ตอน พ่อปู่
“ลงมาสิแม่หมอ ไหนๆ ก็มาถึงที่แล้วเข้าไปเป็เพื่อนฉันหน่อย นะ นะ”
ฉันมองหน้ามุกกี้แล้วมองเลยไปยังบ้านไม้ยกสูงสภาพเก่าคร่ำครึที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว อย่างชั่งใจ บ้านหลังนี้ปลูกอยู่ในสวนบรรยากาศเงียบสงัดวังเวงน่ากลัว แถมยังอยู่ลึกจากถนนใหญ่เข้ามาหลายร้อยเมตร แต่มุกกี้ก็ยังพาฉันดั้นด้นเข้ามาจนถึงที่จนได้
“ฉันรออยู่ในรถได้ไหมมุกกี้ ฉันไม่อยากขึ้นไปเลยมันดูน่ากลัวพึลึก”
ฉันยิ้มแห้งๆ ส่งไปให้มุกกี้ มวลอากาศรอบตัวในตอนนี้มันทำให้รู้สึกน่าอึดอัดชะมัด
“ไม่ได้ ถ้าเธอรู้สึกว่ามันน่ากลัวยิ่งต้องขึ้นไปเป็เพื่อนฉัน ใจคอจะให้ฉันขึ้นไปหาพ่อปู่คนเดียวเหรอไง ใจดำไปแล้วนะแม่หมอเป็เพื่อนกันประสาอะไร”
เห้อ…
ฉันลืมเล่าไปว่าสาเหตุที่มุกกี้ลากฉันมาเป็เพื่อนด้วยก็เพราะเธอ้ามาลงนะหน้าทอง เพื่อนของเธอคนหนึ่งในกลุ่มขายของออนไลน์ คุยสรรพคุณอันดีงามว่าพ่อปู่ที่อยู่ภายในบ้านหลังนี้เก่งมากเื่ลงของเกี่ยวกับการทำมาค้าขาย เป็เมตตามหาเสน่ห์ คนรักคนหลงอะไรประมาณนี้มุกกี้ก็เลยอยากจะมาลงของกับเขาบ้าง เพราะเพื่อนคนนั้นขายของดีทำยอดขายได้ถล่มทลายเดือนหนึ่งเกือบแสนบาท
“แม่หนูสองคนที่อยู่ข้างล่างน่ะ หากอยากได้ของดีก็ขึ้นมานะ แต่ถ้ายังลังเลสงสัยก็กลับไปซะเสียเวลาเปล่าๆ”
เสียงผู้ชายฟังแล้วดูมีอายุสักหน่อยเอ่ยขึ้นดังมาจากในบ้าน มุกกี้ทำตาโตแล้วป้องปากกระซิบกระซาบด้วยความตื่นเต้น
“ หู้ย! เธอได้ยินไหมแม่หมอพ่อปู่รู้ด้วยว่าเราจะมา ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ดูสิฉันขนลุกไปหมดทั้งตัวแล้ว” ยัยมุกกี้ลูบแขนของตัวเองป้อยๆ
“บางทีพ่อปู่อาจจะแอบดูเราอยู่ก็ได้ เราขับรถยนต์เข้ามามันก็ต้องมีเสียงบ้างล่ะ”
ฉันพยายามหาข้อแก้ต่างเพื่อหวังทำให้มุกกี้ลดความคิดงมงายของเธอลงบ้าง
“ฟังพูดเข้าสิ ไม่รู้ละถ้าเธอไม่ตามฉันขึ้นไปฉันโกรธจริงด้วย”
“มุกกี้ เดี๋ยว”
พูดจบมุกกี้ก็สะบัดหน้าเดินตรงไปยังบ้านของพ่อปู่ทันที ฉันก็เลยต้องพลอยรีบเดินตามเธอไปด้วย อากาศโดยรอบตัวมันเย็นะเืพิกลซึ่งฉันแน่ใจว่ามันไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ
วิ้งงงง
“เอ๊ะ”
ทันทีที่เท้าของฉันเหยียบขึ้นบันไดขั้นแรกในหัวก็เหมือนมีเสียงวิ้งๆ เกิดขึ้น จู่ๆ ก็มีลมกระโชกจากไหนก็ไม่รู้พัดเข้าใส่ฉันอย่างแรงจนเกือบเซหงายท้อง ดีที่มือจับยึดราวบันไดเอาไว้ทัน แล้วสายลมนั้นก็จางหายไป จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของฉันลักษณะอาการแบบนี้มันต้องมีอะไรสักอย่างที่ไม่ดีแน่ ฉันเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นหลังมุกกี้เดินหายเข้าประตูไปแล้ว ทางเดียวที่ทำได้ตอนนี้ก็คือเดินหน้าอย่างเดียวเท่านั้น
“เอาวะ”
หลังจากก้าวขึ้นบันไดขั้นสุดท้ายไปยืนอยู่ชานบ้าน กลิ่นธูปควันเทียนก็ลอยเข้ามาปะทะจมูกของฉันอย่างจัง กลิ่นพวกนี้ฉันมักคุ้นเคยอยู่แล้วเพราะตอนเด็กๆ ป้าแก้วที่อุปการะเลี้ยงดูฉันมาั้แ่พ่อแม่เสียชีวิตชอบพาเข้าวัดทำบุญบ่อยๆ
ทว่ากลิ่นธูปควันเทียนที่ฉันได้กลิ่นโชยออกมาจากบ้านหลังนี้ มันไม่ใช่กลิ่นธูปควันเทียนที่เกิดจากการบูชาพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็มงคล
“เข้ามาเถอะนังหนูไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก เหอะๆๆ”
เสียงผู้ชายแก่ในห้องดังขึ้นอีกครั้ง
พ้นธรณีประตูเข้าไปมีผู้ชายสูงวัยผมขาวโพลนทั้งหัวนั่งขัดสมาธิอยู่ในชุดขาว ท่าทางน่าศรัทธาเลื่อมใส ด้านหลังคือโต๊ะหมู่บูชาที่ไม่มีพระพุทธรูปวางอยู่เลยสักองค์เดียว หากเต็มไปด้วยเศียรเทพ ฤษี กุมารทอง และรูปปั้นหน้าตาประหลาดๆ เต็มโต๊ะบูชาไปหมด บรรยากาศภายในห้องนี้ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกขนลุกซู่
“นั่งลงสิแม่หมอ เร็วเข้า”
มุกกี้หันมาทำปากขมุบขมิบบอกฉันนั่งลง
“ว่าไงล่ะ หนูสองคนมาตำหนักพ่อปู่เนี่ย้าของดีอะไรกัน”
ริมฝีปากที่ล้อมไปด้วยหนวดเคราสีขาวแสยะยิ้ม