แสงไฟหน้ารถยุโรปคันหรูของธนากรค่อย ๆ ดับลงหน้าคอนโดมิเนียมของยี่หวา ทิ้งไว้เพียงแสงสลัวจากเสาไฟฟ้าข้างทางที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวดูเป็ใจจนน่าขนลุก ยี่หวาพยายามรวบรวมสมาธิที่กระเจิดกระเจิงจากการจ้องมองหน้าคนขับมาตลอดทาง เธอปลดเข็มขัดนิรภัยดัง คลิก ก่อนจะหันไปหาชายหนุ่มที่ยังคงนั่งนิ่งเป็รูปปั้นสลักราคาแพง
“ขอบคุณสำหรับมื้อเย็นนะคะ” เธอเอ่ยทำลายความเงียบ
“ด้วยความยินดีครับ...” ธนากรเว้นจังหวะเล็กน้อย สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าสวยตรงหน้า
“แต่ต้องยอมรับเลยว่า คุณกินเก่งกว่าที่ผมประเมินไว้เยอะ” ยี่หวาชะงักมือที่กำลังจะเปิดประตู หรี่ตามองเขาทันควัน
“นี่คุณกำลังแซะฉันว่ากินจุเหรอคะ?”
“เปล่า...” เขายิ้มมุมปาก เป็รอยยิ้มที่ยี่หวารู้สึกว่ามันช่างกวนประสาทและมีเสน่ห์ในเวลาเดียวกัน
“ผมแค่คิดว่าคุณจะ...คีบน้อย ๆ เขี่ยเยอะ ๆ เหมือนนกกระจิบเหมือนผู้หญิงบางคนที่ผมเคยเจอ”
“ฉันทำงานหนักมาทั้งวันนะคะ พลังงานมันต้องใช้!” เธอกอดอกเถียง พยายามปกป้องศักดิ์ศรีของกระเพาะอาหารตัวเอง
ธนากรหัวเราะในลำคอเบา ๆ เขาชอบใจที่เห็นเธอเป็ตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่ต้องมานั่งรักษาภาพลักษณ์นางเอกผู้อ่อนแอที่กินสลัดสามคำแล้วอิ่ม
“มันแปลว่าคุณ ของจริง ไงครับ... ไม่เสแสร้ง ไม่กลัวอ้วน และดูมีความสุขกับอาหารจริง ๆ ซึ่งผมว่ามันดูดีกว่าพวกกินลมชมวิวเยอะเลย”
ยี่หวาที่เตรียมจะพ่นไฟใส่ ถึงกับใบ้รับประทานไปหนึ่งวินาที
“นี่คุณชมฉันอยู่...ใช่ไหม?”
“แล้วแต่จะตีความครับ” เขาไหวไหล่แบบคนถือไพ่เหนือกว่า
ยี่หวาส่ายหน้าขำ ๆ เตรียมจะลงจากรถ แต่เสียงทุ้มต่ำของเขาก็เรียกชื่อเธอไว้อีกครั้ง
“ยี่หวา”.
“คะ?” เธอชะโงกหน้ากลับมา
ธนากรเอนตัวพิงพวงมาลัย ท่าทางสบาย ๆ นั้นดูเซ็กซี่อย่างประหลาดในความมืด
“ถามในฐานะแฟนทดลอง... เดตแรกผ่านไหม?”
“โอ้โห ให้คะแนนตัวเองเร็วจังนะคะ” ยี่หวาทำหน้าเหนือกว่าบ้าง
“อืม... อาหารอร่อย บรรยากาศใช้ได้”
“แล้วคนพามาล่ะ?” เขาเลิกคิ้วถามอย่างมีความหวัง
“คนพามาเหรอคะ...” ยี่หวายิ้มเ้าเล่ห์
“ต้องขอดูพฤติกรรมในช่องหมายเหตุอีกทีค่ะ ยังสรุปผลไม่ได้”
“งั้นผมคงต้องหาโอกาสแก้ตัวบ่อย ๆ แล้วล่ะสิ”
“ก็ถ้าคุณยังอยากทดลองอยู่ล่ะก็นะคะ...”
สายตาของธนากรเปลี่ยนไปในทันที มันเข้มข้นขึ้นจนยี่หวารู้สึกร้อนวูบที่แก้ม
“ผมเริ่มไม่ค่อยชอบคำว่าทดลองแล้วล่ะ... เพราะตอนนี้ผมเริ่มจริงจังขึ้นมาจริง ๆ แล้ว”
ความเงียบปกคลุมรถไปอึดใจใหญ่ ยี่หวาใจเต้นผิดจังหวะไปหลายจังหวะจนต้องหัวเราะกลบเกลื่อน
“แหม... ไปฝึกพูดมาจากไหนคะเนี่ย สคริปต์เป๊ะเชียว”
“ผมพูดความจริงเสมอครับ” เขาตอบเสียงนิ่งแต่หนักแน่น ก่อนที่ยี่หวาจะเสียอาการไปมากกว่านี้ เธอรีบโบกมือลา
“ฝันดีนะคะ คุณธนากร”
ทว่าก่อนที่ประตูจะปิดลง เขากลับยื่นกล่องกำมะหยี่สีเข้มขนาดพอดีมือออกมาจากเบาะหลัง
“ของขวัญสำหรับเดตแรกครับ” ยี่หว่าขมวดคิ้ว
“คุณให้ของขวัญผู้หญิงทุกคนในเดตแรกเลยเหรอคะ?”
