ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 103 ราชายักษ์ อันธกาสูร

              10:20 PM


              เสียงฝีเท้าอันเร่งรีบสะท้อนไปทั่วอุโมงค์ใต้ดินอากาศชื้นและกลิ่นเหม็นอับทำให้บรรยากาศดูหนักอึ้งและอึดอัด


              ฮันเตอร์ชายนิรนามสองคนเคลื่อนไหวด้วยวิชาตัวเบาฝีเท้าของพวกเขาแทบจะไม่สัมผัสพื้น มุ่งตรงไปตามแนวสัญลักษณ์เครื่องหมายที่กลุ่มพวกตนทำทิ้งไว้อย่างเร่งรีบผ่านอุโมงค์ยาวอันคดเคี้ยวคับแคบราวกับเขาวงกต


              “แฮ่กๆ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้”


              น้ำเสียงของหนึ่งในสองพูดขึ้นอย่างสั่นเครือความเหนื่อยล้าสะท้อนอยู่ในจังหวะลมหายใจ


              “เลิกคร่ำครวญแล้ววิ่งต่อไปเราจะปล่อยให้การเสียสละของพวกเขาสูญเปล่าไม่ได้ต้องรีบแจ้งเรื่องนี้กับทางสมาคมโดยเร็วที่สุด!”


              ชายอีกคนหนึ่งตะโกนกลับมาสีหน้าและแววตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ไม่ว่าทางข้างหน้าจะยากเย็นแค่ไหนพวกเขาก็ต้องไปให้ถึงจุดหมาย


              “ปัดโถ่เว้ย! บัดซบที่สุด—”


              พวกเขายังคงวิ่งต่อไปเพื่อนำส่งข้อมูลอันสำคัญสู่โลกภายนอก


     

              — ย้อนกลับไปหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้า —


              “ป่านนี้ทีมอื่นๆ คงผ่านไปถึงอาณาเขตของราชากันได้แล้วล่ะมั้ง”


              ฮันเตอร์คนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมถอนหายใจออกมาเบา ๆ ความเบื่อหน่ายแฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้น


              “เฮ้ๆ พวกเราต้องคอยประสานงานกับคนของสมาพันธ์ คอยช่วยเหลือพลเรือนตกค้างตลอดเส้นทางมันก็ต้องช้าเป็นธรรมดาอยู่แล้วไหม”


              บทสนทนาของคนในกลุ่มของซาบุโร่เอ่ยขึ้นอย่างไม่ซีเรียสจริงจังขณะกำลังเดินไปตามรางรถไฟผ่านอุโมงค์ยาวคดเคี้ยวพร้อมด้วยอาวุธและสัมภาระที่เตรียมมาพร้อม


              ร่องรอยของการต่อสู้ที่ผ่านมาหลายจุดทำให้พวกเขาดูเหนื่อยล้าแต่ทุกคนยังคงก้าวเดินต่อไปด้วยจิตใจมุ่งมั่น เสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนและรอยเลือดรวมถึงบาดแผลเล็ก ๆ ที่เกิดจากการปะทะกับมอนสเตอร์ ทำให้บรรยากาศการเดินทางเต็มไปด้วยความทรหด


              การเดินทางในดันเจี้ยนครั้งนี้เป็นการประสานงานระหว่างทีมของพวกเขากับสมาพันธ์เพื่อช่วยเหลือพลเรือนที่ติดอยู่ตามทางเดินใต้ดิน พวกเขาจำเป็นต้องเดินช้าและคอยสังเกตทุกย่างก้าว


              “เหอะถ้าพวกเราเอาจริง คิดเหรอว่าจะสู้เจ้าพวกนั้นไม่ได้”


              ซาบุโร่ได้แต่ส่ายหัวก่อนจะปลอบใจทุกคนว่า


              “เป้าหมายวันนี้เรามาเพื่อช่วยคนไม่ได้มาแข่งขันกับใคร เสร็จงานนี้เดี๋ยวฉันเลี้ยงมือใหญ่ไม่อั้นหัวหน้าใหญ่ไฟเขียววันหยุดพักผ่อนให้พวกนายเพิ่มเป็นพิเศษแล้วด้วย”


              “วู๊ว~ งั้นขอร้านเดิมแล้วกันนะครับคุณซาบุโร่ลงดันเจี้ยนติดต่อกันหลายวันแบบนี้ ขอเมาให้สุดเหวี่ยงยันเช้า”


              “นี่แกไม่เบื่อบ้างรึไงวะเปลี่ยนร้านบ้างเหอะ คิดว่าฉันไม่รู้หรือไงว่าแกเล็งลูกสาวเถ้าแก่อยู่น่ะ”


              “รู้หยั่งงี้แล้วแกก็ต้องช่วยสนับสนุนฉันสิวะ”


              ในยามที่เดินอยู่นั้นไม่รู้สึกเลยว่าภูมิประเทศของมันซับซ้อนสักแค่ไหนทว่ายามนี้ซาบุโร่กลับรู้สึกว่าที่นี่ราวกับเป็นเขาวงกตเดินไปโผล่เส้นทางไหนก็คล้าย ๆ กันไปหมด จนกระทั่ง—


              “ชู่วว!”


