การประลองรอบ 8 คนสุดท้าย
เซี่ยปิงยืนอยู่บนสนามประลอง คู่ต่อสู้ของเขาในรอบนี้คือเกาเซิง อยู่ในระดับนักสู้ขั้นหก และยังเป็นหนึ่งในสิบอันดับแรกของโรงเรียนเมื่อปีที่ผ่านมา
นักเรียนที่รับชมการแข่งขัน ต่างพากันจับตาเฝ้าดูการต่อสู้ระหว่างทั้งสองฝ่ายอย่างใจจดใจจ่อ
“เซี่ยปิง!”
เกาเซิงมองเซี่ยปิงตาขวาง บีบหมัดในมือพร้อมกับพูดว่า “ฉันไม่รู้ว่าแกเอาชนะโจวไท่อันมาได้อย่างไร แต่จงอย่าคิดเอาลูกไม้สกปรกๆ ของแกมาใช้กับฉัน”
“ฉัน—เกาเซิง! ฝึกทักษะการต่อสู้ขั้นกลาง หมัดพยัคฆ์ทรราช หมัดของฉันอยู่เหนือกว่าคนที่แกเอาชนะมา และขอเตือนไว้ก่อน ถ้าแกประมาท หมัดของฉันอาจส่งแกลงจากสนามประลองได้โดยไม่รู้ตัว”
สีหน้าของเขาดูดุร้าย กล้ามเนื้อทั้งตัวนูนเด่นราวกับหล่อหลอมมาจากเหล็กกล้า ร่างเกาเซิงแผ่กลิ่นอายกดดันชวนให้ผู้คนผวาสั่น เหมือนดั่งพยัคฆ์ร้ายที่เพิ่งออกมาจากป่าลึก
ในความเป็นจริงแล้ว เขาไม่ได้โอ้อวดตนเองอย่างไร้เหตุผล แต่เป็นเพราะทักษะหมัดพยัคฆ์ทรราชนั้นทรงพลังไม่เป็นรองใครในโรงเรียน กระทั่งสงป้าเทียนก็ยังต้องก้มหัวลงให้กับพลังของหมัดนี้
ถึงแม้เซี่ยปิงจะเอาชนะโจวไท่อันมาได้ แต่เกาเซิงก็ยังมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าเขาจะไม่แพ้ใคร
“หมัดพยัคฆ์ทรราช ชื่อดูน่ากลัวใช้ได้”
ดวงตาของเซี่ยปิงเป็นประกายคมกล้า ยิ่งพลังของฝั่งตรงข้ามแข็งแกร่ง วิชานรกกลืนกินของเขาก็จะยิ่งได้รับการขัดเกลา หากพลังหมัดนั้นอ่อนแอ มันคงไม่มีประโยชน์กับเขาสักเท่าไหร่
สิ่งที่เขาต้องการในเวลานี้คือคู่ต่อสู้ที่มีพลังโจมตีแข็งแกร่ง!
เซี่ยปิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง แสดงสีหน้าเหยียดหยามแล้วพูดว่า “คำพูดอวดอ้างใครมันก็พูดได้ ก่อนหน้านี้โจวไท่อันก็พ่นน้ำลายคำใหญ่คำโตว่าเขาแข็งแกร่งเต็มประดา แต่เขาก็น่า….กลับโดนฉันปิดปากด้วยหมัดเดียวเสียได้”
“หมัดพยัคฆ์ทรราชทรงพลังก็จริง แต่ถ้านายไม่มีความสามารถมันก็ไร้ประโยชน์ ฉันได้ยินมาว่า มีบางคนที่ฝึกหมัดพยัคฆ์ทรราชให้เป็นหมัดแมวเหมียว แล้วนายละเป็นแบบนั้นหรือเปล่า”
ได้ยินเช่นนี้ เกาเซิงก็ระเบิดความโกรธออกมา เด็กคนนี้มีลิ้นเหมือนพิษร้าย หลังจากคุยได้ไม่กี่ประโยค หมัดพยัคฆ์ทรราชอันน่าเกรงขามของเขาถูกเปลี่ยนเป็นหมัดลูกแมวเหมียว
เขาที่เป็นถึงนักสู้ขั้นหก กลับถูกดูหมิ่นว่าฝึกทักษะหมัดเพียงเพราะมันดูน่ารักได้อย่างไร นี่คือความอับอายครั้งใหญ่ในชีวิตของเขาเกาเซิง
“ในเมื่อแกรนหาที่ตายขนาดนี้ ฉันจะช่วยสนองให้!”
