หลังจากแลนซ์จัดการเงาหายนะรูปร่างงูไปทั้งสองตัว จอมเวทสิบห้าคนและไอช่าต่างมารายล้อมเขาทันที หนึ่งในนั้นมีคนที่าเ็อยู่ พวกจอมเวทจึงใช้เวทช่วยกันรักษา
“ขอขอบคุณที่มาช่วยเหลือเราค่ะ” ไอช่ากล่าว “ดิฉันมีนามว่าไอช่า เป็นักบวชตำแหน่งอาร์คบิชอป (Archbishop) แห่งศาสนจักรมาริก้า ไม่ทราบว่าเธอชื่ออะไร หนุ่มน้อย”
แลนซ์รู้สึกแปลกๆที่เจอหญิงสาววัยรุ่นเรียกเขาว่าหนุ่มน้อย ก่อนจะนึกได้ว่าตัวเองในตอนนี้เป็เด็กอายุเพียงสิบสองปี อีกอย่าง คงเพราะอีกฝ่ายเป็นักบวชชั้นสูงระดับผู้ปกครองเขตเหมือนขุนนางด้วยล่ะมั้ง
“ผมมีนามว่าแลนซ์” แลนซ์กล่าวกับไอช่า “ผมเป็จอมเวทจากเทือกเขาอัฟราน่ะครับ”
“เทือกเขาอัฟรา” ไอช่าทวนคำของแลนซ์ “เทือกเขาที่กั้นระหว่างทวีปแอตลาส และทวีปของคนตายหรือคะ”
“ถ้าทวีปของคนตายที่ว่ามาคือทวีปปาร์ซีล่ะก็ ผมกับท่านอาจารย์อยู่บนยอดเขาที่กั้นสองทวีปล่ะ”
ทวีปปาร์ซี คือชื่อเรียกทวีปของคนตายเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน ทวีปนั้นเป็ทวีปที่ให้กำเนิดหายนะสีดำ และอาณาจักรนับสิบในทวีปนั้นต่างล่มสลายในเวลาต่อมา ทำให้ในเวลานี้บนโลกเหลือเพียงสามทวีปเท่านั้น คือไกอา แอตลาส และิ
“งั้นหรือคะ มีจอมเวทที่อาศัยอยู่ในที่ๆคาดไม่ถึงด้วย” ไอช่ากล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “อาจารย์ของเธอชื่ออะไรหรือจ๊ะ”
“ท่านมีนามว่าเรเทียน่ะ” แลนซ์โกหกคำโต อาจารย์ที่ว่าไม่มีอยู่จริง ทั้งชื่อและที่อยู่เขาสมมติเอาเองทั้งหมด
“เรเทียหรือ ไม่คุ้นชื่อจอมเวทคนนี้เลยนะ” ไอช่ากล่าว “อาจารย์ของเธอคงจะเป็จอมปราชญ์สินะ เก็บตัวไม่ยุ่งกับโลกภายนอก และน่าจะมีฝีมือสูงส่ง ดูจากลูกศิษย์ก็รู้แล้ว”
“น่าเสียดายที่ท่านสิ้นชีพไปแล้วน่ะครับ” แลนซ์ตัดบทเพื่อจะได้ไม่ต้องสีบสาวถึงจอมเวทที่เขาแต่งขึ้นมาเอง “อาจารย์ผมท่านถูกหายนะสีดำลอบโจมตี ผมเลยลงจากเขามาเพื่อหวังจะแก้แค้นพวกมันให้หมดน่ะครับ ตอนนี้อยู่ระหว่างเดินทาง”
“ฉันโชคดีสินะ ที่เธอเดินทางมาได้จังหวะพอดี” ไอช่ากล่าว “หากไม่รังเกียจ เชิญนั่งรถม้าไปพลางพูดคุยกันไปพลางดีไหมจ๊ะ พวกเรากำลังจะไปเมืองบลูฟิชน่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นรบกวนด้วยครับ”
