ภารกิจพิชิตสามี
บทที่ 12 ตงไห่
ซูฉีพากระรอกน้อยเฟยหลงมุ่งหน้าเดินทางไปที่เมืองหลวง พวกเขาตั้งเป้าว่าต้องไปยังจุดที่อยู่ใกล้กับเป้าหมายมากที่สุด ซึ่งวังหลวงที่ลู่เสียนอยู่ตั้งอยู่ในเมืองหลวง พวกเขาจึงตกลงกันแล้วว่าควรไปเริ่มต้นที่เมืองหลวงดีที่สุด
"ตรงนี้น่าจะเลี้ยวซ้ายนะ"
เฟยหลงเอ่ยทักขึ้น
"ครั้งนี้ท่านอยู่เฉยๆไปเลย ครั้งที่แล้วกว่าจะออกจากป่าเถาวัลย์แดงได้ใช้เวลาเกือบสองวัน ครั้งนี้ข้าไม่เชื่อท่านแล้ว"
ตอนนี้ตรงหน้าทั้งสองเป็ทางแยกซ้ายและขวา สองสามีภรรยาคู่นั้นบอกเส้นทางเพียงว่าต้องผ่านเมืองไหนบ้างและใช้เวลากี่วันในการเดินทางเท่านั้น เนื่องจากที่ๆพวกเขาอยู่ค่อนข้างห่างไกลจากเมืองหลวง ระยะไม่ใช่ใกล้ๆ จะให้บอกว่าเมื่อเจอเส้นทางนี้ต้องเลี้ยวซ้าย เส้นทางนั้นต้องเลี้ยวขวา คงเป็ไปไม่ได้ ดังนั้นตอนนี้ทั้งคู่จึงมายืนถกเถียงกันเื่ที่ทางแยกด้านหน้า
"เชื่อข้าเถอะ ทางซ้ายนี่แหละ เื่ที่ป่าเถาวัลย์แดงมันเป็ความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ"
ั้แ่ทั้งสองรู้ว่าคนจากต่างแดนกำลังถูกตามล่า พวกเขาจึงพยายามใช้คำพูดยุคจีนโบราณตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่ตอนที่พูดคุยกันเอง เพราะหนึ่งป้องกันเวลาที่พวกเขาพูดคุยกันแล้วจะถูกพวกทหารได้ยิน และสองเพื่อให้คุ้นเคยกับคำภาษจีนโบราณ
ซูฉีหลี่ตามองกระรอกน้อยเฟยหลง นางถอนหายใจออกมาทีหนึ่งก่อนจะเดินไปทางซ้ายตามคำพูดของเขา นางเองไม่ได้ตั้งใจจะเดินไปทางซ้ายหรือขวาเป็พิเศษ ดังนั้นการเดินไปทางซ้ายหรือขวาก็ไม่ได้แตกต่างกัน ขณะที่ซูฉีเลือกไปทางซ้ายตามคำบอกของเฟยหลง เฟยหลงที่นั่งอยู่บนไหล่ซูฉีก็ยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ พร้อมยิ้มกรุ้มกริ่มราวกับเขาเป็ผู้ชนะอย่างไรอย่างนั้น
ตอนนี้เป็เวลาเริ่มเย็นแล้ว ซูฉีมองไปรอบๆเพื่อหาที่สำหรับนอนหลับพักผ่อน นางไม่สามารถใช้สมองของตัวเองได้ตลอดเวลา ต้องมีบางเวลาที่ใช้ในการพักผ่อน แต่เมื่อมองไปรอบด้านนางก็รู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่เชื่อสัตว์ตัวน้อยตรงหน้า เพราะรอบด้านไม่มีอะไรเลย ที่บ่งบอกว่าเป็หมู่บ้านหรือเมือง
เฟยหลงไม่ได้สนใจสายตาของซูฉี เขายังคงเลียตัวทำความสะอาดขนของตัวเองอยู่บนไหล่ของนาง ซูฉีที่ถูกเมินก็เอามือหิ้วคอกระรอกน้อยขึ้นมา ก่อนจะบ่นขึ้นว่า
"ท่านดูทางที่ตัวเองเลือกมานี่สิ มันใช่ทางที่ควรไปงั้นหรือ??"
