บทที่16ความพลิกผันของทัณฑ์์
“ปัง!” โต๊ะไม้พะยูงขนาดใหญ่ถูกตบจนแตกออกเป็เสี่ยงๆ!
ในห้องประชุมหลักของตระกูลเมิ่งเมิ่งฉางเซิงประมุขของตระกูลเมิ่งมีสีหน้าบึ้งตึง ดวงตาคู่นั้นแทบจะลุกเป็ไฟในการต่อสู้กับตระกูลลู่ แม้ว่าจะประสบความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ และเสียหน้าไปบ้าง แต่นับว่าเป็เื่ที่ทำใจยอมรับได้ที่ต้องจ่ายค่าชดเชยเป็อาวุธวิเศษคุณภาพต่ำชิ้นหนึ่งแต่ลูกศิษย์อัจฉริยะของตระกูลเมิ่งอย่างเมิ่งเทียนอวิ๋นกลับได้รับาเ็สาหัสกลับมาแม้ว่าจะไม่ถึงแก่ชีวิต แต่พลังยุทธ์ของเขาก็เกือบจะเสียหายทั้งหมด เื่นี้นับว่าเลวร้ายยิ่งกว่าการสังหารใครสักคน
แต่เื่นี้ตระกูลเมิ่งเป็ฝ่ายหาเื่ก่อนและมีผู้คนนับพันคนเป็พยาน แม้ว่าสถานะโดยรวมของตระกูลเมิ่งจะแข็งแกร่งกว่า แต่หากจะให้ต่อสู้กับตระกูลลู่อย่างโจ่งแจ้งเห็นทีคงเป็ไปไม่ได้เพราะหากเป็เช่นนั้นจริงย่อมต้องาเ็กันทั้งสองฝ่าย สุดท้ายผู้อื่นย่อมได้เปรียบมากกว่า!
แต่เขาทนเสียหน้าครั้งนี้ไม่ได้จริงๆ!
ในฐานะพ่อของเมิ่งเทียนอวิ๋นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเมิ่งฉางชิงนั่งอยู่เบื้องล่างทางด้านซ้ายมือของประมุข เดิมทีที่จุดชนวนปัญหานี้ เพียงเพราะ้าทดสอบความแข็งแกร่งและท่าทีของคนตระกูลลู่แต่ไม่เคยคิดจะลากลูกชายของตนเองเข้าไปเกี่ยวเนื่องเมื่อเห็นพลังยุทธ์ของลูกชายถูกทำลายและหากไม่มียาอายุวัฒนะน้ำค้างขาวขั้นห้าคงไม่มีทางฟื้นตัวกลับมาได้อย่างเต็มที่เป็แน่เื่นี้ทำให้เขาวิตกกังวลไม่น้อยและยิ่งเพิ่มความเกลียดชังที่เขามีต่อตระกูลลู่กับลู่อวี่รุนแรงมากยิ่งขึ้น
“ไม่ช้าก็เร็วแค้นนี้ต้องชำระเพียงแต่ตอนนี้สำคัญที่สุดคือการรักษาอาการาเ็ของเทียนอวิ๋นให้ดีเสียก่อน ยิ่งเลื่อนเวลาออกไปแม้เพียงความหวังในการฟื้นตัวของเทียนอวิ๋นจะยิ่งน้อยลง จะล่าช้าไม่ได้!”
คนที่พูดคือเมิ่งเสินทงหัวหน้าผู้เฒ่าใหญ่ทั้งหกของตระกูลเมิ่งบุรุษผู้นี้มีรูปร่างผอมเพรียว ใบหน้าเหี่ยวย่นและซีดเซียว ส่วนบนของศีรษะเปลือยเปล่าและเป็ประกายยกเว้นดวงตาคู่นั้นที่เปล่งประกายและคมกริบราวกับคมกระบี่
“อาการาเ็ของเทียนอวิ๋นต้องใช้ยาอายุวัฒนะน้ำค้างขาวขั้นห้ารักษาถึงจะหายมีเพียงเขาหนิงชุยเฟิงเท่านั้นที่สามารถปรุงยาอายุวัฒนะนี้ได้ แต่วัตถุดิบยาที่จำเป็ก็มีค่ามากเช่นกันอีกทั้งตัวยาหลักหลากชนิดยังหายากไม่น้อย เช่นนั้นแล้วจะไปหามันได้จากที่ใดกันในระยะเวลาอันสั้นนี้?ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าเขาหนิงชุยเฟิงจะสามารถสกัดยาอายุวัฒนะได้ แต่าาโอสถเฒ่ากลับมีความชำนาญเพียงไม่กี่ส่วนเท่านั้นเช่นนั้นแล้วควรทำอย่างไรกันดี?”