              ซาบุโร่กำมือส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียงลงสายตาจ้องมองไปที่ปลายสุดของเส้นทาง หลังได้เห็นสัญญาณเตือนจากทีมสอดแนมอีกครั้ง

     


     

              ลูกทีมทุกคนจัดขบวนอยู่ในตำแหน่งอย่างรู้งานยิ่งพวกเขาสืบเท้าเข้าใกล้มากเพียงใดเสียงของการต่อสู้ก็ลอยเข้ามาให้ได้ยินมากขึ้นเรื่อย ๆ


              “นี่มันเกิดบ้าอะไรกันขึ้น”


              ซาบุโร่ได้ยินใครบางคนพึมพำออกมาอย่างตกตะลึงสายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปเบื้องหน้าอย่างไม่สามารถละสายตาได้


              สุดปลายอุโมงค์บริเวณจุดที่พวกเขายืนอยู่นั้นเบื้องหน้าเป็นโถงทรงกลมขนาดยักษ์ ริมผนังมีรูอุโมงค์ของเส้นทางรถไฟสายอื่น ๆมาบรรจบลงที่นี่ หาก้มมองลงไปจะเห็นโคนของต้นไม้ยักษ์ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางโถงยอดของมันแทงทะลุเพดานออกไป ไม่สามารถเห็นสัดส่วนความสูงของลำต้นได้เพราะถูกผนังเพดานปิดไว้กิ่งก้านส่วนอื่น ๆ นับร้อยแทงทะลุผนังเชื่อมต่อเป็นสะพานกับปลายอุโมงค์นับร้อยเส้นทาง


              มันช่างดูโอ่อ่าและหน้าหวาดหวั่นในคราวเดียวกันพวกเขารับรู้ได้ทันทีว่ากิ่งก้านที่พบเห็นตลอดเส้นทางล้วนมีต้นกำเนิดจากที่นี่ทั้งสิ้น


              โถงขนาดยักษ์นี้กินพื้นที่เป็นหลักกิโลเมตรรากไม้ขนาดมหึมาของต้นไม้ยักษ์แผ่กระจายไปทั่วพื้น ทำให้พื้นที่ด้านล่างเป็นรากไม้อันคดเคี้ยว


              แต่สิ่งที่ทำให้ตกใจยิ่งกว่าคือศพนับร้อยของเหล่าฮันเตอร์นอนเกลื่อนกลาดบนรากไม้ด้านล่าง และมีฮันเตอร์อีกหลายร้อยชีวิตที่กำลังสู้ติดพันอยู่กับอสูรตัวหนึ่ง


              ออร่าอันน่าหวาดหวั่นของอสูรตัวนั้นแผ่กระจายไปทั่วจนสัมผัสได้จากระยะไกล เพียงแค่จ้องมองจากด้านบนพวกเขาล้วนตระหนักได้ทันทีว่านี่คือ ‘ราชา’ของดันเจี้ยนแห่งนี้


              “ตรวจสอบระดับของมันได้ไหม”


              ฮันเตอร์ที่มีความสามารถในการตรวจจับยังต้องส่ายหัวอย่างจนใจ


              “ไม่ได้เลยครับระดับอัตลักษณ์ของผมต่ำเกินกว่าจะตรวจสอบมันได้”


              เมื่อได้ฟังเช่นนั้นทุกคนต่างก็อึ้งงันไปรู้ได้ทันทีว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์แบบไหน


              “ว่าไงนะ! ถ้าแม้แต่นายยังวัดระดับของมันไม่ได้...งั้นเจ้านี่มันอยู่ในระดับไหนกันแน่?”


              “เกรงว่านี่คงจะเกินมือพวกเราไปแล้วนะครับคุณซาบุโร่”


              หลังปล่อยให้ลูกทีมต่างแสดงความคิดเห็นซาบุโร่ก็ใช้เวลาประเมินสถานการณ์และตัดสินใจอย่างเร่งด่วนในทันที


              “เอาล่ะทุกคนประจำตำแหน่งรูปขบวนเราจะเข้าไปเสริมกำลังให้พวกเขา อย่าผลีผลามทำอะไรเกินตัวเด็ดขาดเป้าหมายหลักคือช่วยคนเท่าที่ช่วยได้ออกมาก่อน”


              “รับทราบครับ/ค่ะ!”


