ตอนที่ 2 (3)
“นี่เป็สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่เคยได้ยินมาก่อน น่าะเืขวัญมาก!”
ตำรวจที่โชคดีรอดชีวิตจากเหตุะเิที่โรงพยาบาลเหอผิงกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานของตนเองในกรมย่อยพิเศษ เปิดไฟล์บนคอมพิวเตอร์ แล้วพิมพ์ตัวอักษรลงไปทีละตัวอย่างยากลำบาก เขาอยู่ระหว่างการพิมพ์รายงาน
ป้ายชื่อบนโต๊ะของเขาเขียนว่า ‘จางกง’ อาชีพหลักคือตำรวจ ส่วนวันธรรมดานั้นทำงานเสริมที่ร้านสะดวกซื้อเพื่อหารายได้
“วันที่...หนึ่งเดือนเจ็ด...บันทึกคดี...ชั้นเก้าของโรงพยาบาลเหอผิง...” ความเร็วในการพิมพ์ของจางกงช้าจนทำให้คนโมโห แต่ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น ตำรวจทุกคนในกรมย่อยพิเศษต่างก็พิมพ์กันเชื่องช้า และมีแม้แต่คนที่พิมพ์ไม่เป็เลยด้วยซ้ำ ส่วนเขานับว่าสุดยอดแล้ว!
หงเซี่ยนนั่งอยู่ตรงข้ามโต๊ะทำงานของจางกง ในมือกำลังถือหนังสือเล่มหนึ่งที่มีหน้าปกสีเหลืองอ่อนไว้ พลางค่อยๆ พลิกเปิดดูเพื่อฆ่าเวลา
นี่คือกรมตำรวจที่ไม่ได้เป็ของโลกมนุษย์แต่ก็ตั้งอยู่ในโลกมนุษย์ ชื่อเต็มคือ ‘กรมตำรวจย่อยพิเศษสามโลกแห่งโลกมนุษย์’ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ‘กรมย่อยพิเศษ’
กรมย่อยพิเศษรับผิดชอบคดีของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์บนโลกมนุษย์ ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมดยี่สิบแปดคน เป็กลุ่มดาวโลกบนที่จุติลงมาเกิดในกายมนุษย์ และขึ้นตรงต่อผู้อำนวยการแต่เพียงผู้เดียว ทุกเื่ที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้จะกลับมาอยู่ในการควบคุมของพวกเขาทั้งหมด งานใช้แรงงานที่ไม่มีกลางวันกลางคืน ไม่เพียงแต่จะได้เงินเดือนโคตรน้อย ยังชอบตายเป็คนแรกเมื่อเผชิญหน้ากับาาปีศาจอีก
ในกรมย่อยพิเศษวันนี้ยังคงอึกทึกครึกโครมเหมือนเก่า กวนเย่ว์ผู้ก่อเหตุรถชนถูกขังไว้ในห้องขัง ตำรวจที่ร่าเริงแจ่มใสคนนั้นกำลังยิ้มแป้นทำบันทึกให้เขาผ่านราวเหล็ก
กวนเย่ว์มองลูกชายที่อยู่ข้างนอกในชุดสูทสง่าผ่าเผยดูเป็ผู้เป็คน แต่แท้จริงแล้วใจไม้ไส้ระกำไม่มาช่วยเขาด้วยความน่าสมเพชเวทนา พ่อคนนี้แทบจะน้ำตาไหลออกมาอยู่รอมร่อ
