บทที่ ๔
รนหาที่ตาย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“บัวลูก เป็อะไรหรือเปล่า เห็นคุณภูริชเดินมาทางนี้บ้างไหม?”
“อุ๊ย! ค คุณภูหยุดก่อนเถอะค่ะ”
เธอผละตัวออกจากเขาและแต่งเนื้อแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนที่จะออกไปเปิดประตูให้กับผู้เป็ปู่
“เป็อะไรหรือเปล่า ฝนตกลงมาหนักจนเรือนใหญ่ฝั่งโน้นไฟดับ โชคดีที่เรือนเล็กฝั่งเราไฟไม่ดับนะ”
ปู่มิ่งถามหลานสาวที่เดินมาเปิดประตูเรือนให้ในทันที เธอกับปู่อยู่แยกกันคนละหลัง
“ป เปล่าจ้ะปู่ พอดีหนู...หนูเจอคุณภูริชแกเดินอยู่พอดี แล้วจู่จู่คุณภูแกก็หมดสติไปหนูเลยพามาที่นี่ก่อน จะเดินฝ่าฝนไปที่เรือนใหญ่คงจะไม่สบายกันก่อนพอดี ”
“อย่างนั้นหรอกเหรอ งั้นเดี๋ยวปู่ขอเข้าไปปลุกคุณภูเองแล้วกัน ให้นอนที่นี่กับใบบัวคงจะไม่ดี เดี๋ยวใครมาเห็นจะเข้าใจผิดกันได้”
ปู่มิ่งขมวดคิ้วมุ่นแล้วเดินเข้าไปภายในเรือนของใบบัวโดยที่ไม่ให้เธอได้บอกอนุญาตก่อน แต่ก็โชคดีที่เรือนร่างแกร่งไม่ได้มีเสื้อผ้าชิ้นไหนหลุดรุ่ยออก ก่อนที่จะออกไปเปิดประตูให้ปู่ใบบัวเช็คดีแล้ว
“คุณภูครับ.... คุณภู ตื่นเถอะนะครับ”
“อื้อ” ภูริชที่นอนหมดสติเริ่มขยับเปลือกตาขึ้นแล้วก็พบกับลุงมิ่งผู้ดูแลเรือนไทย
“ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง....”
ภูริชพยายามประคองสติตัวเองให้ตื่นขึ้นแล้วมองไปรอบๆ ที่แห่งนี้เป็เรือนไทยหลังเล็กมีเสื้อผ้าของหญิงสาวแขวนอยู่ที่ราวเล็กๆ ซึ่งเป็ราวไม้ ส่วนเตียงนอนที่เขานอนอยู่ก็มีผ้าปูที่นอนลายการ์ตูนสีชมพูหวานแหวว ที่นี่ต้องเป็ห้องนอนของผู้หญิงแน่แหละ
“พอดีใบบัวหลานสาวผมเจอคุณภูริชไม่สบายก็เลยพามาพักที่นี่ครับ แต่ผมว่าเดี๋ยวคุณภูไปพักที่เรือนใหญ่ดีกว่าอยู่ตรงนี้คงจะไม่เหมาะสม”
ภูริชเปรยตาไปมองหญิงสาวที่ชื่อว่าใบบัว เธอหน้าแดงซ่าน ทรงผมที่ถักเปียอยู่กระเซอะกระเซิงไม่เป็ทรงและก้มหน้ามองพื้นไม่สบตากับเขา
“ครับ...”
เขาพยุงตัวเองขึ้นแล้วมองชุดที่ตัวเองสวมใส่อยู่ตอนนี้...มันไม่ใช่ชุดของเขา
“แล้วนี่ผมมาใส่ชุดนี้อยู่ได้ยังไง”
จ้องมองลุงมิ่งอย่างตั้งคำถามสลับกับเด็กสาวคนนั้น
“เอ่อ คือคุณภูตากฝนจนตัวเปียกซ่กหนูก็เลยหาชุดมาเปลี่ยนให้ค่ะ”
ใบบัวรีบตอบคำถามเพื่อให้เขาได้คลายความสงสัย นี่แสดงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ภูริชจำอะไรไม่ได้เลยสินะ
“อย่างนั้นหรอกเหรอ...ยังไงก็ขอบคุณมากนะ ไปกันเถอะครับลุงมิ่ง เดี๋ยวผมต้องไปเดินดูรอบๆ งานอีกเดี๋ยวพรุ่งนี้พิธีก็จะเริ่มแล้ว”
“ครับคุณภู”
ใบบัวได้แต่จ้องมองแผ่นหลังกำยำนั้นเดินจากออกไป ดวงตาคู่สวยหลุบตาต่ำแฝงไปด้วยความเศร้า... นั่นสินะ เขากำลังจะเป็เ้าบ่าวของคุณแก้วกาญจน์นางเอกสาวชื่อดัง
อย่าเผลอใจไปชอบเขาเชียวใบบัว...เขามีเ้าของแล้ว คนตัวเล็กได้แต่หักห้ามใจตัวเอง
เช้าวันต่อมา
เต๊ง เตง เต๊ง ~
เสียงดนตรีไทยบรรเลงเพลงในเช้าวันงานแต่งบนเรือนไทย ใบบัวในวันนี้สวมชุดเดรสสีชมพูแขนเป็พุ่มฟูๆ แบบระบาย กระโปรงยาวเลยเข่าดูแล้วช่างน่ารักน่าเอ็นดู เป็ชุดเดรสแบบโบราณที่เธอตั้งใจไปซื้อมาไว้เพื่อใส่ในวันสำคัญของผู้เป็เ้านายเพราะปู่มิ่งบอกว่างานมงคลเช่นนี้จะต้องแต่งตัวให้เข้ากับพิธี ผมสีดำขลับถูกปล่อยยาวลงมาจนถึงเกือบกลางหลัง
“แเื่มากันเต็มเรือนแล้ว บัว! ไปช่วยในครัวเสิร์ฟน้ำดีกว่าไป”
ปู่มิ่งผู้ดูแลความเรียบร้อยอยู่ภายในงานเอ่ยบอกหลานสาวให้ไปช่วยในครัวเพราะตอนนี้คนเริ่มมาเยอะ ก็ยังงงอยู่ ในตอนแรกภูริชบอกว่าแขกไม่เยอะ...ไม่เยอะยังไงก่อน? คนล้นเรือนแล้วตอนนี้
“จ้ะปู่”
หญิงสาวตัวเล็กน่ารักเดินทอดกายช้าๆ ไปทางโรงครัว สำรับตอนเช้าที่เตรียมไว้ให้แขกมีทั้งอาหารไทยและอาหารฝรั่ง รวมไปถึงขนมไทยที่ถูกทำขึ้นอย่างปราณีต
แก้วกาญจน์ว่าที่ภรรยาของภูริช ในวันนี้เธอช่างดูสวยโดดเด่นกว่าใครหน้าไหน
“คุณแก้วสวยมากเลยนะคะวันนี้” สาวใช้คนสวยที่คอยดูแลความเรียบร้อยให้กับผู้เป็เ้านาย เธอมีชื่อว่าองุ่นซึ่งเป็สาวใช้รุ่นน้อง อยู่กับแก้วกาญจน์มาั้แ่เด็กเพราะพ่อแม่เธอก็ทำงานให้กับตระกูลของแก้วกาญจน์
“ไม่ขนาดนั้นหรอก...”
แก้วกาญจน์ยิ้มด้วยสีหน้าอ่อนโยน ในตอนนี้เธอรู้สึกเพลียเสียเหลือเกินไม่รู้ว่าร่างกายเป็อะไร
“สีหน้าดูไม่ดีเลยนะคะ เดี๋ยวคุณแก้วนั่งพักก่อนดีกว่าไหม”
องุ่นเห็นหน้าเ้านายสาวดูซีดเผือดผิดปกติทั้งที่แต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางแบบจัดเต็ม ลงคอร์สเ้าสาวแล้ว ผิวก็โบกทั้งตัวแต่ทำไมยังดูเหมือนกับคนไม่สบาย
“ไม่เป็ไรหรอก เดี๋ยวช่วยออกไปด้านนอกช่วยคุณูเารับแขกดีกว่า”
แก้วกาญจน์ในชุดไทยสไบเฉียงสีทองอร่ามพร้อมกับผมที่ถูกมวยเก็บอย่างสวยงามและติดเครื่องประดับสีทอง เธอสวมสร้อยทองและต่างหูทอง...เธอดูสวย หวาน สมกับเป็ดาราสาวชื่อดัง และเป็ถึงลูกหลานของท่านเ้าสัว
“แก้ว...วันนี้คุณสวยมากเลยนะ”
ภูริชในชุดโจงกระเบนสีทองพร้อมกับเสื้อแขนยาวสีครีมคอปกดูแล้วเข้ากับชุดของแก้วกาญจน์เดินเข้ามาหา งานนี้จัดเตรียมเอาไว้กันถึงสามชุด โดย่เช้าจะใส่เป็ชุดไทย ่บ่ายจะใส่เป็ชุดแต่งงานสีขาวและ่ค่ำที่จองโรงแรมเอาไว้ในตัวเมืองจะเป็่อาฟเตอร์ปาร์ตี้
“ขอบคุณนะคะ ภูเองก็ดูดีมากเลย”
“งั้นเดี๋ยวเราไปรับแขกด้านหน้ากันเถอะนะ แเื่มากันเยอะแยะแล้ว”
“ไปกันค่ะ...”