              เม็ดเหงื่อไหลลงจากขมับช้าๆ แม้จะรู้ดีว่าศัตรูนั้นเกินกำลัง แต่พวกเขาก็เชื่อมั่นในการตัดสินใจของหัวหน้า


              “ทุกคนลุยได้!”


              ทีมของซาบุโร่กระโดดสไลด์ตัวลงไปตามรากไม้ที่เชื่อมถึงพื้นด้านล่างร่างกายของแต่ละคนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและแม่นยำฝ่ามือจับยึดกับกิ่งก้านเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหว


              เมื่อลงไปถึงส่วนรากฮันเตอร์แต่ละคนก็มองเห็นการต่อสู้อย่างชัดเจนอสูรราชาตัวนั้นมีร่างกายที่ใหญ่โตและเต็มไปด้วยลวดลายเรืองแสงที่แผ่พลังงานอันน่าหวาดหวั่น


              “อึก...มาช้าไปหน่อยนะซาบุโร่”


              ชายซึ่งนอนจมกองเลือดคนหนึ่งที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีทักขึ้นน้ำเสียงแหบพร่าของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดบาดแผลบริเวณช่องท้องและรอยไหม้บนท่อนแขนแสดงให้เห็นถึงระดับความสาหัส


              “มันเกิดอะไรขึ้นทำไมทุกอย่างถึงวุ่นวายขนาดนี้?”


              อีกฝ่ายจึงเล่าให้ฟังว่าหลังฮันเตอร์ทีมอื่นๆ กระจายตัว ช่วยกันเคลียร์เงื่อนไขของดันเจี้ยนสำเร็จ กลุ่มที่นำโดยซูโดเป็นฝ่ายได้เข้าถึงราชาก่อนจึงได้สิทธิ์ท้าทายราชาเป็นทีมแรก


              แต่ฮันเตอร์หลายกลุ่มเสนอให้ทำการประเมินราชาจนทราบผลถึงระดับของมันจนแน่ชัดเสียก่อนหรืออย่างน้อยควรอพยพผู้ประสบภัยไปอยู่ในเขตที่ทางสมาพันธ์คุ้มครองเผื่อในกรณีที่ไม่สามารถจัดการราชาลงได้


              “เหอะ…ดูเหมือนไอ้เวรนั่นจะทะนงตนเกินไป บอกกับพวกเราว่าแค่ล้มราชาได้ดันเจี้ยนก็คลายตัวออกเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องเสียเวลา...สุดท้ายมันก็ประเมินพลังของราชาผิดพลาดแล้วยังปล่อยราชาหลุดออกจากอาณาเขตตัวเองแบบนี้ ไอ้พวกระยำเอ๊ย!”


              การปล่อยราชาหลุดออกจากอาณาเขตเกิดขึ้นได้สองกรณีเช่น ทีมที่ท้าทายกลุ่มแรกถูกสังหารลงทั้งหมด หรือสมาชิกกลุ่มแรกยกเลิกการต่อสู้และหลบหนีออกมา


              เมื่อเกิดเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งราชาจะไม่ถูกจำกัดอยู่ในอาณาเขตของตัวเองอีกต่อไปมันสามารถย่างกรายไปได้ทุกอาณาบริเวณของดันเจี้ยนถือเป็นเรื่องร้ายแรงซึ่งต่างรู้กันดี


              “แล้วทีมของนายได้ข้อมูลอะไรจากมันบ้างไหม”


              อีกฝ่ายส่ายหัวช้า ๆพยายามรักษาสติไว้จากอาการเสียเลือดมาก


              “ไม่เลยสักนิดพรรคพวกของฉันตรวจสอบได้แค่นามของมันเท่านั้น เจ้านั่นมีชื่อว่า ‘อันธกาสูร’ มันขยี้พวกเราอย่างกับมดปลวก แค่ก ๆ...ระดับต่างกันอย่างชัดเจนเกินไป”


              “เข้าใจล่ะนายช่วยรักษาหมอนี่ที และพาเขาออกไปนอกเขตการต่อสู้ซะ ส่วนคนอื่นตามฉันมา”


