หลังจาก อ๋องหลงเฟย และคณะที่ปรึกษาได้ประสบความสำเร็จในการใช้ ยุทธการปิดปากมังกร เพื่อพิชิต แคว้นฉิน โดยลดการสูญเสียกำลังพลได้อย่างมาก อาณาจักรเจียงหนานก็ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความรุ่งโรจน์อย่างแท้จริง การผนวกแคว้นฉินเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเจียงหนานเป็นไปอย่างราบรื่น ผู้คนในแคว้นฉินที่เคยหวาดกลัวสงคราม ต่างพากันยินดีที่ได้อยู่ภายใต้การปกครองที่เมตตาของหลงเฟย คลังเสบียงที่เคยถูกเผาทำลายได้รับการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว เส้นทางการค้าที่เคยถูกตัดขาดได้รับการซ่อมแซมและเปิดใช้งานอีกครั้ง ทำให้เศรษฐกิจของทั้งสองแคว้นเจริญรุ่งเรืองอย่างก้าวกระโดด
ในท้องพระโรงของเจียงหนานซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น ถานจง เสนาบดีคลังยืนอยู่ตรงหน้าหลงเฟยด้วยรอยยิ้ม "ท่านอ๋องขอรับ การพิชิตแคว้นฉินด้วยปัญญาไม่ใช่ด้วยกำลังทหาร ทำให้ชื่อเสียงของท่านแพร่สะพัดไปทั่วแผ่นดิน" ถานจงกล่าวต่อ "แคว้นต่างๆ ที่เคยหวาดกลัวสงคราม ต่างพากันส่งทูตมาเจรจาเพื่อเป็นพันธมิตรกับเรา และต้องการที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรของเรา"
หลงเฟยยิ้มบางๆ แต่ในแววตาของเขากลับมีความคิดที่ลุ่มลึก "ชัยชนะครั้งนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น" หลงเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น "เรายังคงมีศัตรูที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นรออยู่" คำพูดของหลงเฟยทำให้บรรยากาศในท้องพระโรงเงียบลงในทันที
ซือหม่าคุน กุนซือคู่ใจยืนขึ้นและชี้ไปยังแผนที่ขนาดใหญ่ที่แสดงตำแหน่งของแคว้นต่างๆ "ท่านอ๋องขอรับ ข้าได้รับรายงานจากหน่วยสอดแนมว่า แคว้นเยี่ยน (Yan) ซึ่งเป็นแคว้นที่อยู่ทางเหนือและมีกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดิน กำลังเตรียมทัพเพื่อรุกรานเรา" ซือหม่าคุนกล่าวต่อ "แม่ทัพของแคว้นเยี่ยน แม่ทัพจางชิง (General Zhang Qing) เป็นยอดขุนพลผู้เกรียงไกรที่ขึ้นชื่อในเรื่องการใช้กลยุทธ์แบบไม่เป็นธรรมและไม่เคยลังเลที่จะสังหารผู้บริสุทธิ์เพื่อชัยชนะ"
หลงเฟยเงียบไป เขามองไปยังแผนที่บนโต๊ะทำงานด้วยสายตาที่เคร่งขรึม แม่ทัพจางชิง คือยอดขุนพลที่แตกต่างจาก แม่ทัพหลี่เจี้ยน ที่เพิ่งพ่ายแพ้ไป หลี่เจี้ยนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกลศึกนอกแบบแผนและสงครามจิตวิทยา แต่จางชิงคือยอดขุนพลที่ใช้กลยุทธ์แบบตรงไปตรงมาและโหดร้าย เขาไม่เคยลังเลที่จะใช้กำลังทหารที่มากกว่าในการบดขยี้ศัตรู นี่คือบททดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่หลงเฟยต้องเผชิญ
ในขณะเดียวกัน ในราชสำนักเป่ยหลิง แม่ทัพเว่ยอู๋จี๋ ได้รับรายงานจากหน่วยสอดแนมของเขาเช่นกัน เขาได้รู้ถึงความสำเร็จของหลงเฟยในการพิชิตแคว้นฉินด้วกลวิธีที่แยบยล เว่ยอู๋จี๋ไม่ได้แสดงท่าทีตกใจใดๆ เพียงแต่มองไปยังแผนที่บนโต๊ะทำงานด้วยสายตาที่ลุ่มลึก "หลงเฟย... เจ้าเติบโตขึ้นมาก" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา "เจ้าได้เรียนรู้ที่จะใช้ปัญญาในการปกครองแคว้น และใช้ความเมตตาในการชนะใจผู้คน"
เว่ยอู๋จี๋รู้ดีว่าหลงเฟยไม่ได้เป็นศิษย์ที่เขาเฝ้าฟูมฟักมากับมืออีกต่อไปแล้ว แต่หลงเฟยได้เติบโตขึ้นเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ที่มีปัญญาและความเมตตาที่เหนือกว่าเขาในอดีต เว่ยอู๋จี๋รู้ดีว่าการเผชิญหน้ากับหลงเฟยในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และการรบครั้งนี้จะเป็นการรบที่เขาต้องเผชิญหน้ากับบาปกรรมในอดีตของเขาอย่างแท้จริง