เมื่อเด็กหนุ่มเ้าของนามฮุ่ยเหอยืนประจันหน้ากับอ่างศิลาเป็ที่เรียบร้อย ปรมาจารย์ธาตุน้ำลี่หยางกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ แม้เขาจะััได้ราง ๆ ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้มีความพิเศษอยู่บ้าง และมีโอกาสไม่น้อยที่จะผ่านการคัดเลือก แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นถึงขั้นต้องจับตามองเป็พิเศษ
สองมือที่ปรากฏร่องรอยการกร้านโลกให้เห็นอยู่บ้าง ทว่ายังคงดูเรียวงามของฮุ่ยเหอจุ่มลงผ่านม่านของเหลวหลากสีที่แหวกว่ายอยู่ในอ่างศิลาสถิตปราณ พริบตานั้น ความประหลาดใจคำรบแรกพลันบังเกิดขึ้นในใจสักขีพยานทุกคนทั่วจัตุรัสย่ำรุ่ง ไม่เว้นแม้แต่เหล่าปรมาจารย์ธาตุทั้งเจ็ด ที่แลเห็นเหตุการณ์ในระยะประชิดที่สุด
ต้นเหตุแห่งความประหลาดใจคือท่าทางอันนิ่งสงบราวบึงน้ำไร้สรรพสัตว์ของฮุ่ยเหอ ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย ทั้ง ๆ ที่ความเ็ปที่อ่างศิลาสถิตปราณมอบให้สาหัสมิใช่น้อย เสียงครวญคราง ใบหน้าเหยเกของผู้คัดรับเลือกทุกคนก่อนหน้าคือหลักฐานประจักษ์ชัด และถึงขนาดที่ว่าต่อให้เป็ผู้แกร่งกล้าระดับปราชญ์ยุทธ์ ก็ยากที่จะอาจหลบซ่อนอาการตอบสนองโดยสัญชาตญาณได้หมดจด
ทว่ายามนี้ ฮุ่ยเหอซึ่งดูภายนอกเป็เพียงเด็กหนุ่มธรรมดา นอกจากั์ตาสีน้ำเงินเข้มที่ไม่ยี่หระต่อสิ่งใด ก็ไม่มีความโดดเด่นประการอื่น กลับสามารถสยบความเ็ปไว้ได้สนิท ภายใต้ท่าทีสุขุมเยือกเย็น บันดาลให้บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบจนได้ยินเสียงลมหายใจแห่งวารี
ยังไม่ทันที่ความประหลาดใจคำรบแรกจะจางหาย คำรบที่สองก็ดั่งเกลียวคลื่นที่กระทบชายฝั่งอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ลี่หยางหลับตา เพ่งสมาธิสำรวจหาพลังปราณที่แฝงเร้นในกายเด็กหนุ่มได้เพียงไม่กี่วินาที ั์ตาทั้งสองของชายชราในชุดราชสำนักสีน้ำเงินพลันเบิกกว้าง ตามด้วยประโยคสั้น ๆ ที่ทำให้ทุกผู้คนต้องตะลึงลาน
“ระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นหนึ่ง”
ห้วน ๆ เพียงเท่านี้ คล้ายกับว่าลี่หยางตกตะลึงจนลืมว่าจะเอ่ยสิ่งใดต่อไป เช่นเดียวกับทุกคน ณ จัตุรัสย่ำรุ่งที่ได้สดับผลการคัดเลือกแสนอัศจรรย์ ต่างก็พร้อมใจอ้าปากค้าง
สำหรับเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีผู้หนึ่ง หากมีพลังปราณระดับนักยุทธ์ผู้ฝึกตนขั้นหกขึ้นไปก็นับว่าโดดเด่นเหนือกว่าคนส่วนใหญ่แล้ว ส่วนระดับนักยุทธ์ผู้ฝึกตนขั้นแปดถือเป็ผู้เปี่ยมพร์ที่กองทัพหลวงอยากได้มาขัดเกลา และถ้าสามารถทะลุสู่ระดับนักรบยุทธ์ได้ สามารถทำนายอนาคตได้เลยว่าจะกลายเป็ผู้ยิ่งใหญ่ระดับเ้าเมืองได้ไม่ยาก
ทว่า ยามนี้ที่ทุกคนกำลังประจักษ์คือ เด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีผู้เปี่ยมด้วยพลังปราณระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นหนึ่ง เทียบเท่ากับหัวหน้ากองร้อยแห่งกองทัพหลวง ที่แต่ละคนล้วนฝึกพลังปราณมานานนับสิบปี จนอายุล่วงเลยเกือบเข้าเลขสาม จึงสามารถมาถึงระดับนี้ได้
ดังนั้นเมื่อเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีเป็ผู้ จึงเป็เหตุการณ์ที่สามารถกล่าวได้เต็มปากว่าน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
นับั้แ่พิธีคัดเลือกกองทัพหลวงประจำปีเริ่มต้นขึ้นเมื่อทศวรรษก่อน คล้ายว่าจากจำนวนผู้เข้าร่วมหลายแสนคน มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ขึ้นถึงระดับปราชญ์ยุทธ์ และฮุ่ยเหอคือผู้จารึกความมหัศจรรย์เช่นนี้เป็ครั้งที่สาม
ด้วยเหตุนี้จึงมิใช่เื่น่าแปลกใจที่ผู้คนในจัตุรัสย่ำรุ่งจะพร้อมใจอยู่ในอาการแข็งค้างเช่นนี้
“นี่ข้าฝันไปหรือเปล่า!”
“อายุสิบแปด แต่พลังปราณกลับสูงส่งถึงระดับปราชญ์ยุทธ์ คล้ายว่าไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์เมืองไคชุน”
“นี่ต้องเป็เด็กหนุ่มที่พลังปราณแข็งแกร่งที่สุดในจักรวรรดิเหลียนหยางตอนนี้แน่นอน”
“ขึ้นถึงระดับปราชญ์ยุทธ์ในวัยสิบแปด ชัดเจนว่าเส้นทางสู่ตำแหน่ง ‘แม่ทัพทวาร์’ หรือ ‘แขนขาเทพเ้า’ย่อมเปิดกว้าง”
คล้อยหลังความตกตะลึงอันเงียบงันหลาย่ลมหายใจ ร้อยความเห็น พันเสียงยกย่อง เซ็งแซ่พรั่งพรูจากเหล่าผู้ชมเหนือจัตุรัสย่ำรุ่งอย่างไม่ขาดสาย นำพาบรรยากาศกลับคืนสู่ความจอแจวุ่นวายอีกครั้ง
ขณะที่เด็กหนุ่มต้นเื่อย่างฮุ่ยเหอ แลเห็นอาการตะลึงลานของลี่หยางก็ได้แต่ทอดถอนใจ สองมือยกขึ้นจากอ่างศิลาสถิตปราณอย่างไม่รีบร้อน จากนั้นพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เช่นนี้ข้าผ่านการคัดเลือกใช่หรือไม่?”
