ความแค้นพุ่งขึ้นหัวจนร้อนกรุ่น ความเย็นะเืเสียดกระดูกก็ไม่อาจทำอะไรนางได้ เรี่ยวแรงที่อ่อนเปลี้ยก็คล้ายกลับคืนมาเป็สิบเท่า มี่เจินแหวกว่ายพาตนเองขึ้นสู่ผิวน้ำ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่คิดจะกลับไปที่ศาลา มือฉวยเอาฝักบัวที่อยู่ไม่ไกลมากำเอาไว้แน่น ก่อนจะขว้างใส่เขาเต็มแรง จะหลบได้ก็ช่าง จะปาไม่โดนก็ช่าง แต่นางจะขว้างจนกว่าจะพอใจ
มี่เจินฉวยหยิบอะไรได้ก็ขว้างใส่ไม่ยั้ง ทั้งฝักบัว ดอกบัว ใบบัว ก้านบัว อีกนิดคงลงไปงมเอารากบัวมาขว้างด้วย นี่ถ้าปลามันไม่ว่ายหนีนางก็จะจับมันมาขว้างใส่เขาด้วย! ความแค้นนี้ทำเอาบุรุษในศาลาต้องทั้งเบี่ยงหลบทั้งะโหลบเป็ว่าเล่น จากที่ตั้งใจจะลงโทษนางกลับกลายเป็เขาที่คล้ายถูกระบายอารมณ์ใส่
นี่มันเื่อะไรกัน?
บ้าที่สุด!
รู้ตัวอีกที ทั้งศาลาหลังงามและสระบัวแสนสวยก็เละไปหมด หนึ่งสตรีในสระหนึ่งบุรุษในศาลาต่างหอบด้วยกันทั้งคู่ และเมื่อรอบข้างไม่มีสิ่งใดให้ใช้ขว้างปาได้อีก มี่เจินจึงสงบสติอารมณ์ของตนเองลงได้บ้าง นางมองเขาด้วยสายตาไม่ชอบใจก่อนจะว่ายน้ำหนีไป ไม่คิดกลับศาลาไปให้เขาจับโยนลงมาอีกครั้ง
“นั่นเ้าจะว่ายไปไหน?”
“...” นางไม่ตอบอะไรทั้งนั้น เป้าหมายคือฝั่งที่อยู่อีกด้าน แม้ระยะห่างจะมากสักหน่อยและจะหนาวเพียงใด แต่แรงฮึดนั้นมีมากกว่า ไม่กลัวด้วยว่าตนเองจะหมดแรงหรือเป็ตะคริว ชั่วชีวิตผ่านเป็ตายมาแล้วกี่หน แม้สุดท้ายจะว่ายไม่ถึงฝั่ง ต้องจมลงไปหนาวตายอยู่ก้นสระก็หาได้กลัวไม่
ความจริง...มี่เจินไม่คิดว่าตนเองจะรอดจากการถูกผลักตกหน้าผาด้วยซ้ำ
นางรู้ดีว่าเื่ในตอนนั้นมันไม่ใช่ความฝัน แม้ไม่รู้ว่าตนรอดมาได้อย่างไร แต่สิ่งที่รู้ดีที่สุดในยามนี้...คือนางยังมีลมหายใจ ยังมีชีวิตอยู่ และจะไม่ขออยู่มองหน้าคนใจร้ายอีกแม้แต่วินาทีเดียว
ตู้ม!
“ว้าย!”
“ท่านอ๋อง!”
“ทหาร! ทหาร! รีบพาท่านอ๋องขึ้นมาเร็ว”
เสียงอะไรบางอย่างตกน้ำกับเสียงโวยวายที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้ มี่เจินชะงัก นางหันกลับไปมองด้านหลังก่อนจะต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นบุรุษน่าตายกำลังว่ายน้ำตรงเข้ามา
จะทำบ้าอะไรอีก?
