บทที่ 5 การเดินทางอันแสนไกล
รุ่งเช้า ณ เรือนตระกูลโม่ (เรือนช่างไม้เรืองชื่อ)
แสงรุ่งอรุณยามเช้าสาดส่องไปทั่วผืนฟ้าสีครามอ่อน ลำแสงแรกของวันส่องกระทบเกล็ดหิมะที่ร่วงโรยจากฟากฟ้า ส่องประกายวิบวับราวอัญมณีต้องแสง
ลมหนาวโชยพัดอย่างแ่เบา ทว่ากลับแทรกซึมลึกถึงกระดูก สร้างความหนาวเหน็บที่กัดกินร่างกายและจิตใจ
หน้าประตูเรือนตระกูลโม่ เกวียนม้าเก่าคันหนึ่งจอดเทียบอยู่ รอยล้อทิ้งร่องรอยไว้บนผืนหิมะขาวสะอาด บนเกวียนนั้นมีชายชราใบหน้าหยาบกร้าน ผิวกร้านแดด
เขาคือผู้นำหมู่บ้านที่อาสาจะพาโม่เฉินไปยังเมืองอวี้เฉิงในครั้งนี้ ั์ตาของเขาสงบนิ่ง ราวกับเข้าใจดีว่าเส้นทางที่เด็กหนุ่มตรงหน้ากำลังก้าวสู่ ไม่ใช่เพียงแค่ระยะทาง แต่คือการเริ่มต้นของโชคชะตาใหม่
โม่หลิงเทียน และโม่ซื่อเสวี่ย ยืนอยู่ข้างกันใต้ชายคาไม้ที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะบาง ๆ ทั้งสองสบตาเด็กหนุ่มตรงหน้า
ผู้ซึ่งกำลังจะเดินออกจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เงียบสงบแห่งนี้ไปสู่วิถีแห่งยุทธ์อันเต็มไปด้วยอันตรายและความท้าทาย
“โม่เฉิน...”
เสียงของโม่หลิงเทียนขาดห้วงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือด้วยความห่วงใยลึกซึ้ง
“หนทางนี้ยากลำบากและอันตราย ขอให้เ้าปลอดภัยนะ บุตรชายของข้า”
โม่เฉินยืนนิ่ง เขาไม่ใช่เด็กชายที่อ่อนแอเช่นวันวานอีกต่อไป ร่างสูงโปร่งของเขาบัดนี้เปี่ยมด้วยกล้ามเนื้อที่ได้จากการฝึกฝนอยากหนัก
ดวงตานิ่งสงบ แต่แฝงไว้ด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น
เขาพยักหน้ารับคำ
“ขอรับท่านพ่อ พวกท่านสบายใจได้ ข้าจะปลอดภัย และจะรอดกลับมา”
ข้างกายโม่หลิงเทียน โม่ซื่อเสวี่ยเบิกตากว้าง ริมฝีปากเม้มแน่น นางไม่กล่าวสิ่งใด เพียงรีบพุ่งเข้าไปกอดพี่ชายของตนอย่างแ่า น้ำตาแห่งความผูกพันและความกังวลไหลอาบแก้ม
โม่เฉินค่อย ๆ ยกมือขึ้นลูบศีรษะของนางอย่างแ่เบา
“เ้าก็เช่นกัน... รอข้ากลับมานะ”
เสียงสะอื้นเบา ๆ ดังขึ้นจากอกของโม่ซื่อเสวี่ย นางพยักหน้า ดวงตาแดงก่ำ
โม่เฉินหันกลับไปมองทั้งสองอีกครั้งราว้าจดจำภาพนี้ไว้ให้ชัดเจน ก่อนเอ่ยเบา ๆ
“ข้าไปก่อนนะ... ท่านพ่อ ซื่อเสวี่ย”
เด็กหนุ่มก้าวขึ้นเกวียนโดยไม่หันหลังกลับ มือจับด้ามดาบั์สีนิลแน่น ดาบเล่มนั้นคือของดูต่างหน้าบิดาผู้ที่เขาไม่เคยได้พบหน้า ทว่ากลับรู้สึกถึงสายใยบางอย่างที่ผูกพันกันไว้ตลอดมา
เกวียนเริ่มเคลื่อนไปช้า ๆ เสียงล้อบดหิมะดังแ่เบา ร่างของโม่เฉินค่อย ๆ ลับตาไปในม่านหิมะที่โปรยปราย ขณะที่สายตาของโม่หลิงเทียนและโม่ซื่อเสวี่ยยังคงมองตามราวไม่อาจตัดใจ
นี่คือการจากลา แต่ก็มิใช่จุดจบ หากคือก้าวแรกของโชคชะตา ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของโม่เฉินไปตลอดกาล
เขาโบกมืออำลาผู้เป็บิดา และน้องสาวของตน ขณะที่เกวียนม้ากำลังถูกบังคับให้เคลื่อนตัวด้วยท่านผู้นำหมู่บ้าน
⛰️⛰️ ⛰️
ณ หมู่บ้านสนแดง
กึบ! เอี๊ยด!!