คำถามของเด็กหนุ่มฉุดกระชากปรมาจารย์ลี่หยางให้หลุดจากภวังค์ และด้วยประสบการณ์อันเคี่ยวกรำ ชายชราใช้เวลาเพียงพริบตาในการเก็บกวาดสติที่กระเจิง กลับสู่ความเคร่งขรึมดังเดิม
“หากเ้าอายุสิบแปดจริง ๆ ด้วยพลังปราณระดับนี้ย่อมผ่านการคัดเลือกแน่นอน แต่หากตรวจพบว่าเ้าโป้ปดประการใด พึงรู้ไว้ว่าโทษทัณฑ์ที่จะได้รับหนักหนาสาหัสเป็แน่”
“เมื่อวานคือวันเกิดครบรอบอายุสิบแปดปีของข้า เชิญท่านปรมาจารย์ตรวจสอบได้ตามสบาย” หยักไหล่เล็กน้อย ฮุ่ยเหอกล่าวตอบแบบหนังยิ้มเนื้อไม่ยิ้ม
“เช่นนั้นก็ดี จงกลับไปเตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้เ้าต้องเดินทางไกลสู่โรงเรียนยอดนักรับแห่งกองทัพหลวงทันที”
“ข้าขอฝากตัวด้วย” โค้งกายแสดงความเคารพ น้ำเสียงที่ฮุ่ยเหอกล่าว หากฟังผิวเผินย่อมััได้ถึงความนอบน้อม แต่หากตั้งใจฟังอย่างพิเคราะห์ ก็จะพบว่ามีการเสแสร้งปะปนอยู่หลายส่วน เช่นเดียวกับั์ตาที่เจือแววดูถูกเหยียดหยันทุกผู้คน ไม่เว้นแม้แต่ปรมาจารย์ธาตุทั้งเจ็ด
“ข้ายอมรับว่าเ้ามีพร์พลังปราณในระดับสุดยอด ข้าเลยขอเตือนด้วยความหวังดีไว้ประการหนึ่ง ความเหยียดหยันในดวงตาคู่นั้นหากลดลงได้บ้างย่อมเป็ผลดีต่อตัวเ้าเอง เส้นทางหลังรั้วโรงเรียนยอดนักรบแห่งกองทัพหลวงมิได้ราบรื่นดั่งที่เ้าคิดหรอกนะ”
แม้อีกฝ่ายจะเป็เด็กหนุ่มผู้เปี่ยมพร์ระดับโคตรเพชรในตม แต่หากเทียบกับลี่หยาง ปรมาจารย์ธาตุน้ำแห่งราชสำนัก ผู้มีพลังปราณอยู่ในระดับมหาเซียนยุทธ์ ความแตกต่างยังมากมายนัก ทั้งด้านระดับพลังและประสบการณ์
ดังนั้นสิ่งใดหลบซ่อนอยู่ในแววตาเด็กหนุ่ม ชายชราย่อมดูออก
“ขอบคุณท่านปรมาจารย์ลี่หยางที่ช่วยชี้แนะ ทว่าความหยิ่งทะนงนี้ข้าคงละทิ้งไปไม่ได้ มันคือสิ่งจำเป็ที่ข้าต้องมีติดตัวไว้ หากอยากไปถึงการเป็แขนขาเทพเ้า ซึ่งเป็เป้าหมายที่ข้าปรารถนา!”
แม้เป็บทสนทนาส่วนตัวระหว่างฮุ่ยเหอกับลี่หยาง ทว่าดูเหมือนฮุ่ยเหอจะตั้งใจกล่าวประโยคนี้ด้วยสุ้มเสียงที่ดังกว่าปกติเล็กน้อย เพียงพอที่ผู้ชมแถวหน้าจะสดับได้ชัดเจน คล้ายเป็การประกาศกร้าวอย่างแเี ที่เชื่อได้เลยว่าข่าวสารนี้จะแพร่กระจายทั่วเมืองไคชุนในชั่วข้ามคืน
หากเปรียบโครงสร้างจักรวรรดิเหลียนหยางเป็พีระมิด ยอดปลายแหลมคือจักรพรรดิเฟยหลง รองลงมาคือตำแหน่งที่เรียกว่าแขนขาเทพเ้าจำนวนสี่คน พวกเขาคือองครักษ์ข้างกายประหนึ่งแขนขาของจักรพรรดิเฟยหลง