แลนซ์ยิ้มพลางพยักหน้าต้อนรับคำชวน พลางนึกในใจว่าเป็ไปตามแผน หากอีกฝ่ายเชื่อเขาสนิทใจ เขาก็จะสามารถขอให้อีกฝ่ายใช้อำนาจของศาสนจักรออกป้ายฐานะได้ง่ายขึ้น
เนื่องจากรถม้าเสียหายจากการจู่โจมของหายนะสีดำ พวกจอมเวทและแลนซ์จึงเสียเวลาซ่อมแซมรถม้า ก่อนที่แลนซ์ ไอช่า และจอมเวทชายและหญิงสองคนที่สละม้ามาเทียมรถจะขึ้นไปนั่งด้วยกัน
อันที่จริงแลนซ์สามารถใช้เวทซ่อมแซมซ่อมสิ่งของได้ แต่เนื่องจากเวทซ่อมแซมสิ่งประดิษฐ์หรือสิ่งของที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาตินั้นใช้ได้ยากกว่ามาก และกินพลังมานาสูงมากกว่าเวทรักษาถึงห้าเท่า จึงทำให้แลนซ์ไม่คิดจะใช้ เพราะมันอาจจะสะดุดตาและเด่นเกินไป
“ว่าแต่วิชาเวทของพ่อหนุ่มเป็วิชาอะไรหรือ” จอมเวทหญิงในชุดคลุมสีชมพูกล่าวถามด้วยความอยากรู้ “เหมือนเวทธาตุแสงเลย แต่เวทธาตุแสงปกติจะเด่นด้านรักษามากกว่านะ”
“นั่นสิ” จอมเวทชายในชุดคลุมสีเทากล่าว “วิชาธาตุแสงที่ใช้โจมตีหายากมากๆเลยล่ะ ฉันอยากรู้เสียแล้วสิ ว่ามันคือเวทอะไร”
“หายากขนาดนั้นเลยหรือครับ” แลนซ์กล่าวพลางแสร้งยิ้มแบบคนไม่รู้ประสา ความจริงแล้วเวทแสงของเขามีพื้นฐานมาจากเวทรักษาและเสริมพลังทั่วๆไป แต่ทว่าเมื่อมันผสมผสานกับพลังจิตของเขา ย่อมกลายเป็เวทที่มีพลังทำลายอันร้ายกาจ
“นั่นสิ เวทอะไรหรือ” ไอช่าเองก็กล่าวถาม “ปกติเวทธาตุแสงจะเน้นรักษาและสนับสนุน รวมถึงถอนคำสาป หายากนะที่จะมีใครใช้เวทแสงโจมตี ช่วยบอกชื่อวิชาเวทให้พวกเราทีได้ไหม”
“ท่านอาจารย์ไม่เคยบอกชื่อมันน่ะครับ ท่านบอกแค่ว่าศาสตร์แห่งเวทนั้นหลากหลายและไม่ตายตัว ไม่ควรยึดติดกับรูปแบบหรือลักษณะของพลังเวท” แลนซ์กล่าวพลางทำสีหน้าลำบากใจ อันที่จริงเขาไม่คิดว่าจะถูกถามลึกขนาดนี้ จึงยังไม่ทันได้ตั้งชื่อพลังเวทของตัวเอง
“แบบนี้นี่เอง” จอมเวทชายกล่าว “มิน่าล่ะถึงถนัดเวทมากกว่าหนึ่งประเภท น่านับถือจริงๆ อาจารย์ของพ่อหนุ่ม”
หลังจากนั้นไอช่าก็ถามข้อมูลเกี่ยวกับแลนซ์หลายอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่จะถามถึงประวัติรวมถึงชีวิตความเป็มาของเขา แน่นอนว่าแลนซ์อ้างว่าตัวเองเป็เด็กกำพร้าที่อาจารย์เก็บมาเลี้ยงและฝึกฝนเวทให้ พวกเขาอาศัยอยู่ในป่า ด้วยความที่แลนซ์ไม่เคยเข้าเมือง จึงทำให้เขาไม่มีป้ายฐานะ
“ลำบากแย่เลยนะ” จอมเวทสาวกล่าว “หากไม่มีป้ายฐานะ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนเถื่อน และการขอป้ายก็ไม่ใช่เื่ง่ายๆเสียด้วยสิ”
“เื่ป้ายน่ะไม่ใช่ปัญหาหรอกค่ะ” ไอช่ากล่าว “ดิฉันมีธุระกับเ้าเมืองโคลสันพอดี จะลองเจรจากับเขาให้ออกป้ายฐานะให้หนูแลนซ์ ในฐานะพลเมืองของศาสนจักรมาริก้าแล้วกัน”
ในยามปกติที่ไม่ได้มีศึกา การออกป้ายใหม่สามารถออกที่ไหนก็ได้ ถ้ามีหลักฐานรองรับ หรือข้าราชการและขุนนางระดับสูงของอาณาจักรนั้นให้การรับรอง
“ขอบคุณครับ” แลนซ์กล่าว “แบบนี้จะให้ผมตอบแทนยังไงดี อุตส่าห์ช่วยเหลือผมหลายอย่างเลย”
“ทางนี้ต่างหากล่ะคะ ที่กำลังตอบแทน” ไอช่ากล่าว “บางทีดิฉันอาจไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ได้ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือจากหนูแลนซ์”
หลังจากนั้นรถม้าก็จอดกลางศาลาทำการของเ้าเมือง ส่วนม้าของจอมเวทอีกกว่าสิบตัวถูกนำไปไว้ที่คอกม้า
ไอช่าและคณะผู้ติดตามซึ่งเป็จอมเวทเดินเข้าไปในศาลา ที่ห้องประชุมใหญ่เตรียมโต๊ะและเก้าอี้ไว้รองรับพวกเขาทั้งหมดแล้ว
หัวโต๊ะประชุมด้านในของห้อง มีชายฉกรรจ์อายุประมาณสี่สิบปีในชุดสูทสีเทานั่งอยู่ ผมของเขาสีดำแซมเทาบ่งบอกว่ามีอายุ ส่วนดวงตานั้นเป็สีชมพู บ่งบอกถึงชาติพันธุ์ของตระกูลวัลไคเรีย
เขาคือมาเกรฟ โคลสัน วัลไคเรีย เ้าเมืองบลูฟิชนั่นเอง
“พวกเรากำลังจะเตรียมกองกำลังทหารไปช่วยคนของศาสนจักรพอดีเลย” โคลสันกล่าว “แต่ดูเหมือนว่าจะไม่จำเป็แล้วสินะ”
“ทางเราได้จอมเวทน้อยอัจฉริยะช่วยไว้น่ะค่ะ” ไอช่ากล่าวพลางผายมือไปทางแลนซ์ “เขามีนามว่าแลนซ์ เนื่องจากปัญหาบางประการ หลังจากคุยกันเสร็จแล้ว เราจะขอให้ท่านช่วยออกป้ายฐานะทองแดงให้เขาด้วย”
“ไม่มีปัญหา” โคลสันกล่าว “ถ้าอาร์คบิชอปแห่งศาสนจักรให้การรับรอง ทางเราคงไม่ต้องตรวจสอบอะไรมากแล้วล่ะ”
ไอช่าก้มหัว ก่อนที่เธอจะนั่งลงที่หัวโต๊ะฝั่งตรงข้าม ส่วนจอมเวทคนอื่นๆทยอยนั่งที่นั่งที่เหลือ แลนซ์นั้นนั้งโต๊ะที่ใกล้กับไอช่าที่สุด
เขาอาจคิดไปเอง แต่ดูเหมือนว่ามาเกรฟโคลสันจะจ้องมองเขาเป็พิเศษ ราวกับว่ารู้จักเขา ก่อนที่โคลสันจะหันไปมองไอช่าที่กำลังจะเริ่มอธิบาย
“ตามข้อตกลงระหว่างอาณาจักรบลูสกายกับศาสนจักรมาริก้า ได้ตกลงเอาไว้ว่าจะให้เราตั้งโบสถ์ได้หนึ่งแห่งเพื่อเป็การเจริญสัมพันธไมตรี ข้าได้รับคำสั่งทางจดหมายจากคาร์ดินัลแม็กซิมัส ให้มาหาท่านค่ะ ใต้เท้า”
“ท่านจะเลือกเมืองบลูฟิชของเราเป็ที่ตั้งโบสถ์สินะ อาร์คบิช็อปไอช่า” โคลสันกล่าว
“ใช่ค่ะใต้เท้า เนื่องจากเดินทางสะดวก ไม่ไกลจากทวีปแอตลาส และเมืองบลูฟิชมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง เราจึงตัดสินใจจะสร้างโบสถ์ที่นี่ค่ะ”
“เกรงว่าคงจะไม่ได้” โคลสันกล่าวพลางถอนใจ “จะสร้างที่ไหนก็สร้างไป แต่ห้ามสร้างที่เมืองนี้”
“เพราะเหตุใดกันคะ” ไอช่ากล่าวด้วยความสงสัย “หรือทางเราล่วงเกินอะไรท่านไป ได้โปรดบอกมาเถอะค่ะ”
“พวกเธอรู้หรือยัง ว่าพิธีอัญเชิญผู้กล้าล้มเหลว” โคลสันกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็ป “แต่ถึงอย่างนั้นาาแห่งบลูสกายก็ไม่โทษโบสถ์ หรือโทษเหล่าจอมเวท แต่เขากลับโทษหญิงสาวที่ให้เืในพิธีอัญเชิญ...ใช่แล้วล่ะ หญิงสาวคนนั้นคือเ้าหญิงแอนนา หลานของข้าเอง”
“ข้าไม่เคยทราบเื่นี้เลยค่ะ ใต้เท้า” ไอช่ากล่าว “ข้านั้นไม่ได้เข้าร่วมพิธีด้วย ท่านคาร์ดินัลไม่ได้พูดอะไรนอกจากสิทธิในการตั้งโบสถ์”
หัวใจของแลนซ์หล่นวูบ เมื่อรู้ว่าแอนนากำลังเดือดร้อน เขาไม่เคยคิดเลยว่าการหลบหนีออกมาของเขา จะทำให้เื่มันใหญ่โตขนาดนี้
“ให้ข้าช่วยไหมคะ” ไอช่ากล่าว “ข้ายินดีช่วยเหลือเื่นี้ค่ะ ใต้เท้า”
“เปล่าประโยชน์” โคลสันกล่าว “คาร์ดินัลแม็กซิมัสเดินทางกลับไปแล้ว ท่านคิดว่าตัวท่านมีอำนาจเปลี่ยนพระทัยฝ่าา หรือทำให้พระองค์เชื่ออย่างนั้นหรือ ต่อให้แอนนาไม่มีความผิด แล้วทางเราจะกล่าวโทษว่าศาสนจักรทำพิธีพลาดได้อย่างไร”
ไอช่าก้มหน้านิ่ง จริงอย่างที่อีกฝ่ายว่า เ้าหญิงแอนนาซึ่งมีผลประโยชน์และความขัดแย้งทางการเมืองน้อยที่สุด ย่อมถูกเลือกเป็เหยื่อสังเวยในความผิดพลาดครั้งนี้
แลนซ์รู้สึกโกรธที่แอนนาไม่ได้รับความเป็ธรรม เพียงเพราะเธอสร้างผลกระทบทางการเมืองน้อยที่สุด กล่าวโทษได้ง่ายสุด จึงถูกตัดสินว่ามีความผิด เขารู้สึกเกลียดอาณาจักรบลูสกายยิ่งกว่าเดิม เมื่อรู้แบบนี้