“คุณกวน ไม่พูดความจริงไม่ดีนะ คนที่ขับรถน่ะไม่ใช่คุณใช่ไหม แฟนสาวของคุณไปไหนเสียแล้วล่ะ ช่วยแจ้งวันเดือนปีเกิด ชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ของเธอมาให้หมดทีครับ” ตำรวจจราจรพูด
ทันใดนั้นกวนเย่ว์ก็เบิกตากว้าง “คุณรู้ได้ยังไงว่าคนที่ขับรถเป็แฟนสาวของผม”
อีกด้านหนึ่ง มีภาพแปลกๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้าประตูของกรมย่อยพิเศษ เจี่ยนอินที่นอนตัวขวางถูกกลุ่มก้อนดำๆ กลุ่มแล้วกลุ่มเล่ายกเข้ามาจากทางประตู
รูปร่างเหมือนมนุษย์ตัวเล็กสีดำที่สูงเพียงสิบเิเเรียงกันเป็แผงบนพื้น มือสั้นๆ กำลังยกเจี่ยนอินที่หมดสติอยู่ขึ้นสูง ส่วนขาสั้นๆ ก็กำลังก้าวเดิน เคลื่อนตัวไปพร้อมกันอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย ก่อนจะเคลื่อนย้ายเจี่ยนอินไปที่ม้านั่งตัวยาวตรงมุมกำแพง
“เฮยซิว~” มือสีดำเล็กๆ ยกขึ้นสูง หลังจากวางเจี่ยนอินบนม้านั่งแล้ว มนุษย์ด้ายดำจิ๋วสิบกว่าตัวนั้นก็เริ่มสลายตัว หลังจากเปลี่ยนรูปร่างเป็เส้นด้าย ก็ม้วนซ้อนกันทีละชั้นๆ อีกที แล้วบิดเป็รอบม้วนทบกันจนกลายเป็ก้อนด้ายฝ้ายสีดำร่างมนุษย์ตัวใหญ่ประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบเิเ และหน้าอกด้านซ้ายของเขาก็มีหัวใจสีแดงสดดวงหนึ่งปรากฏขึ้น กำลังเต้นตึกตักๆ อยู่
ตำรวจในกรมย่อยพิเศษกับเหล่าภูตผีปีศาจที่ถูกจับมากำลังพ่นคำด่าหยาบคายกันอยู่ ไม่มีใครรู้สึกว่ามนุษย์ด้ายดำจิ๋วนี้มีอะไรพิเศษตรงไหน เพราะทุกตนที่อยู่ที่นี่ต่างแปลกประหลาด น่าอัศจรรย์ และไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาเหมือนกันหมด
มนุษย์ด้ายดำจิ๋วเดินไปหาของที่ห้องน้ำชา เปิดตู้ แล้วใส่ถุงใบชาคุณภาพดีลงไปในแก้วเก็บความร้อน แล้วเทน้ำเพื่อชงชา จากนั้นก็ยกแก้วไปวางบนโต๊ะตรงหน้าของหงเซี่ยน แล้วก็เดินไปเทให้ตัวเองอีกแก้ว ต่อมาก็นั่งลงที่ข้างเท้าของเจี่ยนอินและดื่มอย่างเชื่องช้า
เปลือกตาของเจี่ยนอินขยับ ไม่นานเขาก็ลืมตาขึ้น
เขาที่ลุกขึ้นมาจากม้านั่ง รู้สึกเพียงว่ารอบๆ เสียงดังเหมือนกับตลาดขายผัก ส่วนดวงตาของเขาก็เริ่มพร่ามัวอีกครั้ง กลับไปสู่สภาพสายตาสั้นพันองศาที่มองเห็นอะไรได้ไม่ชัด
ในอ้อมแขนมีอะไรบางอย่างสอดไว้อยู่ เจี่ยนอินหรี่ตาแล้วโน้มเข้าไปมองใกล้ๆ จึงพบว่ามันเป็กล่องพายสับปะรดที่เขียนข้อความสีขาวดำพร้อมกับประทับตราเครื่องหมายการค้าสีแดง เขากอดพายสับปะรดแน่นอย่างกระวนกระวาย ก่อนจะมองไปรอบๆ ตึงเครียดไปทั้งกาย