แน่นอนว่าตำแหน่งที่สูงเทียม์เช่นนี้ พลังปราณที่แข็งแกร่งระดับหนึ่งในแสนคือองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ ดังนั้นแขนขาเทพเ้าทั้งสี่จึงไม่มีใครระดับต่ำกว่าจอมทัพยุทธ์ ซึ่งหากจะกล่าวว่าพลังปราณระดับนี้สามารถพลิกฟ้า คว่ำแผ่นดิน ได้ด้วยปลายนิ้วก็คงไม่เกินไปนัก กองทัพนักรบยุทธ์เรือนหมื่นมีค่าไม่ต่างจากมดปลวกเมื่ออยู่ต่อหน้าจอมทัพยุทธ์
ด้วยเหตุนี้ ประโยคที่ฮุ่ยเหอได้ลั่นวาจาจึงไม่ต่างอะไรจากการประกาศกร้าวว่า ‘ข้านี่แหละจะเป็ผู้ยิ่งใหญ่แห่งจักรวรรดิเหลียนหยางเหนือพวกเ้าทุกคน’
“ไม่แน่ใจว่าเป้าหมายของเ้าคือความกล้าหาญหรือความบ้าที่ไร้เดียงสากันแน่ แต่ก็ไม่ใช่เื่ผิดที่จะหวังสูงถึงเพียงนั้นหากคำนึงจากพลังปราณที่เ้ามีในตอนนี้ อย่างไรเสียข้าจะจับตามองเ้าอย่างใกล้ชิดแน่นอน” ลี่หยางกล่าวเสียงกระซิบ ประสานสายตากับเด็กหนุ่มอย่างแข็งกร้าว
ไม่ตอบสิ่งใดอีก ฮุ่ยเหอเพียงโค้งตัวแสดงความเคารพอีกหนึ่งรอบ จากนั้นเดินออกจากบริเวณอ่างศิลาสถิตปราณด้วยท่าทางสง่างาม ท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่จับจ้องไปยังแผ่นหลังของเด็กหนุ่มผู้นี้
หลังผ่านพ้นการปรากฏตัวของฮุ่ยเหอ ก็ไม่มีความอัศจรรย์ใดสำแดงให้ได้เห็นอีก ไม่มีแม้ผู้ผ่านการคัดเลือกเพิ่มมาสักคนเดียว พิธีคัดเลือกกองทัพหลวงประจำปีแห่งเมืองไคชุนจึงจบลงไปด้วยประการนี้ พอดิบพอดีกับดวงตะวันลาลับขอบฟ้า
สรุปแล้วมีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รั้วโรงเรียนยอดนักรบยุทธ์แห่งกองทัพหลวงทั้งหมดสิบเอ็ดชีวิต ทว่าอีกสิบคนคล้ายถูกลืมเลือนนามกรไปหมดสิ้นแล้ว แม้กระทั่งหวังจินที่สร้างความฮือฮาใน่แรก เรียกได้ว่ากระแสความสนใจทั้งหมดเคลื่อนย้ายมายังเด็กหนุ่มนามฮุ่ยเหอโดยสมบูรณ์
เมื่อพิธีเสร็จสิ้น จัตุรัสย่ำรุ่งก็แลดูคล้ายรังผึ้งั์ที่โดนทุบจนผึ้งตัวเล็กตัวน้อยแตกกระจายออกทั่วทิศทาง ผู้คนทยอยกลับเข้าสู่วิถีชีวิตปกติอีกครั้ง โดยที่หัวข้อสนทนาเกี่ยวกับฮุ่ยเหอมีให้ได้ยินทั่วทุกมุมถนน ขณะที่บางส่วนเริ่มใจจดใจจ่อกับศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุนที่จะเปิดม่านขึ้นในวันพรุ่งนี้
อย่างไรก็ตาม อเล็กซ์กับจางเหว่ยมิได้เป็เช่นนั้น ทันทีที่จบพิธี ฝ่ายหลังขอแยกตัวไปหาลี่หลิน การที่หนิงเหมยถูกสังหารอย่างโเี้เช่นนี้คงะเืใจนางไม่น้อย จางเหว่ยรู้ดีว่าคงช่วยอะไรไม่ได้มาก ทว่าหากคำปลอบโยนของเขาสามารถบรรเทาความโศกเศร้าของนางลงได้เพียงนิด เขาก็ยินดีที่จะมอบให้
อเล็กซ์เห็นด้วยกับจางเหว่ย ชายหนุ่มจึงแยกตัวไปอีกทาง หมายมั่นจะหาสุราดื่มในราตรีนี้เพียงลำพัง อย่างน้อยรสชาติปานไฟลวกของมันก็น่าจะช่วยชำระล้างความโกรธเกรี้ยวที่มีลงคอไปได้บ้าง
“ลี่หลินเป็เช่นไรบ้าง?”