แม้ว่าเมิ่งฉางชิงจะนึกโกรธที่ในขณะอยู่นอกสนามประลองได้รับาเ็กลับมาแต่พลังยุทธ์กลับไม่ได้รับความเสียหาย กินยารักษาอาการาเ็สักหน่อยก็คงฟื้นตัวกลับมาได้เต็มที่แล้วแต่สิ่งที่ตัวเขาคาดหวังมากที่สุดคือลูกชายผู้เก่งกาจ กลับถูกลู่อวี่ทุบตีจนกลายเป็คนไร้ค่าและยากที่จะทำการรักษาได้ เช่นนั้นแล้วจึงรู้สึกเศร้าเสียใจไม่น้อย ยามที่ต้องเอ่ยปากพูดจึงดูไร้เรี่ยวแรงอย่างเห็นได้ชัด
“เหอะ สัตว์ร้ายตัวน้อยจากตระกูลลู่ลงมือได้โเี้ยิ่งนัก ร่างกายของเทียนอวิ๋นแทบไม่มีเส้นลมปราณที่สมบูรณ์หลงเหลืออยู่อวัยวะภายในก็ได้รับความบอบช้ำอย่างรุนแรง หากไม่มียาวิเศษ ชาตินี้คงได้กลายเป็คนไร้ค่าแน่เราจะอยู่เฉยเช่นนี้โดยไม่ทำอะไรหรือและจะปล่อยให้สัตว์ร้ายตัวน้อยผู้นั้นมีชีวิตอย่างมีความสุขเช่นนั้นหรือ? แม้ว่าเราจะออกหน้าไม่ได้ แต่หากใช้เซียนหยกเป็ตัวล่อให้นักพรตสันโดษสักสองสามคนลงมือสังหารมดตัวน้อยขั้นพลังจิตสักคนก็เหลือคณาแล้ว!"
เมิ่งชิวเลียนผู้เฒ่ารองของตระกูลเมิ่งนางเป็หญิงชราที่สภาพร่างกายดูเหมือนใกล้ตายในวัยแปดสิบปี ิัเหี่ยวย่น ผมขาวเสียงแหลมสูง ดวงตารูปสามเหลี่ยมคู่หนึ่งที่ดูเหมือนจะเกิดมาพร้อมกับหน้าตาอันโเี้และชั่วร้ายนางถือเป็สตรีผู้โเี้และอำมหิตอันเลื่องชื่อในโลกบำเพ็ญเพียรของเทียนตู ครั้งหนึ่งเคยสังหารคนนับหมื่นเพื่อฝึกพลังจิตศาสตร์หนึ่งหากไม่ใช่เพราะมีตระกูลเมิ่งคอยปกป้อง คงถูกจับไปหวดแส้แล่หนัง จนิญญาดับสลายไปนานแล้วนับั้แ่นั้นมา นางจึงได้รับสมญานามว่า “ผียายแก่แห่งตระกูลเมิ่ง”
แต่ของเช่นนี้ย่อมขึ้นอยู่กับโชคชะตาเมิ่งชิวเลียนเป็สตรีเลวทรามเมื่ออยู่ภายนอก เช่นกันเมื่ออยู่ในตระกูลก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อันดีต่อผู้ใดนักแต่นางรักเมิ่งเทียนอวิ๋นยิ่งนัก เมื่อใดที่เมิ่งเทียนอวิ๋น้าสิ่งใด นางย่อมทำให้เขาสมปรารถนาหากผู้ไม่รู้มาเห็นเข้าอาจคิดว่าเมิ่งเทียนอวิ๋นเป็ลูกของนาง อีกทั้งตัวของเมิ่งเทียนอวิ๋นเองก็เป็บุรุษมุมานะเช่นกันไม่เพียงเป็หนึ่งในสี่ลูกหลานอัจฉริยะของตระกูลเมิ่งเท่านั้น แต่ใน่ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เขาได้กลายเป็หนึ่งในนักพรตอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่มีชื่อเสียงในเทียนตู นับว่าได้สร้างชื่อเสียงและประกาศความสำเร็จให้แก่ตระกูลเมิ่งไปไม่น้อย
