ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 117 ร่างสถิตผู้สรรค์สร้าง

            ผู้คนบนเรือฉลามทมิฬเองก็เริ่มเปิดฉากต่อสู้ด้วยแล้วเหมือนกันเซวี่ยเทียนเพิ่งจะใช้กระบองยาวของเขาฟาดฝูงลิงทะเลที่เกิดคลั่งขึ้นมากลุ่มหนึ่งจนปลิวหายไปพร้อมกับสบถด่าอย่างเกี้ยวกราด

            นี่มันงานรวมตัวอสูรทะเลระดับจ้าวผู้ครองถิ่นชัดๆทำไมแม้แต่ราชันหมึกยักษ์กับพยาวิหคปีกทองที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยจะโผล่มารอบนี้ถึงมากับเขาด้วยล่ะนี่

            และที่น่าปวดหัวยิ่งกว่าก็คือหลังจากที่เหล่าสัตว์อสูรชั้นสูงโผล่ออกมาแล้วสถานการณ์ตรงหน้าก็พลิกผันจนวุ่นวายไปหมดสัตว์อสูรที่เป็นอันตรายกับคนธรรมดาทั่วไปมากที่สุดก็ยังเป็นพวกมัจฉาอัคคีและวานรทะเลอยู่ดี

            น้ำลายอัคคีจำนวนมากถูกพ่นออกมาจากใต้ทะเลจำนวนมากถ้าพ่นโดนตัวคนก็จะผิวไหม้เนื้อเละ ถ้าพ่นโดนตัวเรือก็จะถูกกร่อนจนกลายเป็นรูใหญ่น้ำทะเลก็จะทะลักเข้าไปทันที

            ส่วนพวกวานรทะเลตอนนี้ฆ่าแหลกอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนมิตรไม่สนศัตรูพอเจอมัจฉาอัคคีก็เข้าไปขย้ำ พอเห็นมนุษย์ ดวงตาของมันก็จะยิ่งอำมหิตกว่าเดิมเพราะสำหรับพวกมันแล้ว เนื้อของมนุษย์นั้นหอมหวานกว่าเนื้อปลาหลายเท่าดังนั้นเวลาพวกมันฆ่าคนจึงไร้ซึ่งความปรานี

            ผืนน้ำตอนนี้พลันแปรเปลี่ยนไปเป็นทะเลเลือด

            ชีวิตของมนุษย์เมื่ออยู่ในที่แห่งนี้แล้วก็กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ช่างอ่อนแอถึงเพียงนี้เลย

            เรือฉลามทมิฬในที่สุดก็ได้สัมผัสถึงแรงกดดันอันน่าหวาดหวั่นของการเป็นหัวหอกในการบุกฝ่าทะเลอสูรแล้ว

            พวกอสูรทะเลชั้นสูงที่ปรากฏตัวขึ้นเมื่อครู่นี้มีอยู่สองตัวที่เพ่งเล็งมาที่เรือฉลามทมิฬแล้ว

            หวงซางนั้นกำลังรับมือฉลามเสือยักษ์ด้วยตัวคนเดียวอยู่ส่วนพญาวิหคปีกทองที่บินลงมาจากฟ้านั้นได้ดาบเทพฉางฉิงของมู่หยงไป๋ต้านรับเอาไว้

            ทั้งคนทั้งนกล้วนมีพลังอยู่ในระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายกันทั้งคู่มู่หยงไป๋ยืนเหยียบอยู่บนดาบบินระดับราชันเล่มหนึ่ง กำลังแหวกว่ายอยู่บนอากาศพร้อมกับที่ดาบเทพฉางฉิงในมือได้ระเบิดรัศมีดาบระดับราชันออกมาสมกับที่เป็นหนึ่งในกำลังหลักคนสำคัญของฝั่งกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้านี้