ไม่รู้เจตนาว่าดีหรือร้าย มี่เจินรีบหันกลับมาตั้งใจจะว่ายน้ำหนีทันที แต่ว่ายไปได้แค่ไม่กี่จ้วง มือแกร่งก็เอื้อมมาถึงตัว นางพยายามสะบัดตัวดิ้นหนีแต่ทำอย่างไรก็ดิ้นไม่หลุด อยากจะศอกใส่หน้าหล่อๆ นั่นสักทีก็ทำไม่ได้เมื่อทั้งตัวโดนรวบเอาไว้อย่างสมบูรณ์
“หยุดดิ้นเสียที! เ้าอยากจมน้ำตายหรืออย่างไร?” เสียงตะคอกดุไม่ได้ทำให้นางกลัว แต่มันกลับเติมเชื้อเพลิงใส่หัวให้ปะทุความร้อนขึ้นอีกครั้ง
“เื่ของฉัน” นางจะเป็ตายแล้วเกี่ยวอะไรกับเขา? อันที่จริงก็เป็เขาที่จับนางโยนลงสระไม่ใช่หรือ?
“ดื้อจริงๆ”
“ปล่อย”
“เหอะ!” คล้ายไม่อยากต่อปากต่อคำ นั่วหลิวจึงลากนางกลับขึ้นฝั่ง แม้แรงดิ้นจะน่ารำคาญไม่น้อยแต่มันก็ไม่ได้เป็อุปสรรคแต่อย่างใด อยากดิ้นก็ดิ้นไป หากคิดว่าแรงเท่ามดเช่นนี้มันจะทำอะไรเขาได้
“ท่านอ๋อง!”
“รีบรับนางขึ้นมาเร็ว!”
เสียงดังวุ่นวายยังคงดังไม่หยุด แล้วดูเหมือนว่าคนจะมาเยอะกว่าตอนแรกด้วยซ้ำ แต่มี่เจินไม่คิดจะสนใจสายตาใครหน้าไหนทั้งนั้น หลุดจากอ้อมแขนของบุรุษน่าตายขึ้นศาลามาได้ นางก็สะบัดตัวจนหลุดจากการประคองของสาวน้อยสาวใหญ่ ใจอยากถีบยอดอกบุรุษผู้นี้ให้หงายตกสระไปอีกรอบแต่มันก็ช่างเสียเวลายิ่งนัก จึงสะบัดตัวเดินออกจากศาลาไปทันที
“นั่นเ้าจะไปไหนอีก?”
เพียงประโยคเดี๋ยวเท่านั้น เหล่าคนในชุดโบราณก็พร้อมใจกันเข้ามาขวางนางเอาไว้ ปิดทุกทางไม่ให้เดินต่อ มี่เจินขมวดคิ้วหงุดหงิด แม้เสี้ยวหนึ่งในใจจะสงสัยว่าคนเหล่านี้นึกพิลึกอะไรถึงแต่งตัวเช่นนี้ หรือมันคือยูนิฟอร์มแม่บ้านกับบอดิการ์ดของที่นี่? แต่ช่างหัวมัน! อยากจะแต่งตัวโบราณหรือชุดวันเกิด ยามนี้นางก็ไม่สนใจทั้งสิ้น
ในเมื่อคู่กรณีที่นางต้องสนใจคือคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง
มี่เจินหันกลับไปมองบุรุษหน้าตาหล่อเหลาตัวเปียกโชกที่เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า บนตัวมีเสื้อคลุมตัวใหญ่ จะว่าไปเมื่อครู่ก็มีคนพยายามจะคลุมผ้าให้นางเช่นกัน แต่สะบัดทิ้งไปแล้ว ต่อให้หนาวตายก็ไม่ขอรับของจากบุรุษผู้นี้
“เลิกก่อเื่วุ่นวายเสียที”
“ใครก่อเื่?”
“หรือจะบอกว่าเ้าไม่ได้ทำ?”
“แล้วฉันทำอะไรล่ะ?” มี่เจินจำได้ว่านางเพียงเดินออกมาดูสวน บังเอิญเจอเขา และก็เป็เขาที่ไม่อยากคุยกับนาง ฉะนั้นการที่นางเดินจากมานั่นก็เป็เื่ที่ถูกต้องแล้ว ทั้งหมดมันวุ่นวายก็เพราะเขาเดินตามมาเอง ทั้งยังจับนางโยนลงสระอีก
เื่มันวุ่นวายขึ้นมาก็เพราะเขานั่นแหละ
“ก็เ้า!”
“ฉันทำอะไร?” มี่เจินเชิดหน้าสบตากลับไปอย่างแข็งกร้าว
“เ้าขัดคำสั่งข้า”
“เป็ใคร? ถึงมีสิทธิมาสั่ง จะว่าไปนายมันก็เป็คนบ้าอำนาจแล้วก็เผด็จการมาั้แ่เมื่อก่อนแล้วนี่” สิ้นประโยคนี้รอบข้างเงียบสนิทไม่มีแม้แต่เสียงเคลื่อนไหว แววตาของคนตรงหน้าเองก็แข็งกร้าวดุดันขึ้นกว่าเดิม
หมับ
เร็วกว่าจะทันตั้งตัว มือแกร่งเอื้อมมาคว้าแขนนางไปกำเอาไว้แน่น บีบแรงเสียจนเจ็บร้าวไปทั้งแขน หากกระดูกจะหักก็ไม่ใช่เื่น่าใเลยสักนิด แต่ถึงอย่างนั้นมี่เจินก็ไม่คิดจะร้องออกมา ไม่อยากให้คนผู้นี้เห็นน้ำตาหรือได้ยินเสียงร้องของนางไปมากกว่านี้
แค่ในอดีตมันก็เกินพอแล้ว
เพราะไม่อยากร้องออกมา มี่เจินจึงกัดปากตนเองกลั้นเสียงเอาไว้ ผลที่ได้คือโลหิตสีแดงที่ไหลซึม หากแต่นางก็ไม่ได้สนใจมันเลยสักนิด ยังคงมองจ้องสบตากับเขาอย่างแข็งกร้าว ไม่แสดงความอ่อนแอของตนให้คนตรงหน้าได้เห็น กลับกลายเป็บุรุษตัวสูงใหญ่อย่างนั่วหลิวเสียอีกที่ใกับเืเพียงน้อยนิดนั่น แวบแรกที่เห็นเืของนางความโกรธที่สุ่มอยู่ในอกก็คล้ายลดลงไปกว่าครึ่ง
มันจะอะไรกันนักหนานะสตรีผู้นี้!
“แล้วเ้าจะรู้ว่าข้าเผด็จการยิ่งกว่าที่คิด” พูดจบก็ผลักนางไปให้นางกำนัลที่ยืนรออยู่ ไม่คิดถนอมใดๆ ทั้งสิ้น “พานางกลับเรือน แล้วเฝ้าเอาไว้อย่าให้หนีออกมาได้”
“เพคะ” นางกำนัลรับคำสั่งเสร็จก็ช่วยพยุงสองแขนพามี่เจินกลับเรือนทันที
มี่เจินไม่ได้โวยวายอะไรออกมา ทำเพียงมองบุรุษน่าตายอย่างไม่ชอบใจ ก่อนจะถูกพาตัวออกไป ลองสะบัดให้หลุดจากการประคองแต่คราวนี้กลับไม่หลุด สตรีพวกนี้จับนางเอาไว้แน่นไม่ยอมให้ดิ้นหนีไปไหน แม้ท่าทางจะนอบน้อมอ่อนโยน แต่ไม่! มันไม่มีความอ่อนโยนสักนิด!
สุดท้ายก็ถูกพากลับมาที่เดิม โดนจับเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยที่ขัดขืนอะไรไม่ได้ แล้วมาจบลงที่เตียงเดิม
บ้าที่สุด
ท่ามกลางสติที่เลื่อนลอย มี่เจินรู้สึกว่าร่างกายของนางเบาหวิวคล้ายลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ มันรู้สึกสบายเสียจนไม่อยากจะลืมตาตื่นขึ้นมา อยากนอนอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ
“ตื่นเถอะแม่นาง” เสียงหวานดังอยู่ในหัว “ได้เวลาตื่นแล้ว”
มี่เจินลืมตาตื่นตามที่เสียงนั้นบอก นางลืมตาขึ้นมามองรอบข้างก่อนจะเลิกคิ้วด้วยความสงสัย ขาวโพลนเช่นนี้มันคือที่ใดกัน? ์หรือ? มี่เจินไม่ใที่ตนตาย ในเมื่อภาพความทรงจำทุกอย่างยังคงชัดเจน มันชัดเสียจนนางต้องยิ้มเยาะให้กับชะตากรรม ก้มมองสองมือของตน อยากดูให้รู้ว่าิญญานั้นแท้จริงแล้วเลือนรางเหมือนในหนังหรือไม่ แต่ร่างกายของนางในยามนี้กลับชัดเจนยิ่ง ทั้งััเอง ก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากมนุษย์ปกติทั่วไป
“นี่ฉันยังไม่ตายเหรอ?”
“เ้าตายแล้วล่ะ”