ดังนั้นเมื่อเมิ่งเทียนอวิ๋นาเ็สาหัสกลับมาครั้งนี้เมิ่งชิวเลียนจึงมีปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างรุนแรง
ผู้เฒ่าสามเมิ่งเฉิงหลิงที่สุขุมรอบคอบและมีประสบการณ์กลับกล่าวด้วยสีหน้าไม่พอใจ“น้องเก้า นี่เ้ากำลังพยายามยั่วยุให้ตระกูลเมิ่งและตระกูลลู่ต่อสู้กันหรืออย่างไรในเทียนตูไม่ได้มีเพียงตระกูลเมิ่งของเราและตระกูลลู่เท่านั้น แต่ยังมีตระกูลใหญ่อื่นจ้องจะเขมือบเราอยู่อีกทั้งยังมีเก้าสำนักใหญ่และตำหนักเทียนจุนคอยจับดูอยู่อีก เราจะทำเป็ไม่สนใจพวกเขาได้หรือ?”
“ลูกหลานของตระกูลเมิ่งถูกรังแก หากเรานิ่งเฉยไม่ทวงถามความยุติธรรมกลับคืนมาให้พวกเขาเช่นนั้นแล้วตระกูลของเราจะผนึกกำลังกันได้อย่างไร จะยังมีลูกหลานคนใดในตระกูลยอมตายเพื่อตระกูลอีกเล่าในภายภาคหน้า?”เมิ่งชิวเลียนถามกลับทันที
“เอาละ เื่นี้ขอให้มันจบแต่เพียงเท่านี้ ความแข็งแกร่งของตระกูลเมิ่งและตระกูลลู่นับว่าสูสีกันแล้วเช่นนั้นเราค่อยหารือเื่นี้กันภายหลังอีกครั้ง! ตอนนี้ควรต้องมาช่วยกันหาทางรักษาอาการาเ็ของเทียนอวิ๋นดีกว่าเราจะรักอย่างไร!” ประมุขของตระกูลเมิ่งฉางเซิง โบกมืออย่างน่าเกรงขามเพื่อหยุดการโต้เถียงระหว่างผู้เฒ่าทั้งสองและพูดต่อไปว่า“ก่อนอื่นส่งคนไปดูทีท่าของาาโอสถที่เขาหนิงชุยเฟิงก่อน หากว่าเขามีของดีเก็บไว้ไม่ว่าจะราคาเท่าไรก็ให้ซื้อมา หรือหากไม่มีก็ให้ส่งคนออกไปเสาะแสวงหา จำต้องทำทุกวิถีทางไม่ว่าจะขโมยหรือแย่งชิงมาแต่จะให้เทียนอวิ๋นมีชีวิตราวกับตายทั้งเป็เช่นนี้ไม่ได้!”
“ตอนนี้คงทำได้เพียงเท่านี้ ยาอายุวัฒนะน้ำค้างขาวขั้นห้าปรุงออกมาไม่ง่าย ทั้งยังไม่รู้ว่าเทียนอวิ๋นจะสามารถฟื้นตัวได้เมื่อไร!”เมิ่งฉางชิงพูดอย่างอับจนหนทาง
ทันใดนั้นก็มีแสงสีขาวพวยพุ่งจากด้านนอกตกลงบนฝ่ามือของประมุขเมิ่งฉางเซิงและนั่นคือยันต์ิญญาส่งสารนั่นเอง!