            ส่วนพวกของเถ้าแก่หลานไห่และจีหยูยี่นั้นก็ร่วมมือกับยอดฝีมือท่านอื่นในการเปิดเส้นทางฆ่าล้างบางพวกมัจฉาอัคคีและวานรทะเลที่กำลังขวางทางอยู่บริเวณด้านหน้าของตัวเรือ

            เหล่ายอดฝีมือของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้านั้นช่ำชองกับงานอย่างนี้อยู่แล้วพอได้ลงมือแล้วก็มีพลานุภาพสะเทือนฟ้าสะเทือนดินสามารถขับไล่พวกฝูงอสูรทะเลออกไปได้อย่างรวดเร็ว

            ด้านหลินหยางเองก็ถูกสถานการณ์โดยรอบกระตุ้นสัญชาตญาณสู้รบจนลุกโชนขึ้นในใจ

            สภาพแวดล้อมแบบนี้ไม่มีลูกผู้ชายเลือดร้อนคนไหนไม่รู้สึกตื่นเต้นได้หรอก

            เกิดประกายแสงสีเงินห่อหุ้มร่างกายของหลินหยางเอาไว้เกราะราชันเงินขาวอันทรงพลังจนน่าเกรงขามถูกสวมใส่แล้วจากนั้นเขาก็ดีดตัวลงไปในผืนน้ำที่ตอนนี้กลายเป็นทะเลเลือดไปแล้วท่ามกลางสายตาผู้คนจำนวนมากที่จับจ้องที่ตัวเขาอยู่

            “คุณชายหลิน!!” ฝูงคนส่งเสียงตกใจทันที

            แต่ไม่นานพวกเขาก็สังเกตเห็นถึงความไม่ธรรมดาของชุดเกราะราชันเงินขาวบนตัวของหลินหยางมันสามารถต้านทานน้ำลายอัคคีของมัจฉาอัคคีได้ทำให้หลินหยางสามารถอาละวาดได้อย่างเต็มกำลัง

            “หั่วเอ๋อร์!!” หลินหยางที่มองเห็นฝูงปลาสีแดงจำนวนมหาศาลกำลังพุ่งมาหาเขา จึงตะโกนเรียกคู่หูที่เขาเชื่อใจมากที่สุด

            “เล็บอันแหลมคมของข้ารอเวลานี้มานานแล้ว!!”หั่วเอ๋อร์พลันเร่งพลังอัคคีของตัวเองเอาไว้จนร้อนแรงเพื่อเตรียมพร้อมออกโรง

            “เตรียมท้องตัวเองให้พร้อมอยากกินมากเท่าไรก็ฆ่าเท่านั้น ข้ายกให้เจ้าทั้งหมด!!”

            “ตกลง!”

            หลินหยางพูดจบ ดาบเฟิ่งอู่ในมือก็แผลงฤทธิ์คมดาบอันทรงพลังจนน่าหวาดกลัวที่ราวกับจะสามารถแหวกฟ้าทะลายปฐพีได้ถูกฟาดฟันออกไป

            หนึ่งดาบผ่ามิติ!!

            เพลงดาบสะท้านภพที่ได้รับจากต้วนเทียนหยาที่ถึงแม้จะใช้ในน้ำก็ยังคงทรงพลังไม่ด้อยไปกว่าเดิมเลยแม้แต่น้อยคมดาบที่ยื่นออกมาจากตัวดาบจนมีขนาดมหึมายาวหลายสิบเมตรนั่นมีอานุภาพมากพอที่จะสามารถบดขยี้ทุกสิ่งที่มันฟาดผ่าเขาฟาดฟันเข้าใส่ฝูงปลาอันโหดเหี้ยมปานปีศาจร้ายที่รวมตัวกันแน่นขนัดตรงหน้าเขา

            เพียงครั้งเดียว

            ฝูงปลาสีแดงที่รวมตัวกันแน่ขนัดก็ถูกหลินหยางผ่าออกจนเกิดเป็นรอยแหว่งขนาดใหญ่มีมัจฉาอัคคีหลายตัวที่เหลือแต่เพียงเศษซากเท่านั้น ทรงพลังจนน่าตกใจจริงๆ

            แกว๊ก!