“ตื่นแล้วเหรอ” จางกงเหลือบมองเจี่ยนอินแวบหนึ่ง
เขาได้ยินเพียงเสียง มองเห็นคนไม่ชัด ทั้งตัวของเจี่ยนอินแนบติดกำแพงในทันที ริมฝีปากเปลี่ยนเป็ซีดขาว ตัวสั่นเล็กน้อย
จางกงทำเสียงฮึ และเพราะเสียงดังเกินไป ก็เลยเหมือนกับว่าเขากำลังตะคอกคนอยู่ “ตกลงแล้วควรจะเป็ฉันที่ต้องกลัวนายหรือเป็นายที่ต้องกลัวฉันกันแน่ฮะ! ชั้นเก้าที่แข็งแรงทนทานและมหัศจรรย์ขนาดนั้นก็ยังะเิได้ ตึกถล่มไปครึ่งหนึ่งนายรู้ป่ะ ถ้าไม่ใช่พี่หงที่ลงมือไว ฉันก็คงถูกทับแบนตามไปด้วยแล้วนายรู้ไหม”
“ผม...ผมอยากกลับบ้าน…” เสียงของเจี่ยนอินสั่น ฟังดูเหมือนกำลังจะร้องไห้
นับั้แ่ที่เขาฟื้นขึ้นจากการถูกฟ้าผ่า อารมณ์ก็ไม่เคยดีเลย เขาหวาดกลัว วิตกกังวล กลัวที่จะสูญเสียทุกสิ่ง และสับสนเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่รู้ ซึ่งมันทำให้เขาอยู่บนเส้นขอบแห่งการพังทลาย
“ใครซื้อสับปะรดมา! ทำไมฉันถึงได้กลิ่นสับปะรด!” จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา “แม่งเอ๊ย ปิดเทอมฤดูร้อนวันแรก ความรุ่งเรืองก็หดหายแล้ว!”
เจี่ยนอินมองไปตามทิศทางของเสียง จากนั้นเขาก็เห็นหนูตะเภาตัวกลมสีขาวลอยเข้ามาจากทางหน้าประตู จากนั้นหนูตะเภาที่กำลังเปล่งแสงสีขาวนวลทรงกลดก็ลอยผ่านหน้าเขาไป
เจี่ยนอินอ้าปาก น้ำตาคลอหน่วย
เขาเห็นตัวอะไรกันเนี่ย
ทำไมเดี๋ยวก็เห็น เดี๋ยวก็ไม่เห็น แล้วยังมีหนูตะเภาสีขาวที่ลอยได้นั่นอีก แล้วหนูตะเภาพูดได้ด้วยเหรอ
“ท่านผบ.ตร. สวัสดีครับ!” เหล่าตำรวจในกรมตำรวจต่างพากันลุกขึ้นยืนทำความเคารพ
“ท่านผบ.ตร.ลาดตระเวนลำบากแล้ว!”
“ท่านผบ.ตร.คนที่ถือสับปะรดนั่นเพิ่งจะพากลับมาจากโรงพยาบาลเหอผิงครับ! เขาถูกอัสนีบาตสั่นะเืพิภพของเทพอัสนีฟาดใส่ จากนั้นก็โดนพ่อของพี่หงชน ต่อมาก็ะเิชั้นเก้าของเหอผิง ชั้นเก้าถล่มไปครึ่งหนึ่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเหอผิงขอไม่รับไว้ จึงโยนมาให้กรมย่อยพิเศษของพวกเราครับ” จางกงยืนขึ้นทำความเคารพด้วยท่าทางขึงขังจริงจัง
“...” หนูตะเภากลับไปนั่งที่เก้าอี้ผบ.ตร.ของเขาดีแล้ว ก็พลิกเปิดโฟลเดอร์แฟ้มคดีขึ้นมาดู สีหน้าเขียนไว้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งว่า ‘ข้าเองก็ไม่อยากยุ่งเื่นี้เหมือนกัน!’