เมิ่งฉางเซิงก้มดูด้วยความสงสัยจากนั้นใบหน้าที่บึ้งตึงอยู่แล้วยิ่งทวีคูณความเ็าขึ้นไปอีก ก่อนจะโยนยันต์ิญญาในมือให้กับผู้เฒ่าใหญ่เมิ่งเสินทงแล้วเอ่ยออกมาช้าๆว่า “ดูเหมือนว่าตระกูลลู่ยังมีโชคอยู่!”
“ฉางเซิงเกิดอะไรขึ้น? อย่าเอาแต่ปิดปากเงียบเช่นนี้!”เมิ่งชิวเลียนถามด้วยน้ำเสียงเ็า
“ผู้เฒ่าห้าลู่หงิของตระกูลลู่บรรลุขั้นพลังยุทธ์ถึงขั้นตงซวนแล้ว!”
“ฮะ--”
“จะเป็ไปได้อย่างไร? ได้ยินว่าผู้เฒ่าห้าของตระกูลลู่หมกมุ่นอยู่แต่กับการปรุงโอสถและไม่เคยให้ความสำคัญกับการฝึกบำเพ็ญเพียรมากนัก แต่กลับบรรลุขั้นพลังยุทธ์ขึ้นมาถึงขั้นตงซวนในเวลานี้นี่ไม่นับว่าเป็เื่ดีสำหรับตระกูลเมิ่งของเรา!”
“เหอะไม่เพียงเท่านั้น ในสารยังบอกอีกด้วยว่าเ้าสัตว์ร้ายตัวน้อยของตระกูลลู่นั้นเป็อัจฉริยะด้านการปรุงโอสถทั้งยังเป็คนปรุงโอสถขั้นหกแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า!” พูดจบผู้เฒ่าใหญ่เมิ่งเสินทงก็อดหัวเราะเสียงดังออกมาไม่ได้
“กลอุบายแบบเด็กๆ เช่นนี้ยังกล้าเอามาอวดอ้าง ลู่เหว่ยจุนยิ่งอยู่นานก็ยิ่งเลอะเทอะเสียจริง!าาโอสถเฒ่าในตอนนี้ยังเป็เพียงคนปรุงโอสถขั้นห้า แล้วเ้าสัตว์ร้ายตัวน้อยของตระกูลลู่ผู้นั้นอายุเท่าไรกันตอนนี้?ช่างกล้าพูดอย่างหน้าไม่อาย!” เมิ่งชิวเลียนแสยะยิ้ม
“แต่เื่นี้ข้าคิดว่ามันแปลกประหลาดไม่น้อย หรือว่าเด็กชายจากตระกูลลู่จะมีความสามารถในการปรุงยาอายุวัฒนะจริงๆ?แต่คงเป็ไปไม่ได้ที่จะอยู่ถึงขั้นหก เื่นี้มันแปลกพิกล!”
บรรดาผู้เฒ่าของตระกูลเมิ่งต่างพากันขมวดคิ้วและครุ่นคิดถึงสาเหตุไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ไม่อยากจะเชื่อเื่ที่ว่านายน้อยผู้ไร้ค่าของตระกูลลู่จะเป็คนปรุงโอสถขั้นหกจริงๆ
ลู่อวี่ชื่อนี้ขึ้นชื่อเื่ความฉาวโฉ่ในแวดวงตระกูลผู้ฝึกฝนบำเพ็ญเพียรเป็หนุ่มเ้าสำราญชั้นยอด มีนามแทนชื่อว่าคนไร้ค่า ดังนั้นที่บอกว่าเขาสามารถปรุงยาอายุวัฒนะได้ก็นับว่าเป็เื่ที่น่าประหลาดใจมากแล้วแต่ตอนนี้กลับมาบอกว่าเขาเป็คนปรุงโอรสขั้นหก
ประมุขเมิ่งฉางเซิงเองก็ขมวดคิ้วและนิ่งเงียบไปทันทีหลังจากนั้นครู่หนึ่งเขาถึงพูดขึ้นว่า “เื่นี้ไร้สาระเกินไปแล้ว ตอนนี้ยังไม่ต้องพูดถึงเื่อื่นแต่เื่ที่ลู่หงิบรรลุขั้นขึ้นเป็ขั้นตงซวนน่าจะเป็เื่จริง เช่นนั้นให้ส่งคนไปสอดแนมแต่หากตระกูลลู่มีนักพรตขั้นตงซวนเพิ่มมาอีกคนหนึ่งจริง ก็ถือว่าเป็การเตือนตระกูลเมิ่งของเราเช่นนั้นแล้วทุกคนต้องกลับไปตั้งใจฝึกฝนให้ดี การฝึกบำเพ็ญเพียรต่างหากที่เป็รากฐานมั่นคงและควรหลีกเลี่ยงการต่อสู้หากไม่จำเป็!”