เสียงฝีเท้าของม้าหนุ่มที่เหยียบย่ำลงบนพื้นหิมะอัดแน่น ผสานเข้ากับเสียงล้อเกวียนไม้เก่าที่เสียดสีกับผิวดินและกองเกล็ดหิมะ ดังก้องไปทั่วถนนสายหลักของหมู่บ้าน
เกวียนคันเล็กค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าไปในหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่คึกคักผิดกับหมู่บ้านไผ่ทมิฬที่โม่เฉินจากมาโดยสิ้นเชิง
สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าตั้งเรียงราย กลิ่นอายชีวิตของผู้คนหลั่งไหลออกมาจากทุกมุม
เสียงแม่ค้าะโเรียกลูกค้า เสียงหัวเราะของเด็กน้อยที่วิ่งไล่กันในซอกซอย เสียงฝีเท้าของนักเดินทางผู้แบกสัมภาระเต็มหลัง
เสียงกาน้ำเดือดที่ร้านชาใกล้ ๆ ล้วนหลอมรวมเป็บทเพลงแห่งชีวิตยามเช้าที่อบอวลด้วยกลิ่นอายของการเริ่มต้น
.
.
ในขณะที่เกวียนเคลื่อนผ่านกลางถนน กลิ่นอาหารหอมฉุยลอยมาแตะจมูก
กลิ่นบะหมี่ร้อน ๆ ที่เพิ่งลวกเสร็จ กลิ่นเนื้อย่างบนเตาถ่าน กลิ่นข้าวหอมที่กำลังถูกตักลงชามใหญ่
ทำให้กระเพาะของโม่เฉินร้องประท้วงเบา ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
ในที่สุดเกวียนก็มาหยุดลงหน้าหน้าโรงเตี้ยมหลังใหญ่ ที่หน้าประตูมีผู้คนหลั่งไหลเข้าออกอย่างไม่ขาดสาย
เสียงพูดคุยอื้ออึงดังลอดออกมาจากด้านใน คลุกเคล้าไปกับกลิ่นอาหารหอมกรุ่นที่อบอวลไปทั่วบริเวณ
ท่านผู้นำหมู่บ้านะโลงจากที่นั่งบังคับ พร้อมหันมากล่าวกับโม่เฉิน
“เรามาพักกันที่นี่สักครู่เถอะ เ้าออกเดินทางแต่เช้า คงหิวไม่น้อย”
โม่เฉินพยักหน้ารับเบา ๆ สายตาไล่สำรวจผู้คนรอบข้างด้วยความระมัดระวัง แม้จะเป็หมู่บ้านใหญ่ แต่ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าอันตรายซ่อนอยู่ที่ใด
เขาก้าวลงจากเกวียนด้วยท่าทีสงบ มือยังจับด้ามดาบั์ที่ห่อผ้าสีดำไว้แ่าก่อนที่จะสะพายที่ด้านหลัง
นี่คือ หมู่บ้านสนแดง ด่านแรกที่เขาจะต้องผ่าน ก่อนจะมุ่งหน้าสู่เมืองอวี้เฉิงซึ่งอยู่ห่างออกไปนับพันลี้ และนี่ คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่แท้จริง
ผ่านไปสักพัก หลังจากกินอาหารจนอิ่มท้องแล้ว เขาก็ได้ออกเดินทางต่อ
⛰️⛰️ ⛰️
ผ่านไปสามวัน ก็มาถึงด่านหน้าทางเข้าเมืองอวี้เฉิง
เส้นทางสู่เมืองอวี้เฉิงในยามสาย เต็มไปด้วยเกวียนน้อยใหญ่เรียงรายเคลื่อนตัวอย่างต่อเนื่อง
บ้างเป็เกวียนไม้ธรรมดาเก่าคร่ำ แต่ก็แลดูมั่นคง
บ้างหรูหราตกแต่งด้วยผ้าไหม ลวดลายทองคำและธงประจำตระกูลโบกสะบัดเหนือหลังคา บ่งบอกถึงฐานะและอำนาจของผู้โดยสารภายในอย่างชัดเจน
เสียงสนทนาอื้ออึงจากผู้เดินทางหลากหลายพื้นเพผสานกับเสียงกีบม้าและล้อเกวียนเสียดสีกับพื้น
ถนนที่ถูกเหยียบย่ำจนหิมะบางส่วนละลายกลายเป็โคลนตม เป็ภาพของชีวิตที่เคลื่อนไหวท่ามกลางกลิ่นไอของการแข่งขันและความหวัง
กำแพงเมืองสูงใหญ่ดูแข็งแกร่งและมั่นคง ทางด้านประตูเข้าเมืองอวี้เฉิง มีจุดตรวจสอบที่ตั้งอยู่ ทหารเวรยืนอยู่หลังโต๊ะไม้พร้อมทะเบียนเล่มหนา
ข้างกายมีทหารยามในชุดเกราะเหล็กยืนเฝ้าอย่างเคร่งครัด ใครที่้าเข้าสู่เมืองล้วนต้องหยุดตรวจเอกสาร บอกจุดประสงค์ และจ่ายค่าธรรมเนียม
.
.
กึบ! เอี๊ยด!!
เสียงเกวียนที่โม่เฉินโดยสารมาดังขึ้น ก่อนจะหยุดลงที่ข้างทาง ท่ามกลางแสงแดดที่เริ่มจางผ่านม่านหมอกหนาว
ท่านผู้นำหมู่บ้าน ซึ่งนั่งบังคับเกวียนมาตลอดทางหันมามองเด็กหนุ่มที่นั่งสงบอยู่ด้านหลัง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่เปี่ยมด้วยเมตตา
“เอาล่ะ... นี่ก็มาถึงเขตเมืองอวี้เฉิงแล้ว หากเข้าไปจ่ายค่าธรรมเนียมตรงหน้า เ้าก็จะสามารถเข้าสู่ตัวเมืองได้”
เขาหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนล้วงมือเข้าไปในเสื้อคลุมของตน และหยิบสิ่งหนึ่งออกมา เป็ เหรียญเงิน 15 เหรียญวางอยู่บนฝ่ามือ
แวววาวภายใต้แสงแดดอ่อน ๆ
“เ้าเป็เด็กดี ขยัน อดทน และกตัญญู ถึงแม้จะไม่มีเงินมากมาย แต่ก็จงรับไว้เถอะ ข้ามอบให้ด้วยใจจริง”
โม่เฉินเบิกตากว้างเล็กน้อย ความรู้สึกหลากหลายไหลทะลักเข้ามาในใจ เขาอยากปฏิเสธ แต่ก็รู้ดีว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ที่ทุกย่างก้าวต้องแลกด้วยเงินทอง
ขณะที่เขามีเพียง 48 เหรียญทองแดงติดตัว ซึ่งไม่อาจรู้เลยว่าจะเพียงพอสักแค่ไหนในเมืองแห่งนี้
เด็กหนุ่มค้อมศีรษะลงต่ำ เอ่ยเสียงจริงใจ
“ขอบพระคุณท่านผู้นำหมู่บ้านขอรับ หากวันใดข้ามีเงินมากพอ ข้าจะหาทางใช้หนี้คืนท่านให้ได้แน่นอนขอรับ”
ท่านผู้นำหมู่บ้านหัวเราะเบา ๆ สีหน้ายิ้มแย้มเต็มไปด้วยความยินดี ก่อนที่เขาจะกล่าวทิ้งท้าย
“จำไว้นะเ้าหนู เมืองใหญ่เต็มไปด้วยโอกาส แต่ก็แฝงอันตราย จงอย่าลืมสิ่งที่พ่อเ้าสอน และอย่าลืมว่าหมู่บ้านไผ่ทมิฬ ยังมีผู้คนที่เฝ้ารอการกลับมาของเ้าอยู่เสมอ”
โม่เฉินพยักหน้ารับ น้ำเสียงหนักแน่น
“ขอรับ!”
จากนั้นท่านผู้นำหมู่บ้านก้าวขึ้นเกวียนอีกครั้ง บังคับม้าหันกลับ แล้วเคลื่อนตัวหายลับไปตามถนนที่ปกคลุมด้วยหิมะ ทิ้งไว้เพียงโม่เฉินที่ยืนอยู่ลำพังเบื้องหน้าประตูเมืองอันยิ่งใหญ่
.