"ไม่แน่ว่าทางนี้อาจเป็เส้นทางที่ใช้ไปเมืองหลวงก็ได้นะ เ้ายังเดินไม่ถึงไหนเลย"
เฟยหลงยังพูดไม่ทันจบดี ทางเดินด้านหน้าซูฉีก็สิ้นสุดลงกลายเป็หน้าผาสูงชัน ซูฉีกลอกตาไปมาก่อนจะบ่นขึ้นต่อว่า
"งั้นเชิญท่านไปทางนี้คนเดียวเลยนะ ข้าจะกลับไปทางเดิม!!"
กล่าวจบซูฉีก็วางเฟยหลงลงบนพื้นก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปทางเดิม เฟยหลงที่ถูกทิ้งไว้ถึงกับหน้าเหลอหลา ปกติเขาแทบไม่ต้องเดินเองเพราะเกาะอยู่บนไหล่ของซูฉีตลอดเวลา พอถูกทิ้งให้ต้องเดินเองถึงกับหอบออกมา ยังไม่ทันที่เขาจะตามซูฉีทัน ด้านหน้าของเขาก็กลายเป็ทางแยกอีกครั้ง แล้วทีนี้เขาต้องไปทางไหนกันล่ะนี่
ซูฉีที่เริ่มตั้งสติได้รีบเดินกลับไปทางเดิม นางเดินวกกลับมาอีกครั้งก็พบว่าสามีของนางหายไป แย่แล้วถ้าเขาถูกคนอื่นจับไปจะทำยังไง ซูฉีได้แต่เดินไปะโเรียกหาไป แต่ก็ไม่มีวี่แววของเฟยหลงจนมาถึงหน้าผาที่นางวางเขาทิ้งไว้ ใกล้ๆกันนั้นมีศพกระรอกที่ถูกทำร้ายนอนตายอยู่ด้านข้าง ซูฉีหน้าซีดลงทันทีนางนั่งลงช้อนกระรอกตัวนั้นขึ้นมาไว้ในอุ้งมือก่อนจะร้องไห้เสียงดัง
"ฮือๆๆ สามีท่านอย่าเพิ่งเป็อะไรไปนะ ข้าจะรีบพาท่านออกจากที่นี่ให้ได้เลย มันเป็ความผิดข้าเอง ข้าผิดเอง ข้าขอโทษ ฮือๆๆ"
ขณะที่ซูฉีกำลังร้องไห้ฟูมฟายว่าตัวเองเป็คนทำให้สามีตาย เสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นข้างๆซูฉี
"เ้าเป็อะไรไปหรือ"
"สามี เป็ข้าเองที่ทำให้ท่านตาย อย่ามาหลอกมาหลอนอาฆาตข้าเลย ข้าจะทำบุญไปให้ท่านเยอะๆ ฮือๆๆ"
"ข้าตายตอนไหน?"
"ก็..."
ยังไม่ทันที่ซูฉีจะเอ่ยตอบ สายตาก็เหลือบไปเห็นกระรอกตัวหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า นางมองกระรอกในอุ้งมือกับกระรอกตัวนั้นก่อนจะเอ่ยว่า
"อ้าว เ้าตัวนี้ไม่ใช่ท่านหรอกหรือ ใครจะไปรู้ว่าท่านจะมีตัวฝาแฝด"
"ข้าเป็กระรอกนะ หน้าตาก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ แต่ถ้าเ้ามองดีๆข้ามีขนตรงนี้สีขาวนะ"
เฟยหลงชูก้นไปทางซูฉี เขามีขนตรงก้นกระจุกหนึ่งเป็สีขาวต่างจากกระรอกตัวที่ตายอยู่จริงๆ ซูฉีได้แต่จดจำไว้ในใจ ซูฉีค่อยๆวางกระรอกในอุ้งมือลง เอามือปาดน้ำตาออกแล้วเอ่ยถามว่า
"แล้วท่านหายไปไหนมาตั้งนาน"
"ข้าก็ออกไปดูทางน่ะสิ"
"ดูทางงั้นหรือ?"
"ใช่แล้ว หากไม่รู้จะไปทางไหนก็แค่ปีนขึ้นไปบนต้นไม้สูงๆเพื่อมองดูก็จะรู้แล้วว่าต้องไปทางไหน"
ซูฉีพยักหน้าเป็เชิงรับรู้ แล้วเอ่ยถามขึ้นต่อว่า
"แล้วทำไมท่านไม่ทำั้แ่แรกล่ะ?"
"ข้าลืมไปว่าตัวเองเป็กระรอกน่ะสิ"
"..."
