ตอนที่ 80
เหยาซาน ทึ่งกับทักษะนี้ไม่น้อย... สัมผัสได้ถึงพลังที่ตนไม่เคยมีและไม่คิดว่าจะมีได้ มันเป็นพลังที่ใกล้เคียงกับความเหนือธรรมชาติในดินแดนที่เหยาซาน เคยจากมา... เสมือนว่าตนเองเป็นเปลวเพลิงขนาดใหญ่กองหนึ่ง ที่แม้จะไม่ต้องใช้กระบวนท่าใดๆ ก็นับเป็นอันตรายต่อศัตรูที่ตนเข้าใกล้...
หากแต่มันยังมีจุดอ่อนตรงที่ลมปราณในร่างจะลดต่ำลงอย่างรวดเร็วหากพื้นฐานลมปราณต่ำต้อย คงจะใช้รูปแบบนี้ได้ไม่ยาวนานนัก เป็นรูปแบบที่มุ่งเน้นการรักษาสภาพให้คงไว้ซึ่งความสมดุลตลอดเวลาแตกต่างไปจากรูปแบบวรยุทธดั้งเดิม ที่จะใช้การระเบิดพลังมหาศาลในพริบตาเข้าโจมตีเป็นครั้งคราว...
“แบบนี้เองสินะ ความแตกต่างในรูปแบบการต่อสู้ของแผนกวรยุทธดั้งเดิมและแผนกวรยุทธประยุกต์ ทั้งสองมีข้อดีที่แตกต่างกันออกไป...” เหยาซานพึมพำขึ้นกับตนเอง
ก่อนจะหันมองไปยังใบหน้าที่ตกตะลึง ของเหล่าศิษย์พี่หลาย ๆคนตรงหน้า...
รอยยิ้มเจือจางของ เหยาซาน ปรากฏเป็นครั้งแรก... หลงนึกกว่ากลุ่มศิษย์สายในระดับสูงจะมีอุปนิสัยที่คลึงคล้ายกับกลุ่มของ ต้วนไห่ ด้านนอก แต่หลังจากเผชิญหน้ากันสักระยะจึงรู้สึกได้ว่ากลุ่มศิษย์พี่เหล่านี้มีความแน่วแน่กับการฝึกฝน มากกว่าจะเสียเวลาสร้างเรื่องบาดหมางเกินความจำเป็นโดยเฉพาะ เฟิงอี้จุน ที่ค่อยข้างแสดงความเป็นศิษย์พี่ที่น่าเคารพอยู่ไม่น้อย...
ในตอนที่ เฟิงอี้จุน อธิบายเรื่องเคล็ดวิชาอาภรณ์เปลวเพลิงแน่นอนว่าคนระมัดระวังอย่าง เหยาซาน ไม่มีทางเชื่อถือในครั้งแรกที่ได้ยิน เพราะหากถูกหลอกให้โคจรพลังที่ผิดพลาดจากผู้ชี้แนะที่เจตนามุ่งร้ายอาจมีผลร้ายที่สะท้อนกลับมาอย่างรุนแรง ถึงขั้นธาตุไฟแตกซ่านก็เป็นได้
แต่หลังพิจารณาในห้วงสำนึกนับครั้งไม่ถ้วนเพื่อวิเคราะห์หาความอันตรายก่อนฝึกผนวกกับได้รับการยืนยันจาก เฒ่าชีเปลือย อีกเสียงหนึ่ง ว่าเคล็ดวิชาที่ได้ยินนั้นเป็นของจริงและถูกต้องตามหลักเกณฑ์มิใช่การถูกกลั่นแกล้งแต่อย่างไร ก็ค่อย ๆ ผ่อนปรนท่าทีลงตามลำดับ เหยาซาน มิใช่วัวคลั่งมุทะลุที่พร้อมจะพุ่งชนทุกคนโดยรอบ...
