จุดเกิดเหตุครั้งนี้อยู่ที่ห้องครัวของชาวบ้านธรรมดาในตรอกอวี้ไผโหลใกล้กับซินเจียโขว่
จางถงมองที่อยู่ประหลาดในมือก็รู้สึกสงสัย เพราะรอบตัวเธอมีคนเดินไปมาให้ขวัก ที่นี่เป็ซื่อเหอเยวี่ยน (บ้านโบราณที่มีลักษณะรั้วปิดรอบเป็ทรงสี่เหลี่ยม มีประตูเข้าออกทางเดียว มีพื้นที่โล่งตรงกลาง อยู่รวมกันหลายครอบครัว)
แถมยังเป็เวลาพักกลางวันพอดีอีกด้วย ดังนั้นแม้สายตาของเพื่อนบ้านจะเต็มไปด้วยความสงสัย แต่พวกเขาก็ยังคงทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ ใครทำกับข้าวก็ทำไป ใครซักผ้าก็ซักไป
หรือตนเองจะมาผิดที่กันแน่
แต่เมื่อครู่จ้าวหยุนผู้ช่วยของหวังย่าหนานเดินชนกับตนเองที่หน้าประตูใหญ่ เขาไม่ได้พูดอะไร แถมยังบอกว่าหวังย่าหนานรออยู่ด้านใน
จางถงบ่นพึมพำอย่างไม่รู้ตัว แล้วเดินตามผู้ช่วยคนนั้นเข้าไปในห้องครัวขนาดเล็กที่ต่อเติมขึ้นมาแบบผิดกฎหมาย
ชาวบ้านจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในบ้านโบราณเหล่านี้ต่างหวังว่าที่อยู่อาศัยอันคับแคบของพวกเขาจะกว้างขึ้นอีกนิด
แม้ว่าจะเป็การต่อเติมแบบผิดกฎหมายก็ตาม ห้องครัวขนาดเท่ารังนกกระจอกนี้มีอุปกรณ์ครบครัน แต่อยู่ในจุดที่แสงอาทิตย์ส่องเข้ามาไม่ถึง ดังนั้นจึงต้องเปิดไฟแม้จะเป็ตอนกลางวันแสกๆ
คนที่ยืนอยู่ข้างหวังย่าหนานคือผู้หญิงที่มีอายุราวห้าสิบ ผิวหน้าหยาบกร้านนั้นแสดงความตระหนกและหวาดกลัวให้เห็น
จางถงดูออกว่าก่อนที่เธอจะเข้ามาในห้องครัว หวังย่าหนานได้พูดคุยเบื้องต้นกับหญิงคนนี้แล้ว ดังนั้นพอเห็นจางถงที่สวมเครื่องแบบตำรวจพร้อมหิ้วกระเป๋าเครื่องมือเดินเข้ามา หญิงคนนี้จึงไม่รู้สึกประหลาดใจ เพียงแค่ตื่นเต้นเล็กน้อยเท่านั้น
สายตาหล่อนมองไปทางข้างหลังจางถงตลอด ดูเหมือนกับกระต่ายที่ตื่นใจนเกินไปและเตรียมพร้อมที่จะเอาชีวิตรอดอยู่ตลอดเวลา
หลอดไฟในห้องครัวเป็หลอดขนาดยี่สิบวัตต์ราคาถูก ฉะนั้นจางถงจึงบอกไม่ได้ว่าสีหน้าของหญิงคนนั้นใจนกลายเป็สีเหลือง หรือว่าเป็เพราะแสงจากหลอดไฟกันแน่
“ศพล่ะ” จางถงวางกระเป๋าทำงานที่หิ้วอยู่ลง เปิดกระเป๋าหยิบถุงมือยางแบบที่แพทย์ใช้ขึ้นมาสวม
พอได้ยินเท่านั้น หญิงคนนี้อดตกตะลึงไม่ได้ แววตาตื่นใย้ายไปมองหวังย่าหนานที่ยืนอยู่ด้านข้างแทน
หวังย่าหนานรีบส่งสายตาเป็นัยให้จางถง แล้วหันไปหยิบกระชอนสำหรับล้างผักที่เตรียมไว้นานแล้วส่งให้จางถงอย่างรวดเร็ว
“เธอดูเองเถอะ”
จางถงดูกระชอนในมือ แล้วเงยหน้ามองไปรอบห้องครัวขนาดเล็กนี้ บนเตายังมีของวางต้มอยู่ กลิ่นหอมโชยออกมาจากหม้อดินเผา จางถงขมวดคิ้ว กำลังจะพูดสิ่งที่สงสัยอยู่ในใจออกมา แต่อยู่ๆ ก็นึกอะไรบางอย่างออก จึงรีบกลืนกลับลงไป
จางถงหันไปสั่งผู้ช่วยที่อยู่ด้านข้าง “ส่องไฟฉายให้ฉันหน่อย ห้องนี้มันสว่างไม่พอ”
ผู้ช่วยหาไฟฉายแอลอีดีขนาดเล็กจากกล่องเครื่องมือออกมาอย่างว่าง่าย เขาเปิดสวิตช์แล้วฉายไฟไปยังกระชอนที่จางถงถืออยู่
ในกระชอนคือชิ้นเนื้อสีขาวอมชมพูหนึ่งกอง ฝีมือในการลงมีดสม่ำเสมอมาก ความหนาแทบจะเท่ากันทุกแผ่น แสงสีขาวจากไฟฉายส่องทะลุชิ้นเนื้อ ทำให้เห็นโครงสร้างของเส้นใยกล้ามเนื้อที่มีลักษณะพิเศษอย่างชัดเจน
จางถงขมวดคิ้วมองหญิงตรงหน้า สิ่งที่หล่อนเห็นคือใบหน้าที่ดูหวาดกลัว
ถึงแม้ด้านนอกจะเป็ฤดูใบไม้ผลิที่มีแดดออกจ้า แต่จางถงกลับรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว หล่อนกัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว สีหน้าเคร่งเครียด หวังย่าหนานมองเพื่อนรักที่เงียบไปนาน ก็อดไม่ไหวถามขึ้น
“เป็ไงบ้าง”
จางถงพยักหน้า “เหมือนกันมากกับที่เจอที่ซินเจียโข่ว แต่ตอนนี้ฉันไม่มีตัวอย่างเปรียบเทียบ เลยยังยืนยันไม่ได้ ต้องเอากลับไปห้องแล็บก่อนถึงจะรู้”
พอได้ยินคำพูดประโยคนี้หวังย่าหนานก็ชะงักไปทันที หล่อนสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามทำตัวเองให้สงบลงโดยเร็ว
“คุณตำรวจคะ นี่มันหมายความว่ายังไงกัน ฉันไม่เข้าใจว่าพวกคุณพูดถึงเื่อะไร!”
สีหน้าหญิงคนนั้นดูร้อนรนขึ้นมา อดที่จะปิดปากเงียบต่อไปไม่ไหว
“ฉันแค่เอาของที่เก็บได้กลับมาแค่นั้น ละโมบนิดหน่อย ราคาเนื้อตอนนี้ก็แพงซะขนาดนี้ ฉันเห็นเลยคิดว่าคนอื่นไม่้าแล้วเลยทิ้งเอาไว้ แถมมันยังสด พอจับแล้วยังอุ่นอยู่อีกด้วย ดูแล้วน่าจะเพิ่งเอาออกจากเตาได้ไม่นาน ฉันก็ต้องเก็บกลับมาสิ นี่คงไม่ถึงขนาดผิดกฎหมายหรอกนะคะคุณตำรวจ ตอนนี้ฉันก็ส่งมอบให้คุณตำรวจหมดแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรแล้วใช่มั้ย...”
หวังย่าหนานหัวเราะด้วยความไม่สบายใจ “คุณป้าคะ ไม่ได้บอกว่าคุณป้าทำผิดกฎหมาย วางใจเถอะค่ะ ช่วยเอาถุงใส่เนื้อที่เก็บได้มาให้พวกเราดูได้มั้ย”
สีหน้าของหญิงคนนั้นผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด หล่อนถอนหายใจโล่งอก แล้ววิ่งไปตรงมุมชั้นวางของที่อยู่ในครัว โก้งโค้งรื้ออยู่แปปเดียวก็ได้ถุงกระสอบธรรมดาๆ ออกมาส่งให้กับหวังย่าหนาน
“นี่ค่ะ มันใส่อยู่ในนี้แหละ ฉันเห็นว่าถุงมันยังใช้ได้ก็เลยหยิบกลับมาด้วย”
หวังย่าหนานสวมถุงมือเสร็จก็รับเอาถุงกระสอบมา แล้วรีบถาม “เนื้อใส่ไว้ในถุงนี้โดยตรงเลยใช่มั้ย”
“ดูความจำชั้นสิ!” ผู้หญิงคนนั้นตบหัวตัวเอง แล้วหันกลับไปรื้ออีกครั้ง เพียงครู่เดียวก็ยืดตัวขึ้นมาหน้าแดงก่ำ ในมือถือถุงพลาสติกสามใบไว้ เป็ถุงพลาสติกธรรมดาแบบที่เห็นได้ตามตลาดสดทั่วไป
“มันใส่ไว้ในนี้ พอหยิบเนื้อออกมา ฉันก็ยังไม่ได้ล้าง เห็นว่ามันไม่ได้สกปรกอะไร เลยี้เีล้าง”
หวังย่าหนานกับจางถงพอได้ยินคำพูดนี้ก็อดที่จะสบตากันไม่ได้
กว่าจะกลับถึงกรมก็เป็เวลาเกือบสามโมงเย็น พอจัดการเื่ส่งมอบงานเสร็จเรียบร้อย จางถงตั้งใจว่าจะไปหาอะไรทานที่โรงอาหารก่อนเริ่มชันสูตรศพ
การรับประทานอาหารไม่เป็เวลาติดต่อกันมาหลายปีทำให้พอเลยเวลาอาหารไปก็จะรู้สึกไม่สบายกระเพาะเป็อย่างมาก
เพิ่งจะเดินไปถึงทางขึ้นบันได เธอก็เจอกับหลี่ห้าวหรานรองหัวหน้ากรมผู้ดูแลหน่วยสอบสวน
“อ๊ะ เสี่ยวจาง ผมกำลังตามหาคุณอยู่เลย รอเดี๋ยวสิ!!”
จางถงหยุดฝีเท้าลง สีหน้ากระอักกระอ่วน “หัวหน้าหลี่หาฉันมีธุระอะไรเหรอคะ”
“มาที่ห้องทำงานผมหน่อยนะ มีคนอยากพบคุณ!”
“ใครคะ มาหาฉันทำไม” จางถงสีหน้าสงสัย เพราะเพื่อนของตัวเองก็น้อยนิด แค่มือเดียวก็นับได้ครบหมดแล้ว แถมทุกคนต่างมีงานรัดตัวกันสุดๆ พอมีเวลาว่างเมื่อไหร่ก็ล้มตัวลงนอน ยิ่งไม่ต้องพูดเลยว่าพวกเขาจะมีเวลาว่างแวะมาหาตัวเองในเวลางานแบบนี้
เพิ่งจะพูดเสร็จ หัวหน้าหลี่ก็เดินออกไปไกลถึงสองเมตรแล้ว เขาหันหลังพร้อมโบกมือให้
“คุณไปถึงเดี๋ยวก็รู้เอง เขาตามหาคุณมานานแล้ว”