“คุณเป็คนแรก”
“ประโยคคลาสสิกมากค่ะ เหมือนหลุดออกมาจากนิยายน้ำเน่าเลย” เธอจิกกัดไปหนึ่งทีแต่ก็รับมาเปิดดู ข้างในคือปากกาหมึกซึมสีเงินเรียบหรู น้ำหนักดี และดูทรงพลัง
“ปากกา?” เธอเงยหน้ามองเขาอย่างสงสัย
“คุณเป็หมอ... ผมคิดว่าปากกาที่ดีย่อมสำคัญกว่าสร้อยคอที่คุณใส่ไปทำงานไม่ได้” ธนากรพยักหน้า
“ไว้ใช้เซ็นเอกสารหรือเขียนใบสั่งยาที่อ่านยาก ๆ ของคุณไง” ยี่หวาหลุดขำ
“คุณนี่คิดประหลาดดีนะคะ แต่...ขอบคุณค่ะ ฉันชอบมันมาก”
“ผมใส่ใจเฉพาะเื่ที่สำคัญ” เขามองสบตาเธอตรง ๆ
“และตอนนี้...คุณก็คือเื่สำคัญของผม” ยี่หว่าแทบจะะโลงจากรถด้วยความเร็วแสง
“กะ...เก่งเกินไปแล้วนะคะ! ฝันดีค่ะ!” เธอเดินกึ่งวิ่งเข้าล็อบบี้คอนโดโดยไม่หันกลับไปมอง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองดูจากประตูกระจก รถยุโรปสีดำคันนั้นยังจอดนิ่ง ราวกับจะส่งสัญญาณว่า 'ผมจะรอจนกว่าคุณจะถึงห้องอย่างปลอดภัย'
“ผู้ชายคนนี้นี่มัน... อันตรายต่อหัวใจจริง ๆ” เธอพึมพำขณะกดลิฟต์ โดยที่ลืมไปเลยว่าตัวเองยังกำปากกาด้ามนั้นไว้แน่นและยิ้มกว้างจนแก้มปริ
ครืด... ครืด… มือถือสั่นรัวในกระเป๋า ชื่อของ 'ออย' เพื่อนสาวตัวดีโชว์เด่นหรา
“ว่าไงจ๊ะ แม่คนข่าวไว” ยี่หวากดรับสาย
“ยัยหวา! แกเป็ยังไงบ้าง! เดตกับท่านประธานพันล้านนี่มันถึงใจแค่ไหน รายงานมาเดี๋ยวนี้!” เสียงออยดังทะลุลำโพง ตามมาด้วยเสียงเพื่อนคนอื่น ๆ ในกลุ่มที่ดูเหมือนจะรวมตัวกันเปิด 'สภากาแฟ' รอเธออยู่
“พวกแกนี่มัน... รวมตัวกันเร็วกว่ากู้ภัยอีกนะ” ยี่หวาถอนหายใจยาวขณะเดินเข้าห้อง
“อย่ามาเฉไฉ! เขาหล่อไหม? ตัวจริงนิ่งเหมือนในรูปหรือเปล่า?” ออยแทรกขึ้นมา
“แกก็เห็นแล้วนี่”
“มันไม่เหมือนกันแก ตัวจริง ในรูป กลางวัน และกลางคืน” ยี่หวานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบ
“ของจริง…นิ่งกว่าในรูป”
“ก็... ของจริงนิ่งกว่าในรูปนะ” ยี่หวานึกถึงแววตาจริงจังคู่นั้น
“แต่บทจะพูด... ก็น่าหยิกใช่เล่น”
“แล้วแกชอบเขาหรือยัง?” คำถามจี้จุดจากลลินทำให้ยี่หว่าชะงัก เธอก้มมองปากกาสีเงินในมือที่สะท้อนแสงไฟเพดาน
“ไม่... ยังหรอก”
“โกหก! เสียงแกมันฟ้อง!” เพื่อน ๆ ประสานเสียงกันจนยี่หว่าต้องเอาหูออกห่างมือถือ
“ฉันยังคุมเกมได้อยู่น่า! ทุกอย่างก็เพื่อลูก (ในอนาคต) ตามแผนเดิม!” ยี่หว่ายืนยันเสียงแข็ง
“ยัยหวาเอ๊ย... คนที่พูดว่าคุมเกมได้เนี่ย มักจะโดนเกมคุมกลับทุกรายแหละจ้า!” ออยทิ้งท้ายด้วยเสียงหัวเราะเยาะเย้ย
ยี่หว่าวางสายแล้วทิ้งตัวลงบนโซฟา เธอมองปากกาในมือสลับกับมองกระจกที่สะท้อนภาพตัวเองกำลังยิ้มเหมือนคนบ้า กติกาที่เธอเคยตั้งไว้ดูเหมือนจะค่อย ๆ ถูกลบเลือนด้วยลายหมึกจากปากกาสีเงินด้ามนี้เสียแล้ว...