“ขอบคุณศิษย์พี่เฟิง... เคล็ดวิชานี้ช่างน่าสนใจจริง ๆน่าแปลกที่ในหออัคคี 3 ชั้นแรก ไม่มีเคล็ดวิชาประเภทนี้ให้ข้าได้หยิบมาฝึกฝน...” เหยาซานกล่าวพลางประสานมือขึ้น ยอมแสดงความเคารพต่อศิษย์พี่ตรงหน้า
เฟิงอี้จุน รู้สึกชื้นใจขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าตอบรับเบา ๆ
“เคล็ดวิชาของศิษย์สายนอก จะมุ่งเน้นไปที่การประคองสภาพเปลวเพลิงเสียมากกว่าไม่มีเคล็ดวิชาที่สามารถใช้งานได้จริงในการต่อสู้เท่าใดนัก เพราะมุ่งเน้นไปยังพื้นฐานเพื่อหวังต่อยอด...อาภรณ์เปลวเพลิง เป็นเคล็ดวิชาระดับสูงของศิษย์สายใน เทียบเคียงได้กับเคล็ดวิชาของศิษย์หลักแต่ฝึกฝนได้ยากยิ่งกว่า ข้าเห็นว่าเจ้ามีพรสวรรค์จึงลองแนะนำดูแต่ไม่คิดว่าเจ้าจะฝึกสำเร็จได้จริง ๆ ในเวลาอันสั้น...
ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่า เจ้าเป็นใครกันแน่?! ทำไมจึงเพิ่งมาปรากฏตัวขึ้นโดยไร้ที่มา หากเจ้ามีความสามารถระดับนี้สมควรถูกกล่าวขวัญให้ได้ยินบ้างแล้ว...”
“ข้ามาจากชนบทที่ห่างไกล เพิ่งจะเคยมาเมืองหลวงเป็นครั้งแรก...อาจมีความสามารถอยู่บ้าง แต่ก็ไม่นับว่าโดดเด่นอะไร” เหยาซาน กล่าวขึ้นถ่อมตน
เฟิงอี้จุน ได้แต่ขืนยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความสลดเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้มีพรสวรรค์ที่แท้จริง...
“ไม่โดดเด่นงั้นหรือ... หึหึ เข้าใจพูดจริง ๆความสามารถอย่างเจ้านั้น จะขึ้นเป็นศิษย์หลักเมื่อใดคงขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นทำเอาข้ารู้สึกถึงความอ่อนหัดของตนเองไปในทันที... เอาเถอะ! หากเลือกได้ข้าก็ไม่อย่างมีข้อบาดหมางกับเจ้าเคล็ดวิชาอาภรณ์เปลวเพลิงที่ชี้แนะ ถือเป็นการขอโทษจากข้าก็แล้ว ที่พยายามหยุดยั้งเจ้ามิให้เข้าไปในเขตระยะที่4
ข้าได้รับมอบหมายจากศิษย์หลัก ให้ป้องกันมิให้ศิษย์สายในเข้าในนั้นแต่เมื่อเจ้าเป็นศิษย์สายนอก อย่างน้อยข้าก็พอจะมีข้ออ้างให้กับเหล่าศิษย์พี่ ดังนั้นข้าจะไม่ห้ามเจ้าหากคิดที่จะเข้าไปแต่ขอแนะนำเท่านั้นว่าอย่าเพิ่งเร่งร้อนใจ การฝึกฝนมีลำดับขั้นการหักโหมก้าวข้ามโดยอาศัยเพียงพรสวรรค์บางครั้งมันก็ยังไม่เพียงพอ...”
“ขอบคุณศิษย์พี่เฟิงที่ย้ำเตือน... ข้ามีข้อสงสัยอย่างหนึ่งศิษย์พี่เฟิง มีแซ่เดียวกับผู้อาวุโสเฟิง ผู้ปกป้องหออัคคีไม่ทราบว่าพวกท่านเกี่ยวพันกันหรือไม่?!” เหยาซานเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เฟิงอี้จุน พยักหน้าเบา ๆ
“ผู้อาวุโสเฟิง แห่งหออัคคี เป็นท่านปู่ของข้าเอง...”