ประโยคแรกที่อเล็กซ์เอ่ยถามจางเหว่ย หลังก้าวพ้นห้วงนิทราจากการปลุกของแสงแดดที่ส่องแยงตา สลัดความงัวเงียและมึนศีรษะจากฤทธิ์สุราที่ส่งผ่านลำคอเมื่อราตรีที่ผ่านมา หนักหน่วงถึงขั้นปราศจากความทรงจำว่าล้มตัวลงนอนตอนไหน
เมื่อความงัวเงียถูกกำจัดออกจากครรลองสายตาไปหมด ชายหนุ่มแลเห็นจางเหว่ยกำลังนั่งเช็ดถูกระบี่อย่างทะนุถนอมอยู่บนเตียงเดิม ในโรงเตี๊ยมแห่งเดิม ราวกับภาพฉายซ้ำ
“นางใจสลายทีเดียว ข้าพยายามปลอบประโลมอย่างเต็มที่แล้ว แต่ดูเหมือนจะช่วยอะไรไม่ได้นัก” กล่าวตอบราบเรียบโดยมิได้เงยหน้าขึ้นมองอเล็กซ์ ชัดเจนว่าจางเหว่ยในยามนี้ไม่แจ่มใสร่าเริงดั่งเคย
“คงมีแต่เวลาเท่านั้นที่จะช่วยเยียวยานางได้” แสดงความเห็นขณะลุกขึ้นจากเตียง อเล็กซ์เดินมุ่งตรงออกจากบริเวณห้องนอนเพื่อไปอาบน้ำ เขาระลึกได้ว่าวันนี้ต้องไปร่วมชมศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุนตามคำชวนของจางเหว่ย และคาดคะเนจากดวงองศาดวงตะวัน บัดนี้คงจวนเวลาที่จะต้องออกเดินทางแล้ว
“ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ก่อนจากลา ข้าทิ้งท้ายไว้ว่าหากรู้ตัวว่ามีภยันตรายใดย่างกรายมาใกล้ ให้นางรีบใช้ ‘วิหคสารทิศ’ ติดต่อข้ามาได้ทุกเมื่อ”
จางเหว่ยกล่าวไล่หลังอเล็กซ์ แม้ฝ่ายที่เดินฉิวออกไปไม่ตอบสิ่งใด ทว่าข้อสงสัยหนึ่งประการกลับบังเกิดขึ้นในใจบุรุษหนุ่มชาวโลก
สิ่งนั้นมิใช่ศัพท์แปลกหูอย่างวิหคสารทิศ เพราะในตอนที่ร่ำสุราเพียงลำพังในโรงเตี๊ยมเมื่อราตรีที่ผ่านมา อเล็กซ์มีโอกาสได้ร่วมสนทนากับคนแปลกหน้าที่แวะไปเวียนมาหลายคน จากการพูดคุยทำให้อเล็กซ์ได้รับสารพัดข้อมูลเกี่ยวกับโลกยุทธภพเซี่ยงชาน และจักรวรรดิเหลียนหยางเพิ่มเติมมาไม่น้อย หนึ่งในนั้นคือสิ่งที่เรียกว่าวิหคสารทิศ
แม้ชื่อฟังดูแปลกหู ทว่าอเล็กซ์กลับเข้าใจมันโดยง่าย เนื่องจากหน้าที่ของวิหคสารทิศแทบไม่ต่างจากโทรเลขในโลกมนุษย์ โดยสัตว์วิเศษชนิดนี้จะถูกจับมาเลี้ยงโดย ‘สำนักงานสื่อสาร’ ซึ่งเป็หน่วยราชการที่ประจำอยู่ตามเมืองต่าง ๆ
สำหรับประชาชนทั่วไป หากประสงค์อยากส่งข้อความถึงใครสักคน ไม่ว่าผู้นั้นจะอยู่แห่งหนตำบลใดในแผ่นดินจักวรรดิเหลียนหยาง เพียงเปิดประตูเข้าไปในสำนักงานสื่อสารที่มีอยู่ทั่วหัวระแหง จารึกข้อความลงบนแผ่นกระดาษ บอกชื่อ และหมายเลขประจำตัวของผู้รับสารให้พนักงานทราบ หมายเลขประจำตัวที่ว่าคือสิ่งที่ชาวจักรวรรดิเหลียนหยางจะได้รับจากการลงทะเบียนรายงานพลังปราณในทุก ๆ ห้าปี สิ่งนี้คือกฎหมายที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดในยุคสมัยจักรพรรดิเฟยหลง
จากนั้นก็จ่ายค่าบริการเล็กน้อย ที่เหลือก็เพียงแค่เฝ้ารอ ปล่อยให้เป็หน้าที่ของวิหคสารทิศ โดยเ้านกหน้าตาประหลาด คล้ายพิราบผสมอินทรีพันธุ์นี้ ความสามารถอันน่าอัศจรรย์คือเครือข่ายที่เกิดจากการถ่ายทอดพลังปราณไปมา ทำให้วิหคสารทิศที่มีจำนวนหลายล้านตัวทั่วขอบเขตจักรวรรดิเหลียนหยางสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันตลอดเวลา ด้วยคลื่นสัญญาณเฉพาะตัวที่มนุษย์มิอาจััได้
จึงกล่าวได้ว่าวิหคสารทิศหนึ่งตัวมีหูตานับล้าน ดังนั้นจึงไม่มีแห่งหนตำบลใดในจักรวรรดิเหลียนหยางรอดพ้นสายตาพวกมัน เมื่อทราบที่อยู่ของผู้รับสาร ก็ถึงเวลาโผบิน พกพากระดาษจารึกข้อความติดตัวไปด้วย
แม้มิใช่วิหคที่รวดเร็วที่สุด ทว่าความเร็วของวิหคสารทิศก็มิใช่สิ่งที่จะดูถูกกันได้ ในหนึ่งวันพวกมันสามารถล่องนภาได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตรโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
สิ่งที่สะกิดใจอเล็กซ์คือใจความประโยคเสียมากกว่า ราวกับว่าผู้พูดมิใช่จอมยทุธ์พเนจรไร้หัวนอนปลายเท้า แต่เป็ผู้ทรงอำนาจใหญ่โตระดับหนึ่ง และเมื่อนำมารวมกับจิ๊กซอว์ข้อสงสัยชิ้นอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็ฝีมือต่อสู้ที่เก่งกาจเกินคำว่าธรรมดาไปหลายระดับชั้น มิตรภาพที่มอบให้ทั้ง ๆ ที่เขาเป็คนแปลกหน้าต่างถิ่น รวมถึงการประกาศกร้าวสัญญาด้วยชีวิตว่าจะล้างแค้นให้หนิงเหมย เกิดเป็ภาพใหญ่ที่ทำให้บุรุษนามจางเหว่ยนับวันยิ่งน่าสงสัย
‘หมอนี่จะเป็ใครก็ช่าง ที่รู้คือมันมีโอกาสจะฆ่าเรานับร้อยครั้ง แต่ก็ไม่ได้ลงมือ เื้ัคงไม่ใช่การประสงค์ร้าย จังหวะประจวบเหมาะเมื่อไรคงได้รู้ความจริง ตอนนี้ก็ระวังตัวตามสถานการณ์ไปก่อนก็แล้วกัน’
อเล็กซ์ครุ่นคิด ขณะที่มือหนึ่งวักน้ำเย็นชำระล้างผิวกายไปด้วย บนแท่นวางของที่ห่างไปไม่ถึงครึ่งก้าว ปรากฏแคปซูลจักรกลวางอยู่ ด้วยสถานการณ์ที่ยังไว้ใจใคร วางใจสิ่งใดไม่ได้ เขาจึงต้องพกพาอาวุธคู่ใจติดตัวไปด้วยทุกที่ ไม่เว้นแม้ยามทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