พูดถึงมาตรงนี้ก็หยุดไปพักหนึ่งแล้วพูดว่า "ยาอายุวัฒนะน้ำค้างขาวขั้นห้านั้นล้ำค่ายิ่งนักให้มุ่งส่งคนไปที่งานประมูลของในตลาดวิเศษ บางทีอาจจะมีข่าวคราว มากไปกว่านั้นวัตถุดิบยาวิเศษที่ใช้ในการปรุงยาอายุวัฒนะก็ส่งคนไปค้นหาและรวบรวมมาด้วยเราจะนิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไป! ในขณะเดียวกันก็ให้คนไปจับตาดูตระกูลลู่ให้ข้าด้วยโดยเฉพาะลู่อวี่ หากเขาออกมาเมื่อไรก็ให้ส่งคนมารายงานทันที!”
กลุ่มม่านเมฆดำทะมึนรวมตัวอยู่บนท้องฟ้าจากรัศมีหลายร้อยลี้ค่อยๆ ผนึกรวมตัวกันแน่นในยามนี้ กำลังปกคลุมอยู่เหนือน่านฟ้าบนูเาเทียนฉยงอย่างหนาแน่นกล่าวได้ว่าภายในรัศมีของเมฆหมอกดำทะมึนไม่มีใครกล้าแม้แต่จะบุกรุกเข้าไป
มันคือทัณฑ์์ขั้นตงซวนของผู้เฒ่าห้าลู่หงิทันทีที่ผ่านอุปสรรคนี้ไปได้ ตระกูลลู่ก็จะมีผู้มีความรอบรู้ขั้นตงซวนเพิ่มมาอีกคน
สำหรับความแข็งแกร่งในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรของเทียนตูแล้วแม้ว่าผู้รอบรู้ในขั้นตงซวนจะไม่ใช่กำลังที่ค้ำจุนของพวกเขา แต่ผู้รอบรู้ในขั้นตงซวนถือเป็กำลังสำคัญไม่น้อยด้วยจำนวนที่มีสามารถบ่งบอกได้ถึงความแข็งแกร่งหรือความอ่อนแอได้ ดังนั้นที่ตระกูลลู่มีผู้รอบรู้ขั้นตงซวนเพิ่มมาอีกคนในครั้งนี้ย่อมบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของตระกูลลู่ที่ก้าวะโไปอีกขั้น
ประมุขของตระกูลอย่างลู่เหว่ยจุนและบรรดาผู้เฒ่าต่างมายืนรวมตัวให้ความสนใจกับการฝ่าภัยพิบัติครั้งนี้ซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไปสำหรับเื่ฝ่าภัยพิบัตินี้ต้องอาศัยเพียงกำลังของตนเองเท่านั้น ผู้อื่นไม่อาจช่วยเหลือได้โดยเฉพาะผู้เฒ่าห้าลู่หงิที่เพิ่งบรรลุขั้นพลังยุทธ์โดยไม่ทันได้ตั้งตัว ไร้ซึ่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าจึงไม่ได้มีการเตรียมตัวรับมือเอาไว้เสียก่อน
ลู่เหว่ยเฉินและนักพรตชั้นสูงบางส่วนในตระกูลต่างพากันแหงนหน้ามองไปบนท้องฟ้าอยู่ด้านหลังประมุขของตระกูลและคนอื่นๆ ไม่ไกลกัน