เหยาซาน พยักหน้าตอบรับเบา ๆ ไม่ค่อยแปลกใจนักที่สัมผัสได้ว่าเฟิงอี้จุน ดูเป็นผู้เยาว์ที่มีความสามารถและมีพรสวรรค์ปราณอัคคีในระดับสูง เป็นเพราะถูกขัดเกลามาโดยผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้นั่นเอง...
เหยาซาน จึงถือโอกาสสร้างความสัมพันธ์ ให้ช่วยเหลือในการชี้แนะเสียเลย...ตำราปราณอัคคีพื้นฐาน เหยาซาน คงไม่จำเป็นต้องไปสนใจอีกแล้วทุกรายละเอียดล้วนฝังลึกเข้าไปในห้วงสำนึกเป็นที่เรียบร้อยจึงหยิบเอาตำราเคล็ดวิชาเปลวเพลิงเอกลักษณ์ออกมา...
“ศิษย์พี่เฟิง พอจะชี้แนะเคล็ดวิชานี้โดยสรุปให้ข้าได้หรือไม่?!”
เฟิงอี้จุน เบิกตากว้างเล็กน้อย...
“น่าตกใจจริง ๆ ที่เจ้าเลือกเอาเคล็ดวิชานี้มา เปลวเพลิงเอกลักษณ์ในหมู่ศิษย์สายนอกที่ยังมีความรู้ตื้นเขิน จะมองว่าเคล็ดวิชานี้เป็นเพียงวิชาป้องกันเปลวเพลิงที่ไร้ประโยชน์จะมีก็แต่ผู้ที่เห็นคุณค่าแท้จริงซึ่งถูกแอบซ่อนเท่านั้น จึงจะหยิบมาศึกษา...
แม้แต่ด้วยข้าเอง ก็ยังเพิ่งนำมันมาศึกษาในช่วงที่เข้าเป็นศิษย์สายในไปแล้วช่างน่าละอายยิ่งนัก... แต่เจ้ากลับเลือกมันเป็นตำราเล่มแรก นับถือ... นับถือ...”
“อันที่จริงข้าก็เพียงเห็นว่าเคล็ดวิชาอื่น มันดูไร้ประโยชน์ในการใช้ต่อสู้จริงเท่านั้นแต่เคล็ดวิชานี้อย่างน้อยก็น่าจะช่วยให้ข้ามีพลังป้องกันปราณอัคคีจากศัตรูที่สูงขึ้นจึงได้เลือกมันมาเพราะเหตุนั้น” เหยาซาน กล่าวตามตรง
เฟิงอี้จุน พยักหน้าตอบรับ...
“ถูกต้อง... เคล็ดวิชาในหออัคคี 3 ชั้นแรกนั้นมีเพียงเคล็ดวิชานี้เท่านั้นที่พอจะใช้ประโยชน์ได้จริง เหล่าศิษย์สายนอกโดยมากจะพากันตื่นตัวไปกับเคล็ดวิชาโจมตีซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นทักษะระดับต่ำที่ไม่อาจนำมาใช้ต่อสู้ได้ในอนาคต...
เคล็ดวิชาเปลวเพลิงเอกลักษณ์ นอกจากจะเพิ่มความสามารถด้านการป้องกันเปลวเพลิงให้สูงขึ้นแล้วมันยังมีความสามารถแอบซ่อนอีกอย่างหนึ่งที่น่าอัศจรรย์มากซึ่งความสามารถนั้นก็คือ.....” ยังไม่ทันที่ เฟิงอี้จุน จะกล่าวจบ เหยาซาน ก็โพล่งเสียแทรกขึ้น...
“พลังในการลอกเลียนแบบเปลวเพลิงใช่หรือไม่?!”
“!!!!!!!!” เฟิงอี้จุน เบิกตากว้างเล็กน้อย...
“เจ้ารู้เรื่องมาก่อนงั้นหรือ?!”
เหยาซาน ส่ายหน้า...
