ำในทะเลสาบรอบตัวลอยขึ้นก่อนจะแปรเปลี่ยนรูปร่างเป็เข็มขนาดเท่าเสาบ้านนับสิบ ๆ แท่ง
เข็มน้ำลอยตัวขึ้นแล้วพุ่งเข้าใส่อลิสจากทุกทิศทาง
อลิสสยายมือทั้งสองข้างออกเปลวเพลิงก่อตัวขึ้นรอบกายหญิงสาวแล้วล้อมรอบเธออย่างสมบูรณ์ มองดูจากไกล ๆคล้ายกับดวงอาทิตย์ขนาดย่อม
เมื่อเข็มน้ำพุ่งชนเข้ากับม่านเพลิงก็ระเหยไปโดยไม่ได้แตะแม้แต่ปลายเส้นผมอลิส
ม่านเพลิงสลายไปอลิสพบว่ากบหนามทมิฬตัวนั้นหายไปจากจุดเดิมแล้วด้วยร่างกายอันใหญ่โตของมันทำให้ไม่ต้องเสียเวลาหานานหางตาของอลิสเหลือบไปเห็นว่ามันอยู่หางจากจุดเดิมไปหลายร้อยเมตร
ตอนนี้กบหนามทมิฬกำลังยืนอยู่บนผิวน้ำได้โดยไม่จมิัของมันผุดของเหลวออกมาเล็กน้อยตลอดเวลา มันคำรามออกมาเผยให้เห็นฟันแหลมคมราวกับฟันหมาป่า
สิ้นเสียงคำรามน้ำในทะเลสาบพลันเดือดพล่านคล้ายถูกต้มทว่าทั้งการินและอลิสกลับััได้ถึงไอเย็นะเืที่ลอยขึ้นมา
บนผิวน้ำปรากฏควันสีเขียวอ่อนก่อนจะเข้มขึ้นเรื่อย ๆ จนเกือบเป็สีดำ
การินเข้าใจบางสิ่งได้ในทันที
“พิษของมันไม่ได้ร้ายแรงเท่าไหร่แต่เพราะการสะสมเป็เวลานานทำให้มันรุนแรงขึ้นสินะอีกทั้งมันยังสามารถบงการพิษที่เคยปล่อยออกมาได้ด้วยการที่เรามาสู้กับมันที่ทะเลสาบของมันเ้ากบนี่ก็เหมือนกึ่งระดับอาณาจักรแล้วล่ะ”
อลิสชูมือขึ้นฟ้าเปลวเพลิงประทุขึ้นจากความว่างเปล่าอีกครั้งจากนั้นกลุ่มเพลิงสีส้มเกือบแดงเริ่มควบแน่นจนกลายเป็หอกเพลิงเล่มหนึ่งแม้กระทั่งการินที่อยู่ห่างจากหญิงสาวไปหลายร้อยเมตรยังรู้สึกร้อนลวกหน่อย ๆ แล้ว
หญิงสาวตวัดมือไปยังตำแหน่งที่กบหนามทมิฬยืนอยู่หอกเพลิงทำการหมุนควงสว่านด้วยความเร็วสูงแล้วพุ่งเข้าใส่กบหนามทมิฬ
กบหนามทมิฬคำรามขึ้นอีกครั้งหนามบนหลังของมันหลุดออกจากร่างจนเกือบหมดหนามสีดำขนาดเท่าเสาบ้านเหล่านี้ลอยมาหยุดอยู่ด้านหน้าเ้ากบ หมอกเขียวเข้มแทบดำสนิทกรูกันเข้ามาที่หนามเ่าั้
ขณะที่หอกเพลิงพุ่งเข้ามาใกล้หนามสีดำพ่นของเหลวสีดำออกมาจากปลายแหลมของเหลวสีดำก่อตัวเป็โล่ป้องกันให้กับกบหนามทมิฬซึ่งตอนนี้ไร้หนาม
เมื่อหอกเพลิงปะทะเข้ากับโล่พิษทมิฬเกิดเสียง‘ชี่’ขึ้นก่อนที่หอกเพลิงจะหลอมรวมเข้ากับพิษทมิฬโดยไม่เกิดอะไรขึ้น
อลิสเหาะมาหยุดอยู่ข้างการิน
“เราถอยก่อนดีกว่าถ้าเป็ปกติฉันน่าจะจัดการมันได้ แต่นี่เป็อาณาเขตของมันพิษที่มันสะสมไว้น่าจะไม่ต่ำกว่า 10 ปี และอีกอย่างฉันก็แพ้ทางมันด้วย”
เธอกล่าวพลางเหลือบมองไปยังแม่น้ำทั้งสี่สายซึ่งมีหมอกควันลอยสีดำลอยขึ้นเหมือนที่เกิดกับทะเลสาบหมอกเหล่านี้กำลังลอยมุ่งหน้าไปยังจุดที่กบหนามทมิฬยืนอยู่
การินมองไปยังจุดที่กบหนามทมิฬอยู่ซึ่งตอนนี้ถูกกลบทับไปด้วยหมอกดำหนามแหลมยังคงดูดซับหมอกเ่าั้เข้าไปเรื่อย ๆ ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก
“รอก่อนฉันคิดว่าเราน่าจะทำความสะอาดทะเลสาบพร้อมกับจัดการเข้ากบนี่ได้”
อลิสชำเลืองมองชายหนุ่มแล้วอยู่เฉยๆ รอดูว่าเขาจะทำอย่างไร