ตอนที่25 : เพลิงกลางใจ
รุ่งเช้าของวันที่สิบสาม เดือนห้า
เสียงกลองศักดิ์สิทธิ์ดังขึ้นสามครั้งทั่วเมืองหลวง
“มีพระราชโองการเรียกประชุมใหญ่ราชสำนัก!”
ทั้งขุนนาง ขันทีและแม่ทัพผู้ใหญ่ต่างรวมตัว ณ ท้องพระโรง
ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองว่า —
วันนี้ฮ่องเต้จะทรงตัดสิน“ผู้ที่เหมาะสมจะเป็รัชทายาทแห่งแคว้นหาน”
ภายในท้องพระโรงนั้น อากาศขมุกขมัว
เสียงกระซิบของขุนนางดังก้องอย่างประหม่า
หานอวี้จินในชุดขาวสะอาดเดินเข้าสู่ท้องพระโรง
แววตาสงบนิ่งแต่หนักแน่น
ตรงข้ามกันคือหานอวี้หลงในชุดดำทอง ยิ้มเย็นราวผู้มั่นใจในชัย
ฮ่องเต้ประทับเหนือบัลลังก์
พระเนตรทรงเฉียบคมจนทั้งสองต้องก้มศีรษะ
ขันทีหลวงอ่านโองการเปิดการประชุม
“ด้วยมีเสียงกล่าวหาและเสียงสรรเสริญแก่องค์ชายทั้งสองแตกต่างกันไป
จึงมีรับสั่งให้ชี้แจงต่อหน้าฟ้าและขุนนางทั้งปวง
เพื่อให้ประชารู้ ว่าผู้ใดคู่ควรแก่แผ่นดิน”
เสนาบดีจางเหว่ยค้อมตัวออกมาก่อนใคร
“ฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ! ข้าน้อยมีหลักฐานชัดเจนว่าสำนักปัญญาได้ขยายสาขาไปยังสามเมืองใหญ่
โดยใช้เงินจากพ่อค้าต่างแคว้น! นี่คือการสมรู้ร่วมคิดกับภายนอก!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
องค์ชายรองยกพัดขึ้น ยิ้มบาง
“พี่ใหญ่ของข้าชอบทำสิ่งใหญ่แต่บางครั้งก็ลืมว่าทุกอย่างมีขอบเขต
ข้ากลัวเพียงว่า ปัญญาที่มากเกินไป... จะกลายเป็ไฟที่เผาแผ่นดิน”
หานอวี้จินเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินไปข้างหน้า
เขาก้มศีรษะคารวะ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ฝ่าาข้าไม่ปฏิเสธว่า สำนักปัญญาเติบโต
แต่เงินทุกตำลึงนั้น มาจากประชามาจากหยาดเหงื่อของข้าและสหายที่ร่วมสร้าง”
เขาหยิบแผ่นหนังสัตว์ออกมาแผ่นหนึ่ง
“นี่คือบัญชีรายรับรายจ่ายของสำนักปัญญา — เปิดเผยได้ต่อหน้าทุกคน”
ขุนนางหลายคนขยับตัวด้วยความใ
เพราะเอกสารนี้มีตรารับรองจากแม่ทัพไป๋เหิงและตราลับของกรมคลังหลวง!
“ข้าขอให้ฝ่าาทรงพิจารณาเอง
ว่าสำนักของข้า... สร้างอำนาจ หรือสร้างอนาคต?”
เขาหันไปมองขุนนางทั้งหมด
“ท่านทั้งหลายจงตอบข้ากำลังสร้างภัย — หรือสร้างประชา?”
ขุนนางผู้เฒ่าคนหนึ่งที่เคยสงบมานานเอ่ยขึ้น
“ข้าน้อยไปเยี่ยมสำนักปัญญาเมื่อเดือนก่อน
เห็นเด็กเล็กกำลังเรียนการคำนวณ
เห็นหญิงชราได้รับเกลือขาวและน้ำสะอาดจากโรงต้ม
หากนี่คือภัย... ข้าน้อยอยากให้แผ่นดินเต็มไปด้วยภัยเช่นนี้”
อีกหลายคนเริ่มเห็นด้วย
เสียงเห็นชอบดังขึ้นทีละคน สองคน
จนกลายเป็กระแสคลื่นเสียงที่ถาโถมไปทั่วท้องพระโรง
องค์ชายรองเริ่มหน้าซีด มือกำพัดสั่น
“เ้าพวกนี้... ถูกหลอกด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ!”
หานอวี้จินหันไปสบตาเขา
“คำพูดอาจหลอกได้หนึ่งวันแต่การกระทำพิสูจน์ได้ชั่วชีวิต
เ้ากลัวคำของข้า... หรือกลัวเงาของความจริงที่มันสะท้อน?”
ฮ่องเต้ลุกขึ้นจากบัลลังก์
เสียงทุกอย่างเงียบสนิททันที
พระเนตรทอดมองไปยังโอรสทั้งสอง
ก่อนตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“อวี้หลง...เ้าเปี่ยมด้วยความทะเยอทะยาน แต่ไร้สติยั้งคิด
อวี้จิน... เ้าถ่อมตนแต่มีแสงในใจที่ไม่ยอมดับ
แผ่นดินหาน้าผู้ที่กล้าใช้ปัญญาเพื่อคนอื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเอง”
ฮ่องเต้ชูมือขึ้น
“ั้แ่บัดนี้ —หานอวี้จิน เป็รัชทายาทแห่งแคว้นหาน!”
เสียงฆ้องดังสามครั้งทั่วท้องพระโรง
ขุนนางทั้งหลายคุกเข่าพร้อมกัน
“ถวายพระพรองค์รัชทายาท!”
“องค์ชายใหญ่จงทรงพระเจริญ!”
แต่ในมุมเงามืด —
องค์ชายรองกำหมัดแน่นจนเืไหลซึม
“ได้สิ...เ้าจะได้มันไปในวันนี้
แต่จำไว้ว่า... สิ่งที่ฟ้าให้ ข้าจะเอาคืนด้วยมือข้าเอง”
ค่ำวันนั้น
หานอวี้จินกลับถึงสำนักปัญญา
บัณฑิตและประชาทั้งหลายออกมาต้อนรับด้วยเสียงโห่ร้อง
ไป๋อวี้จิงก้าวเข้ามาหายกสุราในมือขึ้น
“รัชทายาทหานอวี้จิน —ท่านทำให้ฟ้าเปลี่ยนใจได้ด้วยความจริง”
เขารับจอกมา ยิ้มบาง
“ข้าไม่ได้เปลี่ยนใจฟ้า...
ข้าเพียงทำให้ฟ้าเห็นว่า ‘คน’ ยังคู่ควรกับความหวัง”
ทั้งสองยกจอกชนกัน
เสียงกระทบของสุรากลั่นใสสะท้อนก้องในลานสำนัก
กลิ่นสุราลมเหนือกระจายไปพร้อมเสียงหัวเราะของผู้คน
แต่บนฟากฟ้านั้น
ดาวดวงหนึ่งที่ส่องสว่างกลับเริ่มสั่นไหว...
เป็สัญญาณว่า “าใหม่” — กำลังจะเริ่มในเงามืด
ยามดึกสงัด
หานอวี้จินยืนอยู่บนระเบียงสำนักปัญญา
มองดวงจันทร์เหนือยอดไม้
ไป๋อวี้จิงยืนข้าง ๆ เอ่ยเสียงแ่
“ท่านได้สิ่งที่คู่ควรแล้ว...เหลือเพียงรักษามันไว้”
“ข้าจะรักษาไว้ด้วยปัญญาและเืหากจำเป็”
เขายิ้มบาง
“เพราะสิ่งที่ข้า้า... ไม่ใช่แค่บัลลังก์
แต่คือแผ่นดินที่คนทุกชนชั้นสามารถเงยหน้าขึ้นดูดาวโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเหยียบ”
กลีบดอกบ๊วยปลิวผ่านระหว่างทั้งสอง
ในแสงจันทร์นั้น ปัญญาแห่งองค์ชายใหญ่...
ได้กลายเป็ เปลวไฟแห่งยุคใหม่ของแคว้นหาน