“ไม่ทราบว่านางจะได้รับโทษอะไรครับ จากการอัญเชิญผู้กล้าล้มเหลว” แลนซ์เผลอเอ่ยถามออกมาโดยไม่ตั้งใจ ทำเอาทั้งสองคนหันมามองเขาเป็สายตาเดียว
“ปะากลางแจ้งน่ะสิ” โคลสันกล่าว “มีข่าวมาจากในวัง ว่าหากเ้าหญิงแอนนาไม่สามารถหาตัวผู้กล้าเจอภายในหนึ่งอาทิตย์ นางจะต้องตาย ไอ้าาเอ็กซ์ตัสก็เฮงซวย ไม่คิดห้ามเมียตัวเองเลยสักนิด อัญเชิญไม่สำเร็จแล้วมันจะไปเจอตัวผู้กล้าได้ยังไงกัน”
แลนซ์กัดฟันแน่น เขาพยายามซ่อนสีหน้าโกรธเอาไว้ ก่อนจะตัดสินใจนิ่งเงียบอีกครั้ง
“ช่างน่าสงสารจริงๆ” ไอช่ากล่าว “การอัญเชิญย่อมมีการล้มเหลว แต่กลับมาโทษผู้หญิงตัวเล็กๆแบบนี้ มันไม่ไร้เหตุผลไปหรือคะ”
“หยุดพูดเถอะ อาร์คบิชอป” โคลสันกล่าว “ข้าไม่อาจทนคุยกับคนของโบสถ์ได้มากกว่านี้แล้วล่ะ หากไม่มีการอัญเชิญผู้กล้า ไม่มีศาสนามาริก้าเผยแพร่มาที่ทวีปนี้ หลานของข้าก็ไม่ต้องมาเคราะห์ร้ายแบบนี้”
“ดิฉันขออภัยจริงๆค่ะ” ไอช่ากล่าว “ไม่ว่ายังไงดิฉันก็จะไปพบกับาา เพื่อขอให้เขาพิจารณาเื่นี้อีกครั้งค่ะ ดิฉันจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้เลย”
ไอช่าลุกจากเก้าอี้ พลางโค้งคำนับให้แก่เ้าเมือง พวกเหล่าจอมเวทเองก็ทำเช่นกัน ก่อนที่ทุกคนจะพร้อมใจกันเดินออกไป
แลนซ์เองก็เดินตามไปเงียบๆ ในใจของเขาเต็มไปด้วยไฟโทสะ หากแอนนาเป็อะไรไปจริงๆเขาจะไม่มีวันให้อภัยบลูสกายเด็ดขาด
ที่หน้าต่างชั้นสอง โคลสันกำลังมองกลุ่มของไอช่าเดินออกไป ด้านหลังของโคลสันมีวาเนสซ่ายืนอยู่
“ท่านพ่อ ข้าพึ่งเคยเห็นท่านเสียความสุขุมเยือกเย็น และไล่แขกของเราทั้งอย่างนั้นเลยนะคะ”
“หากไม่ทำอย่างนั้น ก็คงสื่อไม่ถึงเขาน่ะสิ” โคลสันกล่าวพลางมองรูปวาดเหมือนที่แอนนาวาดขึ้นมา มันคือรูปภาพของแลนซ์นั่นเอง
“เหมือนกันมากเลยล่ะค่ะ” วาเนสซ่ากล่าว “ข้าล่ะใจริงๆ ที่มีคนที่หน้าเหมือนกับภาพวาดผู้กล้าขององค์หญิง”
“ข้าหวังว่าเขาจะช่วยแอนนานะ” โคลสันกล่าว “ข้าไม่รู้ว่าเพราะอะไร หรือทำไม แต่หากแอนนาเชื่อว่าเขาคือผู้กล้า ข้าก็จะเชื่อด้วย และข้าหวังว่าเขาจะช่วยนางให้พ้นจากการกลั่นแกล้งของบลูสกายในคราวนี้ รวมทั้งปกป้องนางตลอดไป ให้สมกับที่นางคาดหวังในตัวของเขา”