เมื่อเหวินเริ่มยอมรับความเ็ปในฐานะส่วนหนึ่งของเื่ราว การมองเห็นของเขาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาเริ่มสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในโลกของเื่เล่าที่ถูกทิ้ง ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยมองข้ามไป
เด็กสาวทั้งสองนำทางเขาไปสู่พื้นที่ที่เต็มไปด้วยเศษซากของเื่ราวที่ถูกฉีกทิ้ง มีหน้ากระดาษที่ถูกยับยู่ยี่ บทที่ไม่เคยถูกเขียนจบ และตัวละครที่เดินวนเวียนไปมาอย่างสิ้นหวังโดยไม่รู้จุดหมาย เหวินมองเห็นเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังร้องไห้อยู่ข้างกองหนังสือ และชายชราที่กำลังนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย
“พวกเขาคือใคร?” เหวินถาม
เด็กสาวผมสีน้ำตาลทองตอบว่า “พวกเขาคือตัวละครจากเื่ราวที่ไม่สมบูรณ์ พวกเขาไม่เคยมีตอนจบของตัวเอง เลยต้องติดอยู่ในโลกนี้ตลอดไป”
เหวินรู้สึกถึงความเศร้าสร้อยที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจของเขา เขานึกถึงความรู้สึกที่ไร้ค่าเมื่อความฝันของเขาถูกทอดทิ้งไปกลางทาง และเขาก็เข้าใจความรู้สึกของตัวละครเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง เขาเดินเข้าไปใกล้เด็กหญิงตัวน้อยแล้วย่อตัวลงนั่งข้างๆ เธอ
“ทำไมหนูถึงร้องไห้” เหวินถามเสียงอ่อนโยน
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ “เื่ราวของหนูถูกทิ้งไปค่ะ หนูกำลังรอให้คนมาเขียนตอนจบให้ แต่ไม่เคยมีใครกลับมาเลย”
เหวินใช้มือที่มั่นคงของเขาลูบหัวเด็กหญิงเบาๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น “ไม่เป็ไรนะ เดี๋ยวฉันจะช่วยเอง”
เขามองไปยังเด็กสาวทั้งสองที่ยืนอยู่ไม่ไกล แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ฉันจะช่วยเขียนเื่ราวของพวกเขาทุกคนให้จบเท่าที่ฉันจะทำได้”
คำพูดของเหวินทำให้เด็กสาวทั้งสองยิ้มอย่างมีความสุข แสงสว่างเล็กๆ ปรากฏขึ้นในดวงตาของเด็กหญิงตัวน้อย และเธอก็ยิ้มให้เหวินอย่างสดใสราวกับได้รับความหวังใหม่
เหวินรู้แล้วว่าการเดินทางของเขาไม่ใช่แค่การเขียนเื่ราวของเด็กสาวทั้งสองเท่านั้น แต่เป็การมอบชีวิตใหม่ให้กับเื่เล่าที่ถูกทอดทิ้งทุกเื่ในโลกนี้ เขาตระหนักว่าเขาไม่ใช่แค่ “นักเขียน” อีกต่อไป แต่เขาคือ “ผู้เฝ้ามอง” ที่คอยปลอบประโลมและนำทางให้ทุกเื่ราวได้ไปสู่ตอนจบที่สมบูรณ์