            หั่วเอ๋อร์เองก็ระเบิดพลังอันมหาศาลของตัวเองออกมาเช่นกัน

            เพลิงศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากพลังชีวิตของตัวมันเองที่เป็นปี้ฟังถูกระเบิดออกมาทำให้มันสามารถสร้างร่างมายาอัคคีขนาดมหึมาขึ้นมาได้ขนาดความกว้างของตัวมั้นนั้นอยู่ที่ประมาณสิบเมตร

            ร่างกายของหั่วเอ๋อร์พลันออกบินเลียบผ่านผืนน้ำไปแบบติดๆเปลวเพลิงที่ร้อนแรงของมันทำเอาเหล่ามัจฉาอัคคีที่อยู่ติดกับผิวน้ำถึงกับลุกไหม้ขึ้นเป็นทางยาวจนราวกับว่าบริเวณผิวทะเลอยู่ๆก็มีมังกรเพลิงตัวหนึ่งโผล่ออกมาด้ายร่างของมังกรตัวนั้นก็คือซากศพของเหล่ามัจฉาอัคคีจำนวนมหาศาลที่ถูกแผดเผาจนดำเป็นตอตะโก

            ย้ากก!!

            การโจมตีของหลินหยางและหั่วเอ๋อร์นั้นทรงพลังเป็นอย่างมากจนสามารถสร้างขวัญกำลังใจให้พรรคพวกบนเรือฉลามทมิฬได้เป็นอย่างดีทำให้พวกเขาระเบิดจิตสังหารอันรุนแรงออกมาพร้อมกับบุกโจมตีขับไล่อสูรทะเลอย่างเกรี้ยวกราดอีกครั้ง

            ขณะเดียวกันนั้นเอง คนของทั้งห้าฝ่ายต่างก็พยายามแล่นเรือไปข้างหน้ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย

            ซึ่งอสูรทะเลระดับสูงอสูรทะเลระดับราชันตัวอื่นๆ ก็เริ่มเข้ามาร่วมขบวนการสังหารมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ

            ลูกสมุนของฉลามเสือยักษ์อย่าง “ฉลามเสือเขี้ยวดาบ”ที่มีขนาดตัวเล็กกว่าฝูงหนึ่งก็มาเข้าร่วมศึกกับพวกมนุษย์ตามเสียงเรียกของลูกพี่ฉลามเสือยักษ์ของพวกมันด้วยพอมันปรากฏตัวขึ้นก็บุกเข้าโจมตีเต่ายักษ์ที่เผ่าฝูโปใช้แทนเรือจนเกิดศึกนองเลือดทันที

            ฝั่งของลัทธิหมื่นวิญญาณเองก็เจอกับศัตรูสุดแกร่งด้วยเช่นกัน

            มันคือ “ราชสีห์วารีเนตรเขียว”ที่มีร่างกายโปร่งใสและมีขนสีเขียวอ่อนพวกมันบุกเข้าโจมตีใส่เรือที่มีบรรยากาศวังเวงน่าขนลุกลำนั้น

            อสูรทะเลที่เหมือนสิงโตตัวนี้คำรามกู่ก้องจนแม้แต่เรือขนาดใหญ่ยังสั่นสะเทือนจนเกือบคว่ำ

            ทันใดนั้นก็มีเงาร่างสี่สายที่ใส่ชุดสีดำเข้มทั้งตัวพุ่งเข้าใส่อสูรทะเลตัวนี้และการที่สถานการณ์เกิดพลิกผันแบบนี้ ทำให้พวกเขาหยุดปล่อยพิษที่ไร้รูปไร้กลิ่นไป เหล่ามัจฉาอัคคีจำนวนมหาศาลที่ยังคงวนเวียนอยู่แถวนั้นจึงเริ่มโจมตีเข้าใส่ลัทธิหมื่นวิญญาณอีกครั้ง