“ข้าเพียงเปิดศึกษาคร่าว ๆ ก่อนจะเลือกตำราเล่มนี้ รู้สึกได้ว่ารูปแบบการป้องกันเปลวเพลิงนั้นสามารถพลิกแพลงเป็นการศึกษาองค์ประกอบของเปลวเพลิงเหล่านั้น และในเมื่อมันทำให้เราทราบได้ถึงองค์ประกอบจึงคาดคะเนเอาเองว่ามันน่าจะทำให้ลอกเลียนแบบเปลวเพลิงของศัตรูที่โจมตีเข้าหาเราได้ด้วย...”
เฟิงอี้จุน อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจลึก แน่นอนว่าเหตุผลที่เฟิงอี้จุน รู้ความลับของเคล็ดวิชามิได้เกิดจากความรู้แจ้งของตนเอง แต่เป็นเพราะปู่ผู้ปกป้องหออัคคีได้เคยเล่าให้ฟังทำให้ เฟิงอี้จุน นำเคล็ดวิชานี้มาฝึกฝนในภายหลัง ดังนั้นหาก เหยาซานค้นพบความลับนี้ได้เพียงเพราะการเปิดตำราดูคร่าว ๆ โดยที่ตนเองยังไม่ได้ฝึกฝนพื้นฐานแสดงให้เห็นถึงพลังในการรู้แจ้งที่เกินไปกว่าสามัญสำนึก!!
“ถูกต้องตามนั้น... ในยุทธภพแห่งนี้ มีเปลวเพลิงหลากหลายรูปแบบจากการฝึกฝนที่แตกต่างกันของแต่ละพรรคตระกูลความแข็งแกร่งของเปลวเพลิงแต่ละชนิด ก็มีความเป็นเอกลักษณ์ที่หลากหลาย และเคล็ดวิชาเปลวเพลิงเอกลักษณ์นี้ก็จะทำให้ผู้ฝึกเข้าใจในองค์ประกอบบางส่วน
แม้จะไม่ล่วงรู้ถึงระดับข้อมูลการฝึกฝนเคล็ดวิชาเปลวเพลิงชนิดนั้น แต่หากเรามีความรู้แจ้งในเปลวเพลิงต่างๆ มากเพียงพอก็สามารถฝึกฝนเพื่อลอกเลียนแบบได้ ถึงจะไม่อาจใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบเฉกเช่นต้นฉบับก็ตามที...
กล่าวก็คือ... เคล็ดวิชาเปลวเพลิงเอกลักษณ์นั้น คือหนึ่งในก้าวย่างอันยิ่งใหญ่สู่ความพัฒนาเพื่อการไปสู่เจตจำนงแห่งเปลวเพลิงนั่นเอง!!” เฟิงอี้จุนกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าเคร่งขรึมจริงจัง...
เหยาซาน เบิกตากว้างกลมโต จิตใจสั่นไหว...
“หนึ่งในก้าวย่างอันยิ่งใหญ่ ไปสู่เจตจำนงแห่งเปลวเพลิงงั้นหรือ!!”
การสนทนาระหว่าง เฟิงอี้จุน และ เหยาซาน ทั้งสองคนนั้นทำให้เหล่าศิษย์สายในระดับสูงคนอื่น ๆ ใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ รู้สึกราวกับพวกมันมีความสามารถอยู่คนละมิติกับทั้งสองคนแทบจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันเลย อีกทั้งพวกมันก็เห็นว่าเคล็ดวิชาเปลวเพลิงเอกลักษณ์เป็นเพียงเคล็ดวิชาชั้นต่ำประเภทหนึ่งที่ไม่เห็นประโยชน์ และศึกษาไม่เข้าใจแม้สักนิด...
เรียกได้ว่าการสนทนาของ เฟิงอี้จุน และ เหยาซาน ส่งผลให้เหล่าศิษย์สายในระดับสูงคนอื่นๆ แสดงอากัปกิริยาหดคอสั้นพร้อมใบหน้าลีบเล็กลงที่ละนิดอย่างไม่รู้ตัว
เหยาซาน พอได้ยินคำว่า เจตจำนง ความตื่นเต้นพลันแล่นเข้ามาในหัวมันคือความท้าทายรูปแบบใหม่ซึ่งเป็นเสมือนภูเขาสูงชันที่รอคอยการพิชิต... แน่นอนว่า เหยาซาน เคยแง่มประตูเข้าใกล้เจตจำนงแห่งขวานมาครั้งหนึ่งแล้วแต่นั่นก็เป็นเพียงการปีนป่ายได้เพียงแค่ตีนเขาตื้น ๆ เท่านั้น ยังไม่อาจขึ้นสู่ยอดเขาได้ในเวลาอันสั้นจำต้องสั่งสมผ่านการฝึกฝนอีกมาก
ทว่าถึงแม้จะเป็นเพียงการรู้แจ้งระดับตื้นเขิน ยังส่งผลลัพธ์ถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาลจนทำให้เอาชนะการต่อสู้ต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการแสดงพลังแห่งเจตจำนงให้เป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้ง...
เหล่าศิษย์สายในระดับสูง รู้สึกเหมือนว่าเห็น เหยาซาน เป็นต้นแบบพวกมันทุกคนเต็มไปด้วยความฮึกเหิม ไม่อยากถูกแซงหน้าโดยศิษย์สายนอกที่เพิ่งเข้าสำนักวันแรกผู้นี้ส่งผลให้ทุกคนล้วนตั้งอกตั้งใจไปกับการฝึกอย่างไม่รู้ตัว... เฟิงอี้จุนเผยรอยยิ้มเจือจาง การพบเจอ เหยาซาน ก็มีเรื่องดีอยู่บ้าง ทำให้สหายที่กำลังเบื่อหน่ายการฝึกเริ่มมีใจขึ้นมาอีกระดับ...
แต่แล้วในตอนนั้นเอง...
พลันปรากฏกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่ง ผ่านทะลุผ่านเข้ามาจากม่านพลังในระยะที่2 เดินนำหน้ามาโดยชายหน้าบาก ที่แผ่ออร่าอันตรายเป็นล้นพ้นโดยมีผู้ติดตามอีกจำนวนหนึ่ง ที่คล้ายจะมีรัศมีความชั่วช้ามิแตกต่างกัน...
กร๊อบ!
เสียงของแผ่นไม้ถูกเหยียบแตกหักโดยชายหน้าบาก... ก่อนที่ชายผู้นั้นจะค่อยๆ หยิบแผ่นไม้ดังกล่าวขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่ามิใช่อื่นใด นอกเหนือจากป้ายจับจองสลักนามเปียวเฟยฟง ที่ถูก เหยาซาน โยนทิ้งไปก่อนหน้านี้...
สีหน้าของชายหน้าบากพลันแปรเปลี่ยน
พร้อมออร่าความอันตรายที่พุ่งทะยานยิ่งไปกว่าเดิม...
“ใครมันบังอาจ โยนป้ายจับจองของข้า เปียวเฟยฟง!!”
เสียงคำรามแผดก้องดัง ในถ้ำเล็ก ๆ ที่ร้อนระอุ ทำให้ทุกคนที่อยู่ในภวังค์สมาธิต่างพากันลืมตาตื่นขึ้นด้วยความตกใจและหันมองไปยังต้นเสียง จะมีก็แต่ เหยาซานเท่านั้น ที่มิได้ให้ความสนใจอันใด ไม่แม้แต่จะลืมตาออกจากฌานสมาธิด้วยซ้ำ...
เฟิงอี้จุน หันมองไปด้วยใบหน้ามืดดำ มันย่อมรู้ดีว่าสิ่งใดกำลังจะเกิดขึ้น
“เปียวเฟยฟง... คิดแล้วเชียวว่าใกล้ได้เวลาที่มันจะเข้ามาแล้ว...”
...................................................
**คืนนี้ไม่ได้อัพแล้วนะครับตอนต่อไปเป็นช่วงเช้าวันพรุ่งนี้ครับ**