10:ขอบคุณนะ
“ไม่รู้จะตามมาทำไม” มินจุนบ่นอุบแต่ก็ยังต้องพยุงคนร่างใหญ่มาด้วยอยู่ดี ตอนนี้ดูสำออยผิดกับเมื่อคืนลิบลับ ไม่รู้เพราะพี่ธัพมีรูปร่างที่สูงใหญ่กว่าตน หรือเพราะอะไรทำไมเหมือนน้ำหนักมันเทมาที่มินจุนเกือบจะทั้งหมด หนาวก็หนาวยืนรอจนขาแข็งหมดแล้ว ‘ทำไมมินอาเลือกของนานจังนะ’ ลำพังแค่ตัวเองก็แย่อยู่แล้วนี่ยังต้องคอยพยุงรุ่นพี่ธัพธัยอีก ลำบากคูณสองเลยก็ว่าได้ “มินจุนโอปป้า เอาสี่ตัวนะ” มินอาชูล็อบสเตอร์ตัวใหญ่ให้ดู มินจุนทำได้แค่พยักหน้าเออออตามน้ำ จะได้กลับกันเร็วๆ ตลาดอาหารทะเลตอนเช้าๆของที่นี่มันหนาวจนไม่อยากก้าวขาออกจากบ้านเลยแฮะ “มินจุนโอปป้า” ธัพธัยเลียนเสียงไม่พอยังทำหน้ากวนจนน่าตี ทั้งยังอยู่ไม่เป็นสุข แขนข้างหนึ่งคล้องคอมินจุน อีกข้างก็วนเวียนจะเปิดผ้าพันคอให้ได้ ขยับตัวทีทำมินจุนเสียวสันหลังวาบ ทำคนระแวงไปหมดแล้วเมื่อคืนก็หลับๆตื่นๆ นึกถึงสายตาหื่นๆนั่นทีไรก็สะดุ้งตื่นทุกที “อายุเท่ากันไม่ใช่หรอ เรียกโอปป้าทำไม” “จะไปรู้หรอ ผมแก่เดือนมั้ง” “แก่เดือนก็ต้องเรียกพี่หรอ” “คนเกาหลีเค้าให้ความสำคัญกับลำดับอาวุโสมาก” “อ๋อหรออออ” “เป็นไรมากป่ะเนี่ย หมอจ่ายยาผิดหรอ หรือเป็นผลข้างเคียง” อาการที่ธัพธัยแสดงออกมามันช่างดูแปลกตา เสียงสองก็มา เคยเห็นแต่มาดขรึม ไม่ยักรู้ว่ากระแหนะกระแหนเป็นกับเค้าด้วย “เพื่อนมึงนี่รู้จักคนทั้งตลาดเลยหรือไง กว่าจะครบ ไม่ต้องกินข้าวเช้ากันสิบโมงเลยหรอ” เท่าที่เห็นก็แวะทักทายแทบทุกร้าน “คุณหนูไม่เจอตั้งนานเลยนะครับ” ชายสูงวัยเดินผ่านมาเจอกับกลุ่มของมินจุนที่กำลังจะกลับพอดี “ฉันไปเรียนที่ไทยนะค่ะ จะไม่ได้เจออีกนานเลย” ทั้งสองทักทายกันเป็นภาษาเกาหลีที่มีเพียงมินจุนที่ฟังออก ส่วนธัพธัยถึงจะฟังไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไร ขอแค่ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับมินจุนเป็นพอ “มินอานี่ก็รวยใช่เลนเลยนะ ได้ยินว่าเป็นลูกสาวเจ้าของห้างใหญ่เลยนิ” “ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก เป็นธุรกิจของครอบครัว” ‘ชิ!ทำเป็นแซวกูเป็นเจ้าของโรงแรมรีสอร์ทไม่เห็นคุย’ ธัพธัยเอนตัวพิงมินจุน เมินหน้ามองออกไปนอกรถ “พื้นที่เยอะแยะจะเบียดทำไม” ต่อให้บ่นไปอีกคนก็ไม่สนใจอยู่ดียังคงอิงอยู่แบบนั้นจนถึงบ้าน “โอปป้าช่วยชิมหน่อยค่ะ ฝีมือฉันเป็นยังไงบ้าง” มินอาตักน้ำจิ้มซีฟู้ดที่เพิ่งหัดทำให้มินจุนช่วยชิม ฝีมือการทำอาหารของเธอก็ไม่ได้แย่แถมรสชาติดีทีเดียว “คุณลุงท่านไม่มีครอบครัวหรอ” ‘ก็พี่ไง’ มินอาได้แค่คิดแต่ยังไม่กล้าเอ่ย “มีสิ แต่...” “กลิ่นหอมโชยไปทั่วบ้านเลย” เสียงแหบแห้งดังขัดจังหวะพอดี