อาจารย์ผู้ตัดสินประกาศเริ่มการประลอง เกาเซิงกระโดดพุ่งเข้าไปราวกับพยัคฆ์ร้าย เขากำหมัดแน่น กล้ามเนื้อทุกส่วนแข็งเกร็ง พลังปราณแผ่พุ่งออกมาจากร่างอย่างท่วมท้น
จากนั้นเขาก็ต่อยหมัดที่อาบท่วมด้วยพลังปราณมหาศาลออกไป
เซี่ยปิงไม่แม้แต่จะขยับตัวหนี เหมือนเจตนาปล่อยให้หมัดของเกาเซิงกระทบปะทะร่างของเขาโดยตรง
“ทำไมไอ้เด็กเวรนี่ถึงไม่หลบล่ะ หรือมันอยากตายมากขนาดนั้น” เกาเซิงตกใจ แต่ตอนนี้ไม่สามารถถอนพลังของเขากลับมาได้
ตึ๊ง!
หมัดของเขาปะทะกับหน้าอกของเซี่ยปิงอย่างบ้าคลั่ง พลังปราณจากหมัดแผ่กระจายไปทั่วสารทิศ ทันใดนั้นเกิดเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้ายเขย่าภูเขาสะเทือนผืนป่า บริเวณสนามประลองทั้งหมดเกิดแรงสั่นไหวราวกับจะพังทลายลง
“เสียดายจริงๆ ฉันคิดว่าไอ้เด็กเวรที่เอาชนะโจวไท่อันมาได้จะเป็นคู่ประลองที่สูสีกว่านี้” เกาเซิงมองไปบนฟ้าและถอนหายใจยาวๆ “แต่มันดันเป็นคนโง่คนหนึ่ง หมัดแค่นี้ก็หลบไม่ได้ กลับยืนนิ่งให้ฉันลงหมัดใส่ไปเต็มๆ ดูแล้วเขาคงต้องพักฟื้นเกือบห้าเดือน หรือไม่ก็เฉียดฉิวกับช่วงสอบเข้าสถาบัน”
“หยุดทำไมละ รีบต่อสิเร็ว”
เซี่ยปิงยืนอยู่ที่เดิม เขาใช้ทักษะการป้องกันนรกกลืนกินรับการโจมตีทั้งหมด รู้สึกได้ถึงพลังที่แข็งแกร่งกำลังไหลผ่านเข้ามาในร่างกายเขา และถูกขัดเกลาอย่างรวดเร็ว เขากำลังเพลิดเพลินกับช่วงเวลาแห่งความสุขจากการดูดซับพลัง อยู่ดีๆ เกาเซิงกลับหยุดทุกอย่างลง เขาจึงรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
“หา….” เกาเซิงหน้าตาตื่นเมื่อได้ยินเสียงของเซี่ยปิง “บ้าน่า เป็นไปได้ยังไงกัน ทำไมไม่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแล้วล้มไปนอนกองอยู่กับพื้นล่ะ”
ตามเหตุและผลแล้ว หลังจากโดนหมัดของเขา ไอ้เด็กเวรนี่จะต้องมีบาดแผลสาหัสแสดงให้เห็นสิ
“ด้วยพละกำลังเท่าปลายเล็บแค่นี้ของนาย ยังมีหน้าให้ฉันกรีดร้องล้มนอนกองกับพื้นด้วยความเจ็บปวดอย่างนั้นเหรอ” เซี่ยปิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูหมิ่น “ฉันบอกนายไปแล้วว่า หมัดของนายเป็นแค่หมัดแมวเหมียว ไม่เห็นเหมือนหมัดพยัคฆ์ทรราชอะไรสักกะผีก ใช้แสดงความน่ารักยังพอได้ ”
คำพูดของเซี่ยปิง ช่วยจุดชนวนความบ้าคลั่งของเกาเซิงได้เป็นอย่างดี เขาตะโกนออกมาด้วยความโกรธ “เป็นไปไม่ได้ ทุกคนที่โดนหมัดของฉันล้วนล้มฟุบกับพื้นกรีดร้องอย่างเจ็บปวด ฉันไม่เชื่อ ฉันไม่เชื่อ” เขายอมรับความจริงที่เกิดขึ้นไม่ได้
ความโกรธของเกาเซิงปะทุขึ้นสุดขีด เขากำหมัดแน่นและต่อยอัดไปที่ร่างเซี่ยปิงราวกับพายุคลั่ง
ปัง ปัง ปัง!!!
หมัดแต่ละชุดดังสะท้านราวกับเสียงลั่นระฆังยามเช้าย่ำกลองยามเย็น การโจมตีของเกาเซิงนั้นรุนแรงก็จริง แต่ว่าเซี่ยปิงยังคงยืนไพล่หลังอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยน
ในชั่วระยะเวลาเกือบหกนาที เกาเซิงไม่รู้ว่าเขาได้ต่อยไปกี่หมัดแล้ว อาจจะร้อยหมัด สองร้อยหมัด หรือกระทั่งสามร้อยหมัดก็เป็นไปได้ แต่ในท้ายที่สุดเขาก็ไม่สามารถฝากรอยขีดข่วนไว้บนร่างกายของเซี่ยปิง ตรงกันข้าม ไอ้เด็กเวรนี่กลับแสดงท่าทางเพลิดเพลินเสพสมกับความสุขตรงหน้า
‘เกาเซิงผู้นี้ สมควรได้รับการขนานนามว่าเป็นคนที่มีพละกำลังแข็งแกร่งที่สุดในโรงเรียน พลังหมัดแต่ละหมัดอาจมีพลังไม่ต่ำกว่าสามพันกิโลกรัม และด้วยพลังของเขาจึงทำให้ร่างกายของฉันหลอมรวมพลังที่ตกค้างในร่างไปจนหมด คนๆ นี้เป็นคู่ซ้อมที่ดีจริงๆ’
เซี่ยปิงรู้สึกได้ถึงพลังปราณแท้ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จุดตันเถียนอัดแน่นไปด้วยพลังปราณแท้ที่ขยายใหญ่ขึ้นอีกหลายเท่าตัว นอกเหนือจากนี้ เขายังสัมผัสได้เล็กน้อยว่า เขาใกล้จะทะลวงเส้นลมปราณเส้นที่หก และเลื่อนระดับการฝึกฝนเป็นนักสู้ขั้นหกในอีกไม่นาน
“ว่าแต่ทำไมพลังปราณถึงน้อยลงอีกแล้วละ”
เซี่ยปิงพบจับสังเกตได้ทันทีว่า การโจมตีของเกาเซิงเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ จนในที่สุด พลังหมัดเกาเซิงอ่อนแอเกินกว่าจะดูดซับมาใช้กับร่างกายของเขาได้
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะร่างกายของเซี่ยปิงแข็งแกร่งขึ้นจนทำให้พลังหมัดของเกาเซิงเบาลง อีกอย่างคือโอสถทองคำในร่างกายเขาได้ถูกหลอมรวมโดยสมบูรณ์ ดังนั้น เขาต้องใช้โอสทองคำอีกครั้งแล้วใช้วิธีนี้ช่วยกลั่นและหลอมมันเข้ากับร่างกาย
“ดูเหมือนว่าวันนี้เราจะไปต่อไม่ได้แล้ว” เซี่ยปิงรู้ดีว่า หากดูดซับการโจมตีของเกาเซิงต่อไปเรื่อยๆ เขาก็ไม่มีทางพัฒนาความแข็งแกร่งไปมากกว่านี้ได้
ส่วนเกาเซิงตอนนี้เริ่มหายใจไม่ทันก่อนฟุบลงไปกับพื้น สายตาที่มองเซี่ยปิงฉายให้เห็นถึงความสิ้นหวัง “เป็นไปไม่ได้! โดนหมัดของฉันไปสามร้อยหมัดแต่ไม่เป็นอะไรเลย แกมันปีศาจชัดๆ”
“จะให้ฉันบอกอีกกี่ครั้ง ว่าหมัดของนายน่ะเหมือนหมัดแมวเหมียว” เซี่ยปิงไขว้มือไว้ข้างหลัง วางมาดเหมือนยอดฝีมือระดับสูง “ต่อให้ฉันยืนอยู่อย่างนี้ทั้งวัน ผลลัพธ์ก็จะออกมาเหมือนเดิม”
“ปล่อยให้นายต่อยฉันไปหลายหมัดแล้ว หากไม่โต้ตอบเลยถือว่าเสียมารยาทเกินไป”
ปัง!
เซี่ยปิงต่อยเข้าไปเต็มหน้าอกของเกาเซิงอย่างไร้ความปราณี เสียงกระแทกเหมือนกับอุกกาบาตที่ตกใส่พื้นดิน พลังของมันรุนแรงมาก
“อ่า!”
เกาเซิงส่งเสียงที่น่าสมเพชออกมาทันที บริเวณซี่โครงและอกซ้ายโดนแรงกระแทกอย่างรุนแรง
เขาไม่สามารถต้านทานพลังนี้ได้ ร่างหลุดลอยออกไปนอกสนามประลอง สติสัมปชัญญะทั้งหมดดับวูบ