.
ผ่านไปสักพักก็มาถึงคราวของโม่เฉิน
เขาเดินตรงไปยังโต๊ะของทหารเวรที่ประจำการอยู่ ดวงตาของทหารนายหนึ่งมองเขาขึ้นลงอย่างคร่าว ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“มีสิ่งของติดตัวหรือไม่?”
โม่เฉินยังไม่ทันได้ตอบคำถามของทหารเวร เสียงะโดังกึกก้องก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“หลีกทาง! คุณหนูตระกูลสตาร์กำลังจะเข้าเมือง!”
เสียงนั้นเปี่ยมอำนาจและก้าวร้าว ดังกังวานไปทั่วประตูเมือง
ก่อนแรงะเืเล็ก ๆ จะส่งผ่านพื้นหิน ราวกับพื้นดินสั่นไหวอย่างอ่อน ๆ จากฝีเท้าหนักของขบวนที่กำลังใกล้เข้ามา
สายตาของผู้คนรอบประตูเมืองต่างหันขวับไปยังที่มาของเสียง แล้วทันใดนั้น สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้หลายคนถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
สัตว์อสูรขนาดใหญ่ปรากฏร่างออกมาจากม่านหมอกยามสาย มันมีลักษณะคล้ายเสือดำั์ แต่กลับแตกต่างอย่างน่าอัศจรรย์
ขนสีดำสนิทตลอดร่าง ประดับด้วยลวดลายสีเงินคล้ายดวงดารานับร้อยที่ส่องแสงระยิบระยับแม้อยู่ในแสงธรรมดา ราวกับมวลจักรวาลถูกสลักลงบนิัของมัน
สองดวงตาสีครามสว่างจ้องมองตรงไม่กะพริบ พลังลมปราณจากร่างมันแผ่ออกมาแ่เบา แต่แฝงไว้ด้วยพลังดิบมหาศาลที่แม้ไม่จู่โจมโดยตรง ก็ทำให้คนธรรมดาหลายคนรู้สึกขาอ่อนแรง
สัตว์อสูรตัวนั้นกำลังลากเกี้ยวหรูหราขนาดใหญ่ ซึ่งประดับด้วยผ้าไหมสีเงินและม่านบางโปร่งแสง ผูกด้วยโซ่ทองคำที่สลักลายกลุ่มดาว กลิ่นหอมจาง ๆ ของสมุนไพรชั้นสูงและกลิ่นอำพันบางเบาอบอวลออกมาจากภายใน
มันคือเกี้ยวของคุณหนูตระกูลสตาร์
ตระกูลใหญ่ผู้ทรงอำนาจแห่งเมืองอวี้เฉิง ที่ร่ำรวยทั้งพลังยุทธ์ ทรัพย์สิน
องค์รักษ์ชุดน้ำเงินเข้มที่นั่งอยู่ด้านหน้าของเกี้ยวเหลือบสายตาไปยังโม่เฉินที่ยืนอยู่ข้างหน้าทางเข้า ก่อนตะคอกอย่างไม่พอใจอีกครั้ง
“ไม่ได้ยินหรืออย่างไร! หลีกไป!”
โม่เฉินหันไปมองช้า ๆ ดวงตาเรียบนิ่งราวผิวน้ำในคืนไร้ลม ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ไร้ซึ่งความโกรธ แม้เพียงสักเสี้ยวแววตา
เขาไม่ตอบอะไร ไม่แม้แต่จะขยับกายหลบ
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดขึ้นทุกขณะ โม่เฉินเพียงแต่เดินไปยังทหารเวรเบื้องหน้า ยื่นเหรียญเงินหนึ่งเหรียญออกมาอย่างสงบ
ทหารผู้นั้นแม้จะดูหงุดหงิดจากแรงกดดันจากฝั่งตระกูลใหญ่ แต่เมื่อเห็นแววตาเรียบเฉียบของโม่เฉิน และสัมภาระเื้ัที่พันห่อด้วยผ้าดำ รูปร่างใหญ่โตคล้ายดาบั์ ก็ชะงักไปเล็กน้อย
เขารับเหรียญเงินมา รีบปั๊มตราเมืองลงบนแผ่นหยกเข้าเมืองของโม่เฉินทันที
“เรียบร้อย เข้าไปได้เลย” เสียงนั้นไม่แข็งกร้าวเหมือนกับที่พูดกับคนอื่นก่อนหน้า
โม่เฉินไม่หันกลับไปมองขบวนตระกูลสตาร์แม้แต่น้อย เพียงเดินเข้าเมืองไปอย่างเงียบงัน ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่เริ่มจับจ้องตามหลังเขา
ขณะที่เขาก้าวผ่านประตูเมือง เสียงหัวเราะเบา ๆ จากองค์รักษ์ด้านหลังก็ดังขึ้น
“หึ... เด็กจากบ้านนอก คิดว่ามีดาบใหญ่แล้วจะวางท่าได้หรือ?”
ทว่าไม่มีเสียงตอบรับจากโม่เฉิน ไม่แม้แต่การเหลียวหลัง
เพราะเขารู้ดี เส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์ ไม่ได้เริ่มต้นจากคำพูด หากแต่พิสูจน์ด้วยการกระทำ
ฟึ่บ!
แรงกดดันบางอย่างแผ่ซ่านเข้ามาในพื้นที่โดยรอบ อากาศที่เคยหมุนเวียนอย่างสงบกลับแ่า คล้ายถูกบีบอัดโดยพลังที่มองไม่เห็น
ลมปราณสายหนึ่งถูกปลดปล่อยออกมาจากด้านหลัง รุนแรงพอจะทำให้เศษฝุ่นบนพื้นลอยขึ้นจากพื้นหิน เส้นผมของผู้คนรอบข้างพลิ้วไหวผิดธรรมชาติ หลายคนหันไปมองด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
โม่เฉินหยุดเท้าโดยพลัน ััได้ถึงลมปราณที่พุ่งเข้ามาอย่างจงใจ
“เ้าเด็กนั่น!” เสียงเข้มจากองค์รักษ์ชุดน้ำเงินดังขึ้น
“เ้ายังไม่รู้หรือว่าการเมินเฉยต่อคำสั่งของตระกูลสตาร์เท่ากับดูิ่โดยตรง!”
พูดจบ ลมปราณในร่างเขาก็พุ่งขึ้นอีกระลอก มวลพลังระดับต้นของขอบเขตรวบรวมปราณแผ่กระจายออกมาราวกับคลื่นลมกลืนเมือง
ฟึ่บ!
โม่เฉินไม่หันหลังกลับ ดวงตาเรียบเฉียบ ค่อย ๆ แทรกลมหายใจลึกเข้าสู่จุดตันเถียนก่อนปลดปล่อยลมปราณอ่อน ๆ ออกมาจากร่างอย่างสงบนิ่ง
พลังลมปราณระดับ “ขอบเขตกำเนิดปราณ ระดับกลาง ขั้นสูง” ปรากฏขึ้นเป็คลื่นสีดำแดงที่ม้วนอย่างกราดเกี้ยว
ตึ้ง!!
พริบตาเดียว ลมปราณขององค์รักษ์ถูกผลักสะท้อนออกไปสองก้าว เสียงพื้นหินใต้เท้าแตกระแหงเล็กน้อย องครักษ์เซถลาไปหนึ่งจังหวะ ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็ตื่นตะลึง
“เป็ไปไม่ได้... แค่เ้าเด็กบ้านนอก กลับสามารถสะท้อนพลังของข้าได้?”
โม่เฉินยังคงไม่กล่าวอะไร ไม่แม้แต่เหลือบตามองกลับไป ร่างของเขาเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างสงบ ราวไม่รับรู้ว่าตนเพิ่งปะทะกับลมปราณของผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงกว่า
ผู้คนรอบข้างที่เห็นเหตุการณ์ ต่างเริ่มกระซิบกระซาบ
“เด็กนั้นเป็ใครกันแน่?”
“แบกดาบใหญ่มาเพียงเล่มเดียว แต่กลับสามารถสะท้อนลมปราณของคนจากตระกูลสตาร์”
องค์รักษ์ชุดน้ำเงินกำหมัดแน่น ดวงตาวาวโรจน์ แต่ไม่กล้าพุ่งเข้าใส่ตรง ๆ อีกแล้ว
และบนเกวียนหรูด้านหลัง ม่านผ้าบางสีเงินไหวเบา ๆ มีดวงตาคมคู่อยู่เื้ั จ้องมองโม่เฉินที่กำลังเดินห่างออกไป
น้ำเสียงแ่เบาและทุ้มต่ำของสตรีนางหนึ่งดังขึ้นจากภายในเกวียน
“น่าสนใจ การคัดเลือกคงตื่นเต้นไม่น้อย”
**********************************************************************
แผนผังเมืองอวี้เฉิง