มินอาจึงได้แต่เก็บงำไว้ “คุณลุง วันนี้ลงมาทานข้าวข้างล่างหรอคะ” มินอาแปลกใจเพราะปกติท่านจะรับอาหารบนห้อง ไม่ได้ย่างกรายลงมาข้างล่างนานแล้ว “ที่บ้านเรามีแขก ฉันไม่อยากเสียมารยาท” คุณแม่บ้านลีเข็นรถคุณลุงไปที่โต๊ะ อาหารที่ถูกจัดเตรียมเสร็จก็ถูกจัดวาง โดยมีเจ้าของบ้านนั่งที่หัวโต๊ะ “เมื่อคืนมีเรื่องให้ยินดีใช่ไหม หัวเราะเสียงดังกันเชียว” คุณลุงแทซานหันมาคุยกับมินจุน คงเป็นตอนที่ถูกพี่ธัพแกล้งและเสียงนั่นก็คงเป็นเสียงของรุ่นพี่ “ขอโทษครับ เราไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนการพักผ่อนของคุณลุง” มินจุนรีบดึงแขนคนที่นั่งข้างๆให้ค้อมตัวก้มหัวแสดงการขอโทษกับผู้ใหญ่ คนพี่ก็ทำตามอย่างงงแต่ก็ไม่ได้ขัดแต่อย่างใด “ไม่ๆๆ ไม่ได้รบกวนอะไรเลย ดีเสียอีก บ้านนี้เงียบเหงามานาน มีพวกเธออยู่ บ้านก็ค่อยเหมือนบ้านขึ้นมาหน่อย เอ้ากินข้าวกันเถอะ อาหารจะเย็นซะก่อน” คุณแทซานพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่เพียงไม่รำคาญแต่ยังชอบให้เด็กๆทำตัวตามสบาย และยังเป็นกันเองอีกด้วย มินอาได้แต่จินตนาการวาดภาพในความคิด แค่ในฐานะแขกยังดีขนาดนี้ถ้าในฐานะของลูกชายล่ะจะดีขนาดไหน อาการของลุงเธอคงดีวันดีคืนแน่ๆ มินอาแสดงอาการดีใจออกมาโดยไม่รู้ตัว จนถูกสายตาคมจับจ้องทั้งยังรู้สึกไม่ชอบใจ มองจุนนี่ของเขาด้วยสายตาหยาดเยิ้มแบบนี้ได้ไง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจ้องจะจับคนของเขา ‘ไม่ได้การละ’ สายตาคมเฝ้าดูสถานการณ์อยู่สักพัก ประจวบเหมาะกับจังหวะที่มินจุนกำลังยื่นมือจะรับถ้วยซุปจากมินอาพอดี ธัพธัยจึงออกกำลังเตะเท้ามินจุนไปหนึ่งที คนน้องตกใจทำถ้ายซุปคว่ำลาดมือตัวเอง “โอ้ย!” มินจุนถูกน้ำร้อนลวกมือเพราะการแกล้งของคนพี่ ดวงตาเรียวมองตำหนิตาขวาง ธัพธัยชิงรับทิชชู่จากแม่บ้านลีตัดหน้ามินอา ซับให้ด้วยสีหน้าที่ไม่ได้สำนึกผิด ‘ก็ความหึงมันเข้าตานิ ใครใช้ให้สนิทสนมออกนอกหน้าล่ะ’ ทำเอาทุกคนดูตกอกตกใจเป็นการใหญ่ “ทำอะไรของพี่” มีเพียงเขาสองคนเท่านั้นที่รู้ว่าเกิดจากอะไร “ขอโทษ แต่อย่าให้มันเกินไป” ขอโทษก็เข้าใจได้แต่คำว่าอย่าเกินไปนี่หมายความว่าไง มินจุนคิ้วขมวดงงกับคำพูดของพี่ แต่ทุกคนกำลังทานอาหารกันอยู่จึงไม่สนใจถามเอาคำตอบ น้ำเลอะไปจนถึงข้อมือจึงจำต้องถกแขนเสื้อขึ้น ทันทีที่คุณแทซันเห็นกำไลทองคำขาวนั้นถึงกับนิ่งงันไป ก่อนจะละสายตาจากกำไลไปที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้สวมใส่ แน่นอนว่าเข้าต้องตกใจเพราะกำไลลักษณะนี้มีเพียงชิ้นเดียวในโลก มันถูกสั่งทำเป็นพิเศษสำหรับคนพิเศษออกแบบโดยลัแทซัน เพื่อมอบเป็นของขวัญกับหญิงสาวที่เขารักเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน ใช่! แม้จะเป็นเวลานานมาแล้วแค่แว๊บเดียวเท่านั้นเขาก็จดจำได้ดี “ฉันขอดูกำไลนั้นหน่อยได้ไหม” ไม่ใช่ไม่แน่ใจเพียงแค่คิดว่านี่อาจเป็นแค่ฝัน เขาจึงอยากสัมผัสดู มินจุนแม้จะงงอยู่บ้างแต่ก็ถอดออกและยื่นให้อยู่ดี การกระทำของคุณแทซันถูกทุกสายตาจับจ้องโดยเฉพาะมินจุน คุณแทซันสัมผัสกำไลแผ่วเบาเกลี่ยนิ้วที่บริเวณเดิมซ้ำๆ น้ำตาแห่งความโหยหาไหลผาดวงตาแสนเศร้าลงอาบสองแก้ม สร้างความตกใจแก่ทุกคนจากบรรยากาศอบอุ่นกลายเป็นบรรยากาศอึมครึมได้ไง “มาใกล้ฉันหน่อยได้ไหม” คุณแทซันกล่าวกับมินจุนด้วยใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา เด็กน้อยแม้จะตกใจอยู่แต่ก็ไม่รีรอที่จะทำตามคำขอของคุณลุง “ขอบคุณ” เพียงคำสั้นๆที่ออกจากปากของคุณแทซัน แต่เขาแสดงมันด้วยการสวมกอดเด็กหนุ่มแน่น พร้อมกับหลั่งน้ำตาไม่ขาดสาย ‘ฉันจะใส่มันไว้ไม่ถอด และจะมอบให้มินจุนเมื่อเขาโตขึ้นค่ะ’ ภาพความทรงจำที่ถูกเก็บไว้อย่างดีเพื่อรอวันที่สมองเรียกใช้งาน แทซันยังจำทุกคำและทุกกิริยาของภรรยาได้ดี แม้ในวันที่ร่างกายไม่สู้ดีแล้วก็ตาม “ขอบคุณที่เธอยังทำตามคำสัญญา กันยา!” ประโยคเพียงแค่นั้นกลับทำมินอาเองก็ร้องไห้หนัก คุณลุงของเธอรู้แล้ว คือน้ำตาแห่งความสุข ไม่มีอะไรน่ายินดีไปกว่านี้ เด็กน้อยในอ้อมอกของคุณแทซัน ในตอนนี้ก็เริ่มสะอื้นไห้ ใจสื่อถึงใจมินจุนสามารถรับรู้ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องพูดอะไรสักคำ สวมแขนกอดรับกับคนที่เพิ่งรู้ว่าเป็นพ่อ นี่แสดงว่าพ่อไม่ได้เกลียดเขา ไม่ใช่ไม่ต้องการเขา ในสมองมันโล่งไปหมดคำถามที่ว่าพ่อจะยอมรับเขาหรือไม่ถูกกำจัดไปได้เพียงแค่การกอด ผ่านมาเป็นเวลานานคุณแทซันยังคงพูดด้วยน้ำตา เวลาเกือบยี่สิบปีที่เขาไม่เคยได้ดูแล ไม่เคยได้กอด ไม่เคยได้บอกรัก ไม่เคยได้ทำหน้าที่พ่อ ยังคงเป็นสิ่งที่เสียใจที่สุด “พ่อไม่ต้องเสียใจ ผมโตมาอย่างดี” เจ้าเด็กน้อยถึงจะน้ำตารื่นอยู่ก็ยังพยายามปลอบใจผู้เป็นพ่อ มินจุนไม่อยากให้พ่อเสียใจมันไม่ดีต่อสุขภาพ ทั้งที่เคยคิดคำถามไว้มากมายที่อยากจะถามต่อหน้าพ่อ แต่พอเจอกันจริงๆแล้วและด้วยสุขภาพพ่อแล้ว เขาก็พูดอะไรไม่ออก มันไม่สำคัญ ขอแค่เราได้เจอกัน และพ่อไม่ได้เกลียดตนแค่นี้ก็เพียงพอ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มินจุนกล้าที่จะเอ่ยคำว่าพ่อออกจากปาก อย่างไม่ตะขิดตะขวางใจ “แม่เค้าเป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม” “แน่นอนครับ” มินจุนเช็ดน้ำตาที่เปื้อนแก้มให้พ่อ “ทำไมพ่อถึงเดินไม่ได้ล่ะครับ” มินจุนนวดที่ขาทั้งสองข้างเบาๆ แค่อยากรู้ว่าที่ผ่านมาพ่อมีชีวิตยังไงทำไมถึงเป็นเช่นนี้ “คุณท่านป่วยทางใจ จนกลายเป็นอาการป่วยทางกาย และที่เดินไม่ได้ก็เพราะท่านไม่ยอมเดินเองค่ะ” แม่บ้านลีส่งกระเป๋าน้ำร้อนให้คุณแทซัน พร้อมบอกเล่าถึงสาเหตุที่เจ้านายต้องใช้วีลแชร์ “ก่อนหน้าที่คุณจะมาคุณท่านไม่เคยออกจากห้องเลยค่ะ แต่ละวันผ่านไปแบบเดิมซ้ำๆ บางวันท่านไม่ยอมลุกจากเตียงด้วยซ้ำ” พอได้ทีแม่บ้านลีก็ฟ้องใหญ่เพราะจนปัญญา ที่ผ่านมาคุณท่านไม่เคยใช้งานร่างกายจนมีสภาพแบบที่เห็น ในครั้งนี้ได้มองเห็นที่พึ่งพิง หากเป็นลูกชายคนเดียวแล้วมีหรือคุณท่านจะไม่ยอม กลายๆเป็นการโยนไม้ให้มินจุนช่วยปราบคนแก่หัวรั้นเอาแต่ใจนั่นแหละ ซึ่งก็ได้ผลมินจุนมองคนแก่ที่ว่าด้วยสายตาดุ “ต่อไปพ่อต้องทำกายภาพ ออกกำลังกายให้มาก จะได้แข็งแรง” “กลับไทย พาพ่อไปหาแม่เค้าด้วยนะ” “สิ้นปีนี้หรอครับ” “ใช่” “ไม่ครับ คุณแม่ชอบคนหล่อ หุ่นดี ขืนไปสภาพนี้แม่คงไม่โอ” “ได้ ฉันจะฟิตร่างกายให้แข็งแรง ปึ๋งปั๋งเลย” สองพ่อลูกหัวเราะร่าเสียงดังทั้งคู่ “เฮ้อ!. มินอาลอบถอนหายใจเสียงดัง ยืนมองสองพ่อลูกอยู่ห่างๆ “ทำไม เสียดายหรอ” เธอต้องหัวขวับกลับมามองทันที น้ำเสียงเหน็บแนมที่คนข้างหลังใช้นี่มันฟังแล้วคันหูชะมัด “ดีใจต่างหากล่ะ มีอะไรให้ต้องเสียดาย” “ก็ที่มินจุนกลายมาเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดไง” “ฉันรู้ตั้งแต่อยู่ที่ไทยแล้วละค่ะ” มินอาค่อยๆเหลียวมองพี่ธัพช้าๆด้วยสายตาของคนที่เหนือกว่า เมื่อธัพธัยได้ฟังดังนั้นก็อึ้งไป ‘น่าขายหน้าจริงๆทำตัวเป็นหมาหวงก้างกับน้องสาวเข้าเนี่ยนะ’ แม้ในใจจะรู้สึกอายจนอยากแทรกแผ่นดิน แต่จำต้องทำมึนจะเสียฟอร์มไม่ได้ “ว่าแต่พี่เถอะ คิดอะไรกับมินจุนโอปป้าของฉันหน่ะ ฉันดูออกนะ” การตีสนิทที่ผ่านมาอย่างแรกคือเพื่อพยายามเข้าใกล้มินจุน ส่วนอีกอย่างก็แค่อยากแกล้งยั่วให้ธัพธัยหึง มีใครมองไม่ออกบ้างเล่นหึงออกนอกหน้า ตามติดไม่ลดละขนาดนี้ สำหรับธัพธัยมีแค่เรื่องเดียวแหละที่ทำให้คนขรึมอย่างเขาเสียอาการได้ “แต่เธอทำไมดูไม่ดีใจเลย” ธัพธัยสังเกตสีหน้าที่ไม่ได้แสดงอาการดีใจออกมา แต่กลับเป็นตึงเครียดมากกว่า จะไม่ให้เขาคิดว่าเสียดายยังไงได้ “ยังมีอีเรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่” สีหน้าท่าทางที่ดูเกลียดชังและอารมณ์ที่เกรี้ยวกราดของกันยา ลอยมาเต็มสมองของมินอา ยิ่งได้ฟังสองพ่อลูกพูดถึงคนเป็นแม่ด้วยแล้ว แสดงว่าทั้งสองคนไม่รู้เกี่ยวกับสาเหตุที่คุณกันยาหอบมินจุนหนีกลับไทยเลย ถึงวันที่เจอหน้ากันจะยังยิ้มได้แบบนี้ไหมนะ “พรุ่งนี้เราค่อยไปเที่ยวกันนะ” มินจุนรู้สึกผิดที่พาพี่ไปเที่ยวไม่ได้ตามที่รับปากไว้ “อื้อ กูก็ยังไม่หายดี มึงไม่เคยเจอพ่อเวลาแค่วันสองวันคงไม่พอ ไม่ต้องไปเที่ยวแล้วก็ได้” เขาอยากให้มินจุนได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว ขอแค่น้องมีความสุขตัวเขาเองยังไงก็ได้ แม้โชคชะตาจะพรากเขาจากกัน แต่ก็โชคชะตาอีกนั่นแหละที่ทำให้พวกเขาได้พบกัน “จะให้ผมขับจริงๆหรอ” มินจุนนั่งประจำตำแหน่งคนขับโดยมีธัพธัยเป็นผู้ซ้อนท้าย “เออ ก็กูยังรู้สึกเจ็บๆตัวอยู่นิ ให้มึงขับแหละดีแล้ว” ธัพธัยยังยืนยันคำเดิมไม่เปลี่ยนใจ แม้มินจุนจะมีทีท่าไม่มั่นใจ จะเรียกว่าครั้งแรกก็ได้ในการขับสโนว์โมบิลของมินจุน ซ้ำยังต้องขับบนเส้นทางหิมะอีกด้วย “ฮึบ!” เด็กน้อยสูดลมเข้าเต็มปอดและปล่อยออกมาสุดกำลัง “ทุกเรื่องมันต้องมีครั้งแรกสินะ” ถึงจะกลัวแต่มันก็น่าลอง อย่างน้อยๆพี่ธัพก็อยู่ด้วยอุ่นใจขึ้นมาตั้งเยอะ “มินจุนโอปป้าตามมาเร็ว” มินอาออกตัวไปก่อนอย่างชำนาญ อาจเพราะเธอเกิดและเติบโตที่นี่ คงผ่านการเล่นกิจกรรมหิมะมามากมาย เมื่อรถเคลื่อนตัวคนซ้อนก็ฉวยโอกาสกอดเอวคนขับแน่น ยังแนบใบหน้ากับแผ่นหลัง ดวงตาเยิ้มยิ้มกรุ่มกริ่มอย่าสมใจ ส่วนคนน้องก็มัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาขับสโนว์โมบิล ไม่ได้สนใจว่ามีคนกำลังฉวยโอกาสเนียนแนบชิดชนิดจะสิงร่าง ระยะทางหลายกิโลมีเพื่อนร่วมเดินทางกันมากมาย ลักษณะเป็นเนินบ้างตามสภาพพื้นที่บริเวณนั้น มีกำแพงหิมะขนาดเล็กเป็นแนวตลอดสองข้างทาง “อ๊าา!” โครม! สองร่างลอยเคว้งหลุดโค้งทะลุกำแพงหิมะไปกองอยู่กับพื้นสีขาวโพลน ที่มีความลึกอยู่ประมาณครึ่งแข้ง เมื่อเกิดเหตุอะไรฉุกเฉินธัพธัยมักจะเป็นคนที่ตั้งสติได้เร็วที่สุด เขาพลิกตัวเองลงด้านล่างเพื่อรองรับร่างของมินจุนไว้ได้ทัน “พี่เจ็บป่าว” “ไม่ หิมะมันนุ่มเลยไม่เจ็บ แล้วมึงล่ะ” เด็กน้อยได้แต่ส่ายหัวไปมา ยังไม่ทันยันตัวลุกก็ถูกธัพธัยลุกสวนมาอย่างเร็ว แทนที่พี่จะลุกขึ้นนั่งแต่กลับดันร่างของมินจุนลงด้านล่างแทนซะงั้น “หน้ามึงกับหิมะอะไรขาวกว่ากัน” เวลาอย่างนี้ยังมีอารมณ์ขันแกล้งแหย่น้องได้อีกสมกับเป็นธัพธัยจริงๆ จะทำทุกอย่างตามที่ตนต้องการโดยไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างสักนิด และก็เป็นมินจุนทุกครั้งไป “แหวะ เลี่ยน” ไม้เพียงทำสีหน้าตามที่พูดยังเบือนหน้าหนีไม่สนใจอีก “กูก็ว่างั้นแหละ” ธัพธัยยันตันลุกขึ้นนั่ง มินจุนไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรอย่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้คนพี่รู้สึกนอยด์อยู่บ้างทั้งที่พยายามเข้าหาตั้งมากมายแต่น้องกลับทำเฉย ‘ล้มเลิกง่ายๆไม่ได้นะ’ “กูขับต่อเอง” ธัพธัยยื่นมือให้น้องจับดึงตัวขึ้นจากหลุมหิมะ ‘ก็ขับได้นิ ที่บอกว่ายังไม่หายคืออะไรว่ะ’ พี่นี่ชอบแกล้งอยู่บ่อยๆแต่หลังๆมันชักยังไงอยู่นะ ทั้งสามคนเล่นแทบทุกกิจกรรมที่ทางรีสอร์ทมีจนเหนื่อยอ่อน “เป็นยังไงกันบ้าง เที่ยวสนุกไหม” คุณแทซันนั่งรอเด็กๆกลับบ้านเพื่อร่วมทานอาหารเย็นกัน “สนุกมากครับ” ทันทีที่เห็นหน้าพ่อมินจุนเดินเข้าหา คุกเข่ากับพื้นสองมือประกบมือชายแก่ ส่งรอยยิ้มที่ช่วยให้ชุ่มชื่นหัวใจ คนพ่อช่วยปัดละอองหิมะที่ติดตามผมตามเสื้อผ้าให้ เป็นภาพที่ใจต้องจารึกของสองพ่อลูก เพราะทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดในอนาคตต่างเป็นโมเม้นต์แรกของทั้งคู่ มินจุนรู้สึกเหมือนตนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง “อาหารฝีมือแม่บ้านลีนี่อร่อยจริงๆ” เด็กน้อยนอนตีพุงอยู่บนเตียงข้างๆคุณแทซัน จากมุมนี้มองไปเบื้องหน้าเป็นภาพถ่ายขนาดใหญ่เท่าฝาบ้านถูกติดตั้งไว้ ผู้หญิงและเด็กในรูปเขาคุ้นหน้าดี แต่ผู้ชายคนนั้นคือพ่อสินะ ‘หล่อได้พ่อนี่เอง’ หนุ่มน้อยจับใบหน้าตัวเอง กำไลนั้น มินจุนยกแขนที่สวมกำไลขึ้นสลับกับมองที่ขอมือของหญิงในรูป ‘มิน่าล่ะ ต่อให้ไม่เคยเจอกันก็ยังรู้ได้ว่าเขาเป็นลูก’ “พ่อนอนดูรูปใบนี้ทุกวันคืน สภาพเกือบยี่สิบปีแล้ว ภาพก็เลือนลางไปบ้าง แต่พ่อก็ยังจำทุกรายละเอียดได้ดี” คนมีอายุมองภาพเบื้องหน้าอย่างคนเคยชิน “แต่วันนี้ พ่อไม่เพียงแค่มอง ยังสัมผัสได้อีกด้วย” แทซันเอื้อมมือไปจับมือลูกชายพร้อมกับคลึงเบาๆที่ฝ่ามือเรียว เด็กน้อยที่โหยหาอ้อมกอดของพ่อมาตลอดจึงไม่รีรอที่จะเอียงหัวไปซบที่ไหล่ เขาอยากทำแบบนี้มานานมากแล้วที่ผ่านมาเขาเพียงแค่ฝัน ไม่คิดว่าจะเป็นจริงได้ พ่อที่เขาล้มเลิกความตั้งใจที่จะตามหา ตอนนี้อยู่ตรงนี้ให้เขาแอบอิงอย่างสุขใจ มันเหมือนกับความฝัน ทุกอย่างมันดูง่ายดายไปเสียทุกสิ่ง ทุกอย่างจะราบรื่นดีใช่ไหม “ทำไมพ่อถึงทิ้งเราไปหรอครับ” เป็นคำถามที่ไม่อยากถาม แต่เป็นคำถามที่เขาอยากรู้คำตอบที่สุด จึงกลั้นใจพูดมันออกไปเพราะไม่อยากค้างคาใจอีก “ทิ้ง! พ่อไม่เคยทิ้งกันยากับลูก กันยาต่างหากที่พาลูกหนีไป เพราะอะไรพ่อก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ” พอมาคิดดูแล้วแม่ก็ไม่เคยบอกว่าพ่อทิ้งเรานี่นา อาจจะเพราะตอนเด็กถูกเพื่อนล้อว่าลูกไม่มีพ่อบ้างแหละ พ่อทิ้งบ้างแหละ เลยจำฝังใจและทึกทักเอาเอง แต่แม่ก็ไม่เคยพูดถึงพ่อ บอกแค่ว่าให้โตก่อนแล้วแม่จะบอกที่ควรบอก แต่เพราะเห็นความพยายามเลี้ยงดูลูกด้วยตัวคนเดียวโดยไม่ปริปากบ่นของแม่ จึงทำให้มินจุนไม่กล้าถามหรือไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยถึง กลัวทำร้ายจิตใจของแม่ที่สู้อดทนทำเพื่อตนมาทุกอย่าง “วันนั้นพ่อไปพบคุณย่าของลูกที่บ้านของท่าน พอกลับมาก็ไม่เจอลูกกับกันยาแล้ว พ่อออกตามหาทุกหนทุกแห่งที่คิดว่าแม่เขาจะไป แต่กลับไม่เจอแม้เงา เคยจ้างนักสืบช่วยตามหาที่ไทย กระทั่งพ่อเดินทางไปเองทุกปี การตามหาคนคนหนึ่งเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนมันยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก จนสุดท้ายต้องล้มเลิกเพราะร่างกายเริ่มไม่ไหว” ความหลังแสนเจ็บปวดนี้ถูกเล่าออกมาทั้งน้ำตา มันเป็นความทุกข์มาตลอดช่วงชีวิตหนึ่งของชายที่ชื่อลีแทซัน “พ่อเองก็อยากถามคำถามนี้กับกันยาเหมือนกัน” “อย่าเสียใจไปเลย มันผ่านไปแล้ว ผมอยู่ตรงนี้และจะไม่หายไปไหนอีก” เด็กน้อยทำหน้าที่ปลอบขวัญผู้เป็นพ่อ ท่านคงอัดอั้นมานาน วันนี้เขาจะทำหน้าที่ซับน้ำตาให้เอง อีกไม่กี่วันก็ต้องกลับไทยแล้วคืนนี้มินจุนเลยขอนอนกับพ่อ ปล่อยให้ธัพธัยนอนที่ห้องคนเดียว “เราต้องแต่งตัวแบบนี้จริงๆหรอ” มินจุนส่องมองตัวเองในกระจก ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางๆ แต่สำหรับผู้ชายอย่างเขาแบบนี้ไม่เรียกว่าบางอ่ะ ร่างกายสวมใส่ด้วยชุดฮันบกผู้หญิงโบราณ ผมถูกรวบเก็บสวมทับด้วยวิกถักเปียเหมือนในซีรีย์พีเรียดเกาหลี “สวยจัง มินจุนโอปป้าเหมือนฝาแฝดของฉันเลย คุณย่าต้องตกใจแน่” มินอาจับมินจุนหมุนตัวไปมาโดยมีคนพี่นั่งมองด้วยสายตาหยาดเยิ้ม “พี่ก็ยิ้มอยู่ได้ แต่งชุดผู้หญิงไม่เขินบ้างหรอ” เป็นใครไม่เขินบ้างแต่ถ้าให้แลกกับได้เห็นมินจุนแต่งตัวเป็นสาวน้อยยังไงก็ยอม อีกอย่างไม่มีใครรู้จักเราสักหน่อย แปลกใหม่ดีเหมือนกัน “ถ้าอยากไปหาย่ามึงก็ต้องแต่งแบบนี้ปะ จะเอาไงหรือจะไม่ไป” “เออๆแต่งก็แต่ง” ไม่มีทางอื่นที่ดีกว่านี้แล้วนิ ย่านี่ก็แปลกคน “แต่พี่ธัพเนี่ยถึงจะแต่งหญิงยังไงก็ลบความหล่อไปไม่ได้เลยนะคะ หล่อทะลุเครื่องสำอางเลย” พอเตรียมตัวกันเรียบร้อยก็ถึงเวลาที่ต้องเดินทางไปบ้านคุณย่า มินจุนเดินหน้าคว่ำฉับๆรีบออกไปให้พ้นประตูบ้าน อายกระทั่งคนขับรถ “ที่ฉันรู้มา เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนคุณย่าทะเลาะกับคุณลุงหนักมาก ถึงขั้นไม่มองหน้า ไม่ไปมาหาสู่กัน คุณย่าท่านโกรธจนไม่อนุญาตให้คุณลุงเข้าบ้าน พาลไปถึงห้ามผู้ชายทุกคนเหยียบย่างผ่านเข้าประตูบ้านโดยเด็ดขาด แม้แต่คนสวนรวมไปถึงคนขับรถก็ยังเป็นผู้หญิง ก็เลยเป็นที่มาที่เราต้องแต่งกายในชุดผู้หญิงไงล่ะ” “ต้องเป็นชุดฮันบกด้วยหรอ” “ใช่ คุณย่าท่านหัวโบราณ และชื่นชอบชุดฮันบกมาก” มินอาถึงกับลากเสียงยาวเป็นการยืนยันความหัวโบราณของท่าน “ท่านทะเลาะกันเรื่องอะไรนะ” ประโยคคำถามที่ไม่ได้ต้องการคำตอบของมินจุน ทำให้มินอาถึงกับพูดไม่ออก พ่อของเธอเคยเล่าให้ฟังถึงสาเหตุที่ท่านทั้งสองทะเลาะกันใหญ่โต เพราะคุณย่าท่านได้วางตัวว่าที่สะใภ้ใหญ่เอาไว้แล้ว และไม่ยอมรับสะใภ้ที่เป็นชาวต่างชาติ พาลไปโกธรคุณพ่อของมินอาด้วยเหตุเพราะเข้าข้างพี่ชายและให้การสนับสนุน แต่นั้นมาจึงมีแค่มินอาและคุณแม่ที่ท่านอนุญาตให้ไปเยี่ยมเยียน จะเป็นจริงมากน้อยแค่ไหมเธอก็ไม่กล้าเปิดปากกับมินจุนได้แต่เก็บงำเอาไว้ เรือนไม้ยกจากพื้นไม่สูงมากตามแบบสมัยโบราณ พ้นประตูเข้ามาเหมือนเป็นโลกอีกใบ มีความพีเรียดเข้ากับชุดของสาวๆ ทั้งสามเดินตามคุณแม่บ้านที่กำลังนำไปพบผู้เป็นเจ้าของบ้าน ที่เรือนรับแขกมีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม สามารถเปิดรับลมได้ฝั่งหนึ่ง หญิงชราในชุดฮันบกนั่งรอผู้มาเยือนอยู่เงียบๆ “คิดถึงคุณย่าจังเลยค่ะ” มินอาเข้าสวมกอดหญิงชราพร้อมกับแนะนำเพื่อนที่มาด้วยให้รู้จัก “เที่ยวคังวอนสนุกไหม” คุณย่าหันมาถามมินจุนและพี่ธัพด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “สนุกค่ะ” มินจุนต้องดัดเสียงให้แหลมเล็ก แม้เนื้อเสียงจะบางแต่ก็ค่อนข้างยากอยู่ “พ่อแม่ของเธอเป็นยังไงบ้าง” หญิงชราถามไถ่กับหลานสาวต่อ “ยังไม่กลับจากต่างประเทศเลยค่ะ” “ยังไงกัน แทนที่จะอยู่เป็นครอบครัวร่วมฉลองด้วยกัน” คุณย่าตำหนิลูกชายคนเล็กและภรรยาด้วยโทสะ ด้วยอากาศที่หนาวเย็นเกินกว่าร่างกายของคนแก่จะรับไหว ทำให้ท่านเกิดไอออกมา มินอาจึงรีบหยิบถ้วยชาโดยมีมินจุนเป็นคนช่วยรินชาให้ ชายแขนเสื้อที่ยาวจนเกะกะจึงถูกรั้งขึ้นมาไว้ที่ข้อศอก เผยให้เห็นเครื่องประดับเพียงชิ้นเดียวที่ข้อมือ คุณย่าและคุณแม่บ้านคนสนิทสบตากันและมองกลับมายังกำไลพร้อมกัน สีหน้าของทั้งสองยังคงเรียบนิ่งไม่ไหวติง ท่านจำกำไลนั้นได้จากภาพที่ทางร้านชื่อดังส่งให้ และคุณแม่บ้านเองที่เป็นคนตามสืบจนได้ภาพนั้นมา “แล้วคุณลุงของเธอล่ะ” มินจุนชะงักมือเล็กน้อยก่อนจะควบคุมให้เป็นปกติ “ดีขึ้นค่ะ” ท่านไม่แปลกใจเลยที่อาการของลูกชายคนโตดีขึ้นทั้งที่ทรุดหนกมาหลายปี คงได้ยาดีกระมัง แม้สีหน้าจะดูไม่ยินดียินร้ายแต่ในใจลึกๆแล้วย่อมดีใจ อย่างน้อยตนก็ควรจะจากโลกนี้ไปก่อนลูกชาย เมื่อเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงเด็กๆต่างขอตัวกลับเพื่อให้คุณย่าได้พักผ่อน “หาเจอแล้วสินะ แต่เหมือนฉันจำได้ว่าเป็นเด็กผู้ชายนิ รึจำผิดไป” คนแก่ยืนมองไล่หลังหลานๆ ดูมึนงงกับความทรงจำครั้งเก่า