ครู่หนึ่งลู่เหว่ยเฉินจึงพูดด้วยความกังวลว่า“ไม่รู้ว่าท่านลุงสิบหกจะรอดจากทัณฑ์์ครั้งนี้ไปได้อย่างราบรื่นหรือไม่ ได้บรรลุขั้นพลังยุทธ์กะทันหันเช่นนี้นับว่าอันตรายเกินไป!ในอดีตเมื่อผู้เฒ่าในตระกูลจะฝ่าภัยพิบัติไปอีกขั้นพลังยุทธ์หนึ่งนั้น ย่อมต้องมีการเตรียมตั้งค่ายกลไว้เฉพาะทีู่เาเทียนฉยงเพียงตั้งค่ายกลขึ้นมาอย่างน้อยก็จะสามารถลดทัณฑ์์ลงได้ถึงสามส่วน แต่ถึงแม้ที่นี่จะมีการตั้งค่ายกลขนาดใหญ่เอาไว้แต่เป็เพียงการป้องกันไม่ให้นักพรตภายนอกแอบเข้ามาเท่านั้น หรือหากสามารถลดทัณฑ์์ให้อ่อนลงได้สักหนึ่งส่วนก็นับว่าดีไม่น้อยแล้ว”
ลู่เหว่ยเฉินในฐานะลูกหลานตระกูลลู่ผู้มีพร์ในการปรุงยาอายุวัฒนะมากที่สุดของตระกูลลู่นอกเหนือจากลู่หงินับั้แ่ปรุงยาอายุวัฒนะมาก็อยู่ข้างกายผู้เฒ่าห้าลู่หงิมาโดยตลอด อีกทั้งยังได้รับการดูแลและชี้แนะจากเขาจึงสนิทกับเขาเหมือนอาจารย์กับลูกศิษย์ ดังนั้นจึงเป็เื่ปกติที่เขาจะเป็กังวลกับการฝ่าภัยพิบัติเพื่อบรรลุขั้นพลังยุทธ์ของผู้ที่เปรียบเหมือนอาจารย์ในเวลานี้ไม่น้อย
“ผู้เฒ่าห้าฝึกฝนพลังยุทธ์มาถึงยามนี้ก็เป็เวลาสองร้อยห้าสิบเกือบจะสองร้อยหกสิบปีมาแล้วและน่าจะเคยเห็นผู้อื่นฝ่าภัยพิบัติมาไม่มากก็น้อย และถึงแม้จะไม่ได้มีการเตรียมการล่วงหน้าแต่คงไม่ถึงขั้นสูญเสียการควบคุม!” ลู่เหว่ยตงมองดูทัณฑ์์อย่างเงียบเชียบและพูดขึ้นมาเบาๆ
“แต่ท่านลุงสิบหกในยามปกติมักจะเกียจคร้านกับการฝึกบำเพ็ญเพียรเช่นนั้นแล้วจะรับมือกับทัณฑ์์ได้อย่างไร?”
“เ้าน่ะกังวลจนคิดมากเกินไปแล้ว หากผู้เฒ่าห้าหย่อนยานในการฝึกบำเพ็ญเพียรเช่นนั้นแล้วจะบรรลุขั้นพลังยุทธ์ขึ้นไปถึงขั้นฟันฝ่าได้อย่างไร แล้วตอนนี้จะเผชิญหน้ากับทัณฑ์์ขั้นตงซวนอย่างไรอีก?บางทีผลของการฝึกบำเพ็ญเพียรของผู้เฒ่าห้าเพียงหนึ่งก้านธูปอาจจะดีกว่าการฝึกฝนของเ้าในหนึ่งวันเสียอีกพิจารณาจากสีของเมฆภัยพิบัติแล้ว มันเป็เพียงทัณฑ์อัสนีธรรมดา พลังของมันก็นับว่าอ่อนแอที่สุดดูก่อน แม้ว่าผู้เฒ่าห้าจะไม่ได้เตรียมตัวอะไร มากสุดก็คงได้รับาเ็สาหัส แต่ต้องรอดพ้นจากทัณฑ์์ได้อย่างแน่นอน!”