              ซาบุโร่สั่งให้ลูกทีมคนหนึ่งพาผู้บาดเจ็บออกไปและเรียกทุกคนรวมพล


              สายตาเฝ้าจับจ้องราชาที่กำลังเข้าโรมรันกับฮันเตอร์นับร้อยบริเวณโคนต้นไม้ยักษ์รูปร่างของมันมีความสูงกะด้วยสายตาถึง 2.5 เมตรผิวกายสีน้ำตาลหม่นเทานัยน์ตาสีแดงเข้ม มีดวงตาที่สามอยู่บริเวณกลางหน้าผากและมีมือถึงสี่ข้าง สวมศิราภรณ์มงกุฎยอดกนกประดับด้วยเพชรหลากสีบริเวณครึ่งร่างกายซีกขวาสวมเกราะสีทองอร่ามเป็นประกายวิบวับต่างจากด้านซ้ายที่เปลือยเปล่า



     

              ซาบุโร่นำทัพเข้าช่วยเหลือทีมอื่นๆ อาศัยจังหวะที่ราชาหันหลัง พุ่งตัวชาร์จขวานศึกในมือ สับขวานลงด้วยแรงทั้งหมดไปยังตำแหน่งไหปลาร้าของราชา


              ทว่ากลับถูกสกัดการโจมตีด้วยแขนข้างหนึ่งซึ่งยื่นมาจับด้ามขวานของตนไว้ โดยที่ตัวมันไม่แม้แต่จะหันมาชำเลืองมอง


              ‘เจ้านี่!ปฏิกิริยาไวมาก ทั้งที่หันหลังและสู้ติดพันอยู่แท้ ๆ’


              ซาบุโร่คิดพลางพยายามสลัดขวานให้หลุดจากการจับกุมของราชาแต่ก็ไม่เป็นผล


              “ไม่ต้องสนใจฉันระดมเวทย์!”


              เหล่าฮันเตอร์ที่ยืนรายล้อมอยู่วงนอกเริ่มกระหน่ำโจมตีจากระยะไกล


              ราชายกซาบุโร่ลอยขึ้นบนอากาศแล้วยัดลูกเตะธรรมดาๆ ใส่กาโต้จนตัวลอยละลิ่วฟาดใส่กับรากไม้ด้านหลัง ลูกเตะนี้หนักหน่วงเกินไปซาบุโร่รู้สึกว่าตนเองราวกับถูกรถบรรทุกชนกระดูกทั้งร่างสั่นสะท้านพร้อมจะแตกเป็นเสี่ยง ๆหากผ่อนออร่าลมปราณคุ้มกายออกแม้เพียงนิด สภาพศพคงเละเทะไม่น่าดู


              สิ่งสุดท้ายที่ซาบุโร่เห็นก่อนลอยออกมาคือมันกำลังประกบมือทั้งสี่ร่ายอาคมบางอย่าง ก่อนถูกโจมตีจากหลายทิศทางพร้อมกันและจมหายอยู่ในฝุ่นควัน ซึ่งเกิดจากเอฟเฟกต์ของเวทย์นานาชนิดและความไม่เป็นระเบียบระหว่างการประสานงานกันของฮันเตอร์จากหลายทีม


              “ตายซะไอ้ราชายักษ์เวร!”


              ฮันเตอร์คนหนึ่งตะโกนอย่างมีหวัง แม้น้ำเสียงจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัว


              “เป็นไงบ้าง การโจมตีได้ผลไหม”


              ฮันเตอร์อีกคนถามขึ้นพร้อมจับจ้องไปยังม่านควันหนาทึบ


              “ทางนี้มีคนบาดเจ็บหนักใครก็ได้ช่วยพาหมอนี่ไปรักษาที”


              เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นจากอีกมุมหนึ่งของสนามรบเกิดภาพความวุ่นวายเล็กน้อยหลังการระดมโจมตีสิ้นสุดลง


              ‘ยังหรอกมันไม่มีทางจบง่าย ๆ แค่นี้แน่’


              ซาบุโร่คิดพลางยันตัวเองขึ้นมาอย่างยากลำบากยังรู้สึกจุกเสียดจากแรงกระแทกเมื่อครู่


              "ทุกคนอย่างเพิ่งลดการป้อง—"


              ฟุ่บ!