แล้วทั้งสองก็ออกเดินทางไปตามทางที่เฟยหลงสำรวจมาจนพบหมู่บ้านต่อไป
----------------
ณ แคว้นปิงเหอ
ชายหนุ่มผู้นั่งบนอาชาสีขาว กำลังมองออกไปยังที่อันไกลโพ้น เขาคือหนึ่งในผู้มาจากต่างแดน ตอนนี้ผ่านมาได้ห้าวันแล้วที่เขาหลุดเข้ามาอยู่ในเกมแห่งนี้ ใบหน้าของเขามีรอยแผลเป็บ่งบอกถึงประสบการณ์อันโชคโชน เขาคือตงไห่นายพรานผู้เลื่องชื่อ ฉายาหมาป่าเดียวดาย
นกอินทรีตัวหนึ่งบินโผเข้ามาเกาะที่แขนของเขา ก่อนจะร้องเสียงแหลมออกมา ทักษะพิเศษของบุรุษผู้นี้คือสามารถเข้าใจภาษาสัตว์ ทำให้เขาส่งสัตว์ออกไปสืบข่าวเื่คนอื่นๆที่หลุดเข้ามาเช่นเดียวกับเขา ก่อนหน้านี้มีข่าวคนต่างแดนถูกไล่ล่า ทำให้เขาต้องระวังตัวเป็พิเศษ
"ขอบใจเ้ามาก"
หลังฟังคำบอกเล่าของนกอินทรี ตงไห่ก็เอาของกินให้มันตอบแทน ก่อนจะมุ่งหน้าไปทางที่นกอินทรีบอก นกอินทรีบอกว่าไม่ไกลจากตรงนี้ไปทางทิศตะวันออกมีคนที่คาดว่าจะเป็คนจากต่างแดนกำลังเดินทางอยู่ เพื่อให้ตัวเองได้กลับไปโลกเดิม เขาจึงคิดจะรวมพลไปเข้าต่อสู้กับลู่เสียน ลำพังตัวคนเดียวไม่มีทางเข้าถึงตัวเป้าหมายที่อยู่ในวังหลวงที่มีการป้องกันอันหนาแน่นได้แน่ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยเขาต้องเร่งระดมพลให้ได้มากและเร็วที่สุด
เมื่อมาถึงจุดที่นกอินทรีบอก ตงไห่ก็พบสตรีคนหนึ่งเดินทางอยู่เพียงลำพัง ทำให้เขาถึงกับงุนงง เหตุใดนกอินทรีถึงสงสัยว่าสตรีนางนี้เป็คนจากต่างแดนได้ล่ะ จากที่เขามองดูแล้วนางก็ไม่ได้ต่างอะไรกับคนในสมัยนี้เลยนี่นา หลังจากทั้งสองเข้ามาใกล้กันตงไห่ก็เอ่ยทักทายขึ้นก่อนว่า
"แม่นางท่านนี้ เหตุใดถึงออกเดินทางมาเพียงลำพังเล่า"
ซูฉีที่เห็นคนแปลกหน้าก็รู้สึกหวาดระแวง นางได้แต่ยิ้มตอบก่อนจะเอ่ยตอบว่า
"ข้ากำลังเดินทางไปหาญาติที่เมืองหลวงเ้าค่ะ"
"อ้อ ไม่ทราบว่าแม่นางเคยได้ยินเื่คนจากต่างแดนบ้างหรือไม่?"
ซูฉีที่ได้ยินคำถามก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที บุรุษผู้นี้อาจเป็ทหารปลอมตัวมาไล่ล่าคนแบบพวกนางก็เป็ได้ ดังนั้นนางจึงทำหน้าตาใแบบสุดๆก่อนจะเอ่ยว่า
"เอ๊ะ มีเื่แบบนี้ด้วยหรือเ้าคะ"
ตงไห่หรี่ตามองสตรีตรงหน้าครั้งหนึ่งก่อนจะเหลือบสายตาไปยังกระรอกน้อยที่หลับบนไหล่ของนาง เขามีทักษะการสื่อสารกับสัตว์ก็จริง แต่เขาไม่สามารถสื่อสารกับสัตว์ที่หลับอยู่ได้ เขาได้แต่พูดคุยอย่างมีมารยาทก่อนเอ่ยคำอำลา และทั้งสองก็แยกย้ายกันไป
ซูฉีที่หลุดจากบุรุษแปลกหน้าออกมาได้ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก คนอะไรหน้าตาน่ากลัวชะมัด ถ้าถูกจับได้นางจะถูกจับกินไหมนะ นางได้แต่รู้สึกถึงความโชคดีของตัวเอง ก่อนจะหาทางมุ่งหน้าไปเมืองหลวงต่อไป