แก้วกาญจน์ควงแขนของภูริชเดินออกไปภายนอกเรือนก็พบกับผู้คนมากมาย จากที่ตอนแรกว่าจะจัดงานเล็กๆ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องเชิญผู้สื่อข่าว แต่ก็คัดเลือกมาเฉพาะสำนักใหญ่ๆ เพราะไม่อยากจะให้ภายในงานดูวุ่นวาย
“สวัสดีค่ะคุณหญิงมารศรี...ขอบคุณมากนะคะที่มาร่วมงานของเราสองคน”
“แหม งานแต่งของหนูแก้วกาญจน์หลานท่านเ้าสัวบุญทวีป้าก็ต้องมาร่วมงานอยู่แล้วสิคะ”
“ยังไงก็ขอบคุณมากเลยนะคะ”
เธอยกมือขึ้นไหว้อีกครั้งและส่งแขกให้เข้าไปยังภายในงาน
ภูริชจ้องมองหน้าเ้าสาวที่ดูเหมือนจะไม่สบายอยู่รอมร่อ
“คุณไหวหรือเปล่าแก้ว ทำไมสีหน้าดูไม่ดีเอาซะเลย”
“ไหวค่ะ เดี๋ยวดำเนินพิธี่เช้าเสร็จ่บ่ายก็จะเป็การกินเลี้ยงแล้ว”
“เดี๋ยวต้องให้ช่างเปลี่ยนชุดแต่งหน้าให้ใหม่อีก ไหวแน่นะ?”
ภูริชถามย้ำอีกครั้งด้วยความเป็ห่วงว่าที่ภรรยาสาว ชุดก็ต้องเปลี่ยนหน้าก็ต้องแต่งใหม่...ถ้าแก้วกาญจน์ไม่ไหวจริงๆ ภูริชก็จะให้เธอใส่ชุดนี้ทั้งวันจะได้ไม่ต้องเปลี่ยน
“ไหวสิคะ เลือกชุดไปแล้วยังไงก็ต้องใส่ครบ”
แก้วกาญจน์ยิ้มให้เขาเห็นว่าเธอสบายดี
พิธี่เช้าผ่านไปอย่างราบรื่นแต่ก็เต็มไปด้วยสีหน้าที่ซีดเผือดของเ้าสาว...เธอดูเหมือนคนไม่สบายอยู่ตลอดเวลา ขนาดตอนยิ้มก็ยังเหมือนฝืนยิ้ม
“องุ่น คุณแก้วไหวหรือเปล่านั่น ทำไมหน้าซีดเผือดขนาดนั้น?”
คุณหญิงกรกนกผู้เป็แม่ถามสาวใช้คนสนิทที่ยืนมองแก้วกาญจน์อยู่ไกลๆ ตอนนี้แก้วกาญจน์เปลี่ยนมาสวมชุดเ้าสาวราตรีบานฟูฟ่อง เธอควงแขนอยู่กับภูริชที่อยู่ในชุดทักซิโด้สีขาวสำหรับเ้าบ่าวที่ใช้ในพิธีแต่งงาน
“หนูก็เป็ห่วงอยู่ค่ะคุณหญิง ถามอยู่หลายรอบแล้วแต่ก็น่าจะสบายดี...”
องุ่นตอบไปอย่างนั้น แต่เธอก็รู้ดีว่าอาการของเ้านายสาวดูไม่ค่อยปกติ ยิ่ง่หลังๆ มานี้อาการก็ยิ่งย่ำแย่
“ไม่ได้การแล้ว ต้องให้ยัยแก้วมานั่งพักก่อน ไปเดินคุยกับแขกโต๊ะนั้นทีโต๊ะนี้ทีจะเป็ลมเอา”
คุณหญิงกรกนกไม่ฟังเสียงของสาวใช้แต่เดินเข้าไปหาลูกสาวกับว่าที่เ้าบ่าวในทันที
“ภูริชจ๊ะ ให้ยัยแก้วพักสักแป๊บดีกว่านะแม่ว่า หน้า ซีดเซียวไปหมดแล้ว”
ภูริชมองหน้าของเ้าสาวพร้อมกับยกมือแกร่งขึ้นมาไล้เข้าที่กรอบหน้าสวย
“ผมบอกแก้วให้พักแล้ว แต่ก็ดื้อไม่ยอมไปพักครับคุณแม่”
“แก้ว...ไปพักในห้องนอนก่อนเถอะนะลูก เดี๋ยวแม่จะช่วยรับแขกคุยกับแขกในงานให้เองนะ”
“ก็ได้ค่ะ...”
แก้วกาญจน์เมื่อเห็นว่าว่าที่สามีและแม่ต่างก็คะยั้นคะยอให้เธอขึ้นไปพักเธอจึงไม่อาจเถียงต่อไปได้
เรือนร่างสวยในชุดเ้าสาวฟู่องถูกพาตัวเข้ามาพักภายในห้องนอนในเรือนไม้หลังใหญ่ที่ถูกตกแต่งประดับประดาไปด้วยความโบราณ
“ที่นี่น่าจะเก่าแก่มากเลยนะคะคุณแก้ว...”
องุ่นที่เข้ามาภายในห้องด้วยกันพาเ้านายสาวนั่งลงบนเตียง ส่วนเธอก็ขยับตัวไปนั่งบนเก้าอี้ไม้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งพร้อมกับมองไปรอบๆ ... รู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
“เก่าแก่สิ เรือนไม้สมัยโบราณั้แ่กี่ร้อยปีมาแล้วก็ไม่รู้...เป็เรือนบรรพบุรุษของคุณภูริชน่ะ”
“ดีนะคะเนี่ยที่คุณแก้วตัดสินใจไม่มาใช้ชีวิตหลังแต่งงานที่นี่ ไม่รู้คุณภูคิดยังไงถึงชวนย้ายมาอยู่ที่นี่...ดูน่ากลัวจะตาย”
องุ่นพูดพร้อมกับยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองอย่างรู้สึกหวาดกลัวในบรรยากาศ ทั้งที่เป็งานมงคลผู้คนมากมายแต่ก็ยังดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูกอยู่ดี
“อย่าพูดอย่างนั้นให้คุณภูได้ยินเชียวนะองุ่น เดี๋ยวเขาโกรธตายเลย”
แก้วกาญจน์รู้นิสัยของว่าที่สามีดีว่าไม่ชอบให้ใครมาพูดถึงเรือนไม้หลังนี้ด้วยความคิดลบๆ เช่นนั้น
“แหม ก็แค่พูดไปตามความจริงล่ะค่ะ”
“เธอออกไปเอาน้ำมาให้ฉันสักแก้วดีกว่า...เพลียมากเลยไม่ได้ทานอะไรั้แ่เช้า”
เพราะตื่นมาแต่งหน้าแต่งตัวั้แ่เช้ารวมถึงยังต้องเดินไปรับแเื่โต๊ะนั้นโต๊ะนี้ คุณหญิงคุณชายมากมายต่างก็มาร่วมงาน ไหนจะเพื่อนในวงการบันเทิงอีก
จากตอนแรกว่าจะแต่งงานจัดงานเพียงเล็กๆ แต่สุดท้ายก็บานปลายไม่เล็กเลยจริงๆ ...
“งั้นเดี๋ยวหนูขอไปหาอาหารในครัวมาให้คุณแก้วดีกว่านะคะแล้วก็น้ำด้วย มัวแต่เดินรับแขกอยู่อย่างนี้เดี๋ยวจะเป็ลมเป็แล้งไปซะเปล่าๆ”
“โอเค ขอบใจจ้ะ”
องุ่นเปิดประตูออกไปด้านนอกเหลือเพียงแก้วกาญจน์คนเดียวที่นั่งอยู่บนเตียง เธอรู้สึกเพลียจนอยากจะหลับเหลือเกิน
‘หึๆๆ มึงรนหาที่ตายจริงนะอีแก้ว’
เสียงหัวเราะอันแสนจะเยือกเย็นดังขึ้น แก้วกาญจน์ใอย่างสุดขีดที่ได้ยินเสียงนี้ ภาพที่เธอเห็นอยู่ตรงหน้าทำเอาหญิงสาวช็อคจนรู้สึกหายใจไม่ทัน
“ก แกเป็ใคร!”
‘มึงจำกูไม่ได้รึ อีแก้ว!’
“ฉันไม่เคยรู้จักแก!”
แก้วกาญจน์ตอบโต้ไปทั้งที่ตัวเองยังหายใจหอบแรงจนแทบจะมองภาพตรงหน้าไม่ไหว
หญิงสาวตัวขาวซีดในชุดโจงกระเบนเก่าๆ กับผ้าคาดเกาะอกดูแล้วไม่งามตา ทรงผมดอกกระทุ่มดูยุ่งเหยิง เนื้อตัวเปียกโชกไปทั้งกาย
ใบหน้าจากที่ตอนแรกสวยหวาน...บัดนี้กลายเป็ดวงตาคู่สวยนั้นบุ๋มลึกลงไปเป็สีดำ
“กะ กรี๊ดดดดดด!!”