            ฝั่งของราชอาณาจักรเทียนฉางนั้นต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีจากสัตว์อสูรที่ถูกขนานนามว่า“ราชันแห่งมวลหมู่มัจฉา” อย่าง “ปลาตกเบ็ดเจ็ดสี”

            บนหัวของปลาตกเบ็ดขนาดมหึมาตัวนี้มีลูกแก้วที่เปล่งแสงสว่างจ้าได้ถึงเจ็ดสีห้อยอยู่ดวงหนึ่งหากเป็นมนุษย์หรือสัตว์อสูรที่มีระดับพลังต่ำกว่าอวิ้นหลิงลงไปจะถูกแสงนั่นสะกดจิตจนเชื่อฟังคำสั่งของมัน

            ตอนที่ปลาตกเบ็ดเจ็ดสีปรากฏตัวขึ้นมานั้นมันก็ได้พาอสูรทะเลอันทรงพลังมาด้วยอีกกลุ่มหนึ่ง พวกมันนอกจากจะไล่ฆ่ามัจฉาอัคคีทิ้งแล้วยังเข้าไปล้อมรอบเรือของราชอาณาจักรเทียนฉางเอาไว้โดยไม่คิดจะปล่อยให้มีผู้ใดหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว

            เงาร่างสายหนึ่งที่มีผมยาวสีทองปลิวสไวพลันปรากฏกายขึ้นบนสนามรบอย่างสง่างามราวกับเทวดาจุติลงมาจากสรวงสวรรค์น้ำทะเลอันไร้ขีดจำกัดนี้พลันปั้นตัวขึ้นเป็นอาวุธจำนวนมหาศาลราวกับกำลังรับฟังคำสั่งของเขากลายเป็นพยุหศาสตราขนาดใหญ่อันน่าเกรงขาม

            พลังของคนๆ เดียวเทียบเท่ากับอสูรทะเลนับหมื่น

            นี่คือพลังอันน่าเกรงขามของ “ราชันแห่งวิชาหยินหยาง”จากราชอาณาจักรเทียนฉาง

            ยอดฝีมือระดับสุดยอดทั้งหมดล้วนออกโรงกันทุกคนแล้วส่วนสมาชิกที่เหลือก็เริ่มเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ขึ้นเหมือนกัน

            แต่ในทุ่งสังหารกลางทะเลโลหิตแบบนี้ย่อมต้องมีการเสียสละเกิดขึ้นมีแต่เพียงความเร็วในการแล่นเรือเท่านั้นที่ห้ามลดต่ำลงเด็ดขาดสิ่งที่รออยู่หากความเร็วตกลง มีแต่ความตายเท่านั้น

            ต่อให้หัวแตกจนเลือดไหลทะลักก็ต้องฝืนสู้ต่อไป!

            ต่อให้มีบาดแผลเต็มตัวก็ต้องฝืนบุกต่อไป!

            ทุกคนต่างคิดเหมือนกันว่าขอแค่หนีออกจากทะเลอสูรไปได้ ก็เท่ากับรอดชีวิตแล้ว!

            การต่อสู้อันดุเดือดเลือดพล่านนี้กินเวลาไปอีกราวๆครึ่งชั่วยาม

            หลินหยางที่เพิ่งใช้วิชาหนึ่งดาบผ่ามิติไปอีกครั้งจนสามารถกำจัดมัจฉาอัคคีฝูงใหญ่ตรงหน้าไปได้อีกฝูงก็หลบกลับขึ้นมาพักบนดาดฟ้าเรือชั่วคราว

            ตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นพลังขององค์หญิงเซียวเซียงที่มีต่อหน่วยสำรวจนี้

            สาวน้อยรูปงามผู้มีร่างสถิตธาตุไม้ผู้นี้กำลังเปล่งพลังธาตุไม้อันเข้มข้นที่มีคุณสมบัติของพลังชีวิตออกมา โดยนางกำลังใช้พลังสุดมหัศจรรย์ที่เป็นพลังเฉพาะตัวของนางในการรักษาบาดแผลให้พรรคพวกที่กำลังบาดเจ็บอยู่

            แม้แต่บาดแผลที่เน่าเฟะแล้วยังสามารถสมานตัวได้เมื่อถูกนางสัมผัสและถ้าเป็นแค่บาดแผลเล็กๆ ละก็มันจะถูกรักษาจนหายในทันทีเลยทีเดียวเป็นพลังที่พิสดารสุดขีด

            “ที่แท้...ก็คือ ‘ร่างสถิตผู้สรรค์สร้าง’ นี่เอง”

            หลินหยางพลันนึกถึงร่างสถิตธาตุไม้สุดมหัศจรรย์ที่อยู่ในความทรงจำของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่ว

            “ไม่สิ ยังไม่ใช่พลังแห่งการรักษาของร่างสถิตผู้สรรค์สร้างนั้นมีอานุภาพมากกว่าของเซียวเซียงในตอนนี้มากมายนักนี่ยังเป็นเพียงแค่ร่างสถิตที่ยังไม่ได้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์เท่านั้นแต่ในสถานการณ์แบบนี้ ได้เท่านั้นก็ถือว่าดีมากแล้ว!”

            หลินหยางมองไปที่เซียวเซียงอย่างเงียบๆอีกครั้ง พร้อมกับหยิบโอสถระดับสี่ประมาณหนึ่งกำขึ้นมากินเพื่อที่จะฟื้นฟูพลังฟ้าดินที่เสียไปขณะเดียวกันนั้นเอง เซียวเซียงที่วิ่งวุ่นอยู่ตลอดเวลาก็หันมาเห็นหลินหยางพอดีจึงรีบวิ่งเข้ามาทักด้วยความห่วงใยว่า

            “คุณชายหลินท่านได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า ข้าช่วยท่านรักษาได้...”

            “ไม่เป็นไรขอบคุณสำหรับความหวังดีขององค์หญิง” หลินหยางไม่ได้รับบาดเจ็บจริงๆจึงพยักหน้าตอบปฏิเสธเซียวเซียงไป

            “ไม่ต้องเกรงใจข้าช่วยท่านฟื้นฟูพลังฟ้าดินสักหน่อยแล้วกัน...”

            เซียวเซียงไม่รับคำปฏิเสธ นางรีบส่งพลังฟ้าดินสีเขียวสายหนึ่งเข้าไปในร่างกายของหลินหยางอย่างรวดเร็ว

            สาวน้อยผู้นี้นี่...

            หลินหยางก็รู้ว่าคนเขาหวังดีแต่ในทันทีที่พลังฟ้าดินธาตุไฟในร่างกายของเขาได้สัมผัสกับพลังธาตุไม้ของเซียวเซียงแล้วร่างกายของเขาก็กระตุกขึ้นมาทันที

            แย่แล้ว

            นี่มันโคตรรู้สึกดีเลย!

            หลินหยางรู้สึกแค่ว่าพลังธาตุไฟในตัวเขานั้นราวกับได้เติมน้ำมันเข้าไปก็ไม่ปานในพริบตานั้นเองที่นอกจากพลังต่อสู้ของตัวเองจะฟื้นฟูกลับมาเกือบเต็มแล้วอานุภาพของพลังฟ้าดินธาตุไฟก็เหมือนจะเพิ่มสูงขึ้นมาด้วยอย่างน้อยก็สองส่วน

            หรือว่า...

            หลินหยางหันขวับไปทางเซียวเซียงองค์หญิงผู้นั้นตอนนี้ได้ปลีกตัวไปหาผู้ได้รับบาดเจ็บคนอื่นแล้วแต่หลินหยางยังคงรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่หาย

            ในความทรงจำของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั้นเคยมีพูดถึงปรากฏการณ์รูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมากนั่นก็คือปรากฏการณ์ “ส่งเสริมและสะกดข่ม” ระหว่างร่างสถิตรูปแบบต่างๆ

            ไม้เสริมไฟ เป็นเรื่องที่ใครก็รู้

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน