บทที่ 13 การชี้แนะ (รีไรต์)
น่าเสียดายที่นางได้พบกับเมิ่งฝาน
นับจากนี้นางจะได้รู้ว่าอัจฉริยะที่แท้จริงนั้นมีอยู่จริงบนโลกนี้!
"เพลงกระบี่ที่เ้าเพิ่งฝึกเมื่อครู่ มีชื่อว่าอะไรหรือ?" เมิ่งฝานเอ่ยถามหญิงสาว
"วิชากระบี่ปี้ไห่เฉาเซิง"
เมิ่งฝานพยักหน้า จดจำชื่อของเพลงกระบี่นี้ไว้
เมื่อครู่เขาได้เฝ้าดูเพลงกระบี่ของหลายคนในหอหยั่งรู้กระบี่จนเกิดความเข้าใจขึ้นไม่น้อย แต่กลับไม่รู้ชื่อของวิชากระบี่เ่าั้
"เพลงกระบี่ของเ้าดูเผิน ๆ เหมือนอ่อนช้อยไร้พลังทว่ากลับต่อเนื่องลื่นไหลเชื่อมโยงกันเป็หนึ่งเดียว สามารถใช้แรงน้อยสยบแรงมากและใช้ความอ่อนสยบความแข็งแกร่ง"
"ขอเพียงนำคู่ต่อสู้เข้าสู่จังหวะของเพลงกระบี่ชุดนี้ได้ เมื่อนั้นคู่ต่อสู้จะค่อย ๆ ถูกเ้าควบคุมจนต้องตกเป็รองและพ่ายแพ้ในที่สุด"
"ทว่ายามที่เ้าใช้กระบี่เมื่อครู่ มีข้อบกพร่องและช่องโหว่ที่ใหญ่มาก นั่นคือความเร็วที่ช้าเกินไป"
"เพลงกระบี่เช่นนี้จำเป็ต้องเชื่อมต่อกระบวนท่าแต่ละท่าให้ไร้รอยต่อ ท่ามกลางความอ่อนช้อยต้องผสานเข้ากับความเร็วประดุจพายุฝนที่โหมกระหน่ำ จึงจะทำให้คู่ต่อสู้ตั้งตัวไม่ติดและตกเป็รองได้"
เมิ่งฝานหยิบกระบี่ไม้เล่มหนึ่งจากชั้นวางอาวุธที่มุมห้อง ชักกระบี่ออกจากฝักแล้ววางฝักกระบี่ไว้ด้านข้าง
"แม่นาง กระบี่ของเ้าช้าเกินไป!"
พูดจบ เมิ่งฝานก็เริ่มสาธิตกระบี่
หญิงสาวมองเมิ่งฝานด้วยสายตาดูแคลน แม้คำพูดของเขาจะดูมีหลักการ แต่นางกลับรู้สึกว่ามันเป็เพียงการพูดจาเพ้อเจ้อเท่านั้น
เด็กเมื่อวานซืนที่มีขั้นเลี่ยนชี่ระดับที่หนึ่ง หากสามารถมองทะลุวิชากระบี่ปี้ไห่เฉาเซิงของนางจนสามารถชี้แนะนางได้ เช่นนั้นนางจะฝึกกระบี่ไปเพื่ออะไร?
"ดูให้ดี!" เมิ่งฝานเริ่มวาดกระบี่
กระบี่ไม้ในมือของเขาวาดผ่านอากาศราวกับเงาจิงหง
ทั้งว่องไว ทั้งลื่นไหล
วิชากระบี่ปี้ไห่เฉาเซิง กระบวนท่าทั้งแปดถูกเมิ่งฝานร่ายรำออกมาได้อย่างลื่นไหลราวกับสายน้ำ
แทบไม่มีความแตกต่างจากกระบวนท่าที่หญิงสาวใช้ก่อนหน้านี้เลย
ยิ่งกว่านั้น ในรายละเอียดบางจุด ยังมีการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นด้วย!
ที่สำคัญที่สุดคือ กระบี่ของเมิ่งฝานรวดเร็วมาก
กระบี่เล่มแล้วเล่มเล่าเชื่อมต่อกันอย่างไร้ช่องว่าง จนดูแล้วชวนให้ตาลาย
หญิงสาวที่อยู่ข้างกายเมิ่งฝานถึงกับตกตะลึงจนตาค้าง อ้าปากค้างจนแทบจะยัดไข่เป็ดลงไปได้ทั้งฟอง
ครู่ต่อมา เมิ่งฝานก็เก็บกระบี่และมองหญิงสาวอย่างเงียบ ๆ
"แม่นาง เพลงกระบี่ชุดนี้ พอใจหรือไม่?"
หญิงสาวใช้เวลาครู่หนึ่งจึงได้สติ นางมองเมิ่งฝานอย่างเหม่อลอยแล้วถามว่า "เ้าเคยเรียนวิชากระบี่ปี้ไห่เฉาเซิงมาก่อนใช่หรือไม่?"
เมิ่งฝานยังไม่ทันได้ตอบนางก็พูดแทรกขึ้นมาว่า "ไม่สิ เป็ไปไม่ได้ที่เ้าจะเข้าถึงวิชากระบี่ปี้ไห่เฉาเซิง!"
นางขมวดคิ้วมุ่นจ้องมองเมิ่งฝานเขม็ง บอกตามตรงว่านางเริ่มสงสัยในชีวิตของตนเองแล้ว
หากจะบอกว่าคนผู้นี้เพียงแค่ดูนางฝึกไม่กี่รอบก็สามารถบรรลุวิชากระบี่ปี้ไห่เฉาเซิงได้ถึงระดับนี้ย่อมเป็เื่เพ้อฝันและเป็ไปไม่ได้อย่างยิ่ง
"เ้าเป็ใครกันแน่?" หญิงสาวจ้องเมิ่งฝานแล้วถามด้วยน้ำเสียงเ็า
ในตอนนี้ นางไม่สนใจแล้วว่าเมื่อครู่เมิ่งฝานแอบดูนางหรือไม่ สิ่งที่นางสงสัยยิ่งกว่าคือเหตุใดเมิ่งฝานจึงใช้วิชากระบี่ปี้ไห่เฉาเซิงได้คล่องแคล่วถึงเพียงนี้
เมิ่งฝานกล่าวกับหญิงสาวว่า "ข้าคือเมิ่งฝาน ศิษย์เฝ้ากระบี่แห่งหอคอยกระบี่ ไม่ทราบว่าแม่นางมีนามว่าอย่างไร?"
หอคอยกระบี่?
เมื่อได้ยินคำนี้หญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะมองเมิ่งฝานด้วยความประหลาดใจอีกหลายครั้ง
"ศิษย์สายใน หลิ่วเยียนผิง" เมื่ออีกฝ่ายแนะนำตัวแล้วนางจึงไม่คิดจะปิดบังนามของตน
เมิ่งฝานพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้มีปฏิกิริยาใด ๆ เพิ่มเติม
เขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่รู้จัก
"เ้าเคยเรียนวิชากระบี่ปี้ไห่เฉาเซิงหรือ?" หลิ่วเยียนผิงขมวดคิ้วถาม
"ไม่เคย"
"แล้วเ้าใช้วิชากระบี่นี้ได้อย่างไร?"
"เมื่อครู่เห็นเ้าฝึก จึงลองทำตามดูเท่านั้น"
"พูดเหลวไหล!"
หลิ่วเยียนผิงถลึงตาใส่เมิ่งฝาน หายใจหอบถี่ด้วยความโกรธ
เพียงแค่ดูนางฝึกไม่กี่รอบ ก็สามารถเรียนรู้วิชากระบี่ปี้ไห่เฉาเซิงได้ถึงเพียงนี้ ต่อให้เซียนกระบี่จาก์จุติลงมาก็คงทำไม่ได้
ทว่าเื่ราวมาถึงขั้นนี้แล้ว นางจึงไม่ได้เซ้าซี้เมิ่งฝานต่อ
แม้จะเป็สตรีแต่นางก็ยอมรับความพ่ายแพ้เป็
ในเมื่อเมิ่งฝานทำในสิ่งที่นาง้าได้ แถมยังทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ นางจึงไม่ควรหาเื่ให้วุ่นวายอีก
ที่สำคัญที่สุดคือ คำวิจารณ์ที่เ้าหมอนี่มีต่อนางก่อนหน้านี้ ผสานกับเพลงกระบี่ที่สาธิตเมื่อครู่ ทำให้นางรู้สึกราวกับได้รับแสงสว่างนำทางและเข้าใจทุกอย่างได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
สำหรับวิชากระบี่ปี้ไห่เฉาเซิง นางมีความเข้าใจและทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
หลิ่วเยียนผิงยิ้มขื่นเล็กน้อย
บอกตามตรง นางควรจะขอบคุณเมิ่งฝานเสียด้วยซ้ำ
หากยังดึงดันจะซักไซ้เมิ่งฝานต่อไป เช่นนั้นคงจะเกินไปเสียหน่อย
"แม่นาง หากไม่มีธุระอื่นแล้ว ข้าขอตัวไปเฝ้าดูเพลงกระบี่ต่อ" เมิ่งฝานกล่าวกับหลิ่วเยียนผิง
เขาขยับไปนั่งลงในมุมที่ห่างจากหญิงสาวผู้นี้ให้มากที่สุด และเริ่มเฝ้าดูเหล่าศิษย์ในหอหยั่งรู้กระบี่ฝึกกระบี่ต่อไป
จากนั้น หลิ่วเยียนผิงก็เริ่มแอบจ้องมองเมิ่งฝานอย่างเงียบ ๆ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านางสนใจในตัวเมิ่งฝานมาก
ซึ่งเป็เื่ปกติ เพราะการแสดงออกของเมิ่งฝานเมื่อครู่นั้นประหลาดและน่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง!
นางไม่เชื่อว่าเมิ่งฝานไม่เคยััวิชากระบี่ปี้ไห่เฉาเซิงมาก่อน
ทว่าต่อให้เคยััมาก่อน ศิษย์สายนอกที่มีขั้นเลี่ยนชี่ระดับที่หนึ่งจะสามารถฝึกวิชากระบี่ปี้ไห่เฉาเซิงจนถึงระดับนี้ได้อย่างไร?
แน่นอนว่า การที่เมิ่งฝานบอกว่าเขาเป็ศิษย์เฝ้ากระบี่ของหอคอยกระบี่ จุดนี้ก็ทำให้นางสงสัยเช่นกัน
หอคอยกระบี่!
คำสองคำนี้ในสำนักกระบี่สู่ซานนั้น เต็มไปด้วยความลึกลับ
โดยเฉพาะชั้นสามและชั้นสี่ของหอคอยกระบี่ ซึ่งมีสถานะราวกับเป็เขตหวงห้าม
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลิ่วเยียนผิงจึงเริ่มแอบดูเมิ่งฝาน
นางกลับพบว่าเมิ่งฝานกำลังเฝ้าดูผู้อื่นฝึกกระบี่อย่างตั้งใจจริง ๆ
สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกแปลกใจยิ่งนัก
การดูคนอื่นฝึกกระบี่จะมีประโยชน์อะไร?
หากเป็มือกระบี่ที่มีตบะสูงส่ง การดูศิษย์เหล่านี้ฝึกกระบี่อาจจะมองเห็นจุดสำคัญบางอย่างได้
แต่ศิษย์สายนอกขั้นเลี่ยนชี่ระดับที่หนึ่ง ต่อให้เป็คนของหอคอยกระบี่จะมองเห็นอะไรได้?
ไม่มีเคล็ดวิชา ไม่มีวิธีการฝึกฝน เพียงแค่จ้องมองเฉย ๆ
หากทำเช่นนี้แล้วสามารถเรียนรู้เพลงกระบี่ได้ เช่นนั้นคัมภีร์ลับเพลงกระบี่ต่าง ๆ ยังจำเป็ต้องมีอยู่อีกหรือ?
หลิ่วเยียนผิงส่ายหัว รู้สึกว่าเ้าหมอนี่คงจะสติไม่สมประกอบเล็กน้อย
เมื่อแน่ใจว่าเมิ่งฝานเพียงแค่ดูคนอื่นฝึกกระบี่ โดยไม่มีการเคลื่อนไหวอื่นใด นางก็ี้เีที่จะดูต่อไป
เพราะดูไปก็ไม่เห็นอะไร!
จนกระทั่งดวงอาทิตย์ตกดิน เมิ่งฝานจึงลุกขึ้นด้วยความอาลัยอาวรณ์และเดินออกจากหอหยั่งรู้กระบี่
หอคอยกระบี่ใกล้จะปิดประตูแล้วต้องรีบกลับ
หลังจากกลับถึงหอคอยกระบี่ ศิษย์พี่หลัวบอกให้เมิ่งฝานปิดประตูใหญ่ของหอคอยกระบี่ จากนั้นก็ไม่ได้สนใจเมิ่งฝานอีก
ั้แ่ต้นจนจบ เขาไม่ได้ถามเลยว่าเมิ่งฝานไปที่ใดมา
เื่เหล่านี้เขาไม่สนใจ
แต่การไม่ถามเื่เหล่านี้ ความจริงแล้วก็เพื่อมอบอิสระที่เพียงพอให้กับเมิ่งฝาน
"เ้าหนู วันนี้ดูเหมือนเ้าจะยังไม่ได้เช็ดกระบี่สักเล่มเลยนะ อย่าลืมหน้าที่ที่ต้องทำในทุก ๆ วันล่ะ!"
แต่คำตักเตือนที่ควรมี ศิษย์พี่หลัวก็ไม่ลืม
เมิ่งฝานพยักหน้า วันนี้เขาไม่ได้เช็ดกระบี่เลยจริง ๆ ดังนั้นจึงรีบไปเช็ดกระบี่ธรรมดาทันที
วันนี้ที่โถงฝึกวิชาไม่รู้สึกถึงผลลัพธ์ใด ๆ ต้องพยายามเช็ดกระบี่ธรรมดาเพื่อดูดซับกระแสความอบอุ่นให้ได้
เมิ่งฝานไม่รู้ว่ากระแสความอบอุ่นที่ไหลจากตัวกระบี่เข้าสู่ท้องน้อยของตนคืออะไร เขาจึงตั้งชื่อมันเงียบ ๆ ว่า 'ปราณกระบี่'