              ยังไม่ทันได้เอ่ยเตือนพลังงานสีแดงเข้มทั้งเล็กและแคบถูกยิงออกมาจากม่านควันเป็นเส้นตรงราวกับแสงเลเซอร์ความร้อนสูง


              ฮันเตอร์บางส่วนที่มีปฏิกิริยารับรู้ไวหน่อยสามารถม้วนตัวหลบพ้นจากวิถีได้ทันบางส่วนถูกลำแสงวาดผ่าน แยกร่างกายออกเป็นสองซีก อวัยวะขาดสะบั้นเป็นภาพชวนสยอง


              การโจมตีอันทรงพลังเพียงครั้งเดียวกวาดเอาชีวิตฮันเตอร์ไปได้หลายสิบคน


              ราชาดีดตัวลอยขึ้นสูงพุ่งทะลุผ่านม่านควันและม้วนตัวถีบอากาศลงมาประดุจดาวตก วินาทีที่มันลงมายืนบนพื้นทั่วทั้งพื้นดินต่างสั่นสะเทือนขึ้นมา ฝุ่นถูกลมอันรุนแรงพัดจนฟุ้งกระจาย


              “วะ...เหวอออ— ไม่เอาแล้ว ช่วยฉันด้วย!”


              ฮันเตอร์ผู้โชคร้ายคนหนึ่งหันไปสบสายตาสีแดงเพลิงเข้าไฉนเลยยังมีความคิดหวังล้มสิ่งมีชีวิตตรงหน้าความคลาดกลัวสลักฝังอยู่ในดวงตาและจิตใจ พยายามหันหลังวิ่งอย่างสุดกำลัง


              ‘ฉั๊ว’

              เสียงของเนื้อฉีกขาดชายคนดังกล่าวถูกสันมือฟันจนคอขาดกระด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว


              เมื่อมีคนเริ่มถอดใจย่อมส่งต่อความสิ้นหวังราวกับโรคระบาดทุกคนต่างเริ่มหลีกหนีไปจากสถานการณ์เบื้องหน้า


              ทางฝั่งราชาหลังจู่โจมเสร็จมันหยุดนิ่งกับที่เพียงครู่หนึ่ง สายตาจับจ้องเหล่าฮันเตอร์ที่กำลังวิ่งหนีก่อนจะเคลื่อนไหวด้วยความเร็ว เด็ดหัวเหยื่อคนแล้วคนเล่าราวกับกำลังสนุกสนานที่ได้เล่นกับความกลัวของมนุษย์ ไล่ขยี้ฮันเตอร์คนแล้วคนเล่า


              ทุกสิ่งถูกขยี้อย่างเท่าเทียมนี่คือการไล่ล่าสังหารหมู่อย่างแท้จริง


              ซาบุโร่ได้แต่กัดฟันอย่างเจ็บใจไม่สามารถทำอะไรกับสถานการณ์นี้ได้เลย


              “เร็วเข้ารีบตั้งขบวนใหม่! จู่โจมราชาจากทั้งสองด้าน”


              “ยันไว้ ยันไว้”


              “ขาฉันหัก ใครก็ได้เอาฉันออกไปจากตรงนี้ที”


              “ต้านไม่อยู่แล้วเจ้านี่แข็งแกร่งเกินไป!”


              เสียงตระโกนโวยวายของพวกที่ยังไม่ยอมแพ้ผสานกับเสียงของพวกที่กำลังสิ้นหวัง


              “หัวหน้าเป็นยังไงบ้างค่ะ!”


              ลูกทีมของซาบุโร่โผล่มาในสภาพสะบักสะบอมไม่ต่าง


              “ฉันยังไหวพวกนายทุกคนพาคนเจ็บเท่าที่ช่วยได้ออกไปจากที่นี่และรายงานสถานการณ์ทั้งหมดให้สมาพันธ์รับรู้”


              “แล้วหัวหน้าล่ะครับ?”


              ลูกทีมอีกคนถามขึ้นด้วยความลังเล


              “ฉันจะยื้อเจ้านั่นไว้สักพักแล้วจะรีบหาทางหนีตามพวกนายไปให้เร็วที่สุด ไม่ต้องห่วง”


              เขากล่าวพร้อมกับแย้มยิ้มให้ลูกทีมเห็นว่าไม่เป็นไร


              ทุกคนต่างเกิดอาการลังเลอย่างเห็นได้ชัดแม้จะขลาดกลัว แต่ก็ไม่สามารถปล่อยให้หัวหน้าของพวกเขาสู้อย่างโดดเดี่ยวได้


              “ตะ...แต่ว่า—”


              “—ไปซะ นี่เป็นคำสั่ง! ความหวังอยู่ที่พวกนายทุกคนแล้ว ฝากด้วยนะ"


              ซาบุโร่กล่าวจบก็กำขวานศึกพุ่งเข้าใส่ราชาอีกครั้งโดยไม่หันกลับมานี่คือสิ่งสุดท้ายที่เขาสามารถทำได้ในฐานะหัวหน้า


              ‘รอดออกไปให้ได้นะทุกคน’

     

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน