ชีเยวี่ยฉวยโอกาสตีเหล็กต้องตีตอนร้อน [1] พูดว่า “คืนนี้เราขึ้นเขาไปหาจับนกกระทามาเลี้ยงสักสิบตัวแล้วเก็บไข่ขายก็เป็เงินแล้ว เช้าเย็นหนูจะขึ้นเขาไปหาเห็ดอะไรพวกนี้มาให้ด้วยไข่ไก่ก็มีคนอยากได้ คุณย่าลองถามคนแถวนี้ดูว่าใครมีไข่ไก่บ้างเราจะรับซื้อมาขายต่ออีกที ได้กำไรสักนิดสักหน่อยก็ยังดีนะคะ”
ชีเยวี่ยวางแผนอย่างเป็ระบบระเบียบ
ย่าเฒ่าหานไม่ได้คัดค้านอะไรเธอเพราะเป็ของที่ทางสถานีตำรวจ้า ย่าเฒ่าเลยไม่เป็กังวล
เย็นวันนั้น ครอบครัวหานต่างคนต่างยุ่งหยางชุนจือกับซย่าซิ่วเหอสะใภ้ทั้งสองก็วุ่นอยู่กับการผัดเนื้อสับและเจียวน้ำมันหานเซี่ยงหยางพาพวกน้องชายขึ้นเขาไปจับนกกระทา หานจิ่งจงกับน้องชายทั้งสองก็สานกรง
สะใภ้ทั้งสองผัดเนื้อสับเสร็จแล้วพี่น้องที่ขึ้นเขาไปก็ยังไม่กลับมา
“เด็กน้อยพวกนี้ทำไมยังไม่กลับมาอีก? ดึกป่านนี้แล้วจะเกิดเื่อะไรขึ้นไหมนะ?”
ขณะที่ย่าหานกำลังบ่นพึมพำเสียงเปิดประตูบ้านก็ดังขึ้น พี่น้องหานเซี่ยงหยางที่กลับมาแล้ว
“ย่า ย่าดูนี่สิ พวกผมจับมาได้เยอะเลย!” หานเซี่ยงหยางนำกระบุงสานเข้ามาในบ้านให้ย่าหานดู
พวกเขาจับมาได้ไม่น้อยเลยทีเดียวจับนกกระทามาได้ยี่สิบสองตัว ตัวผู้สองตัว ที่เหลือเป็ตัวเมียทั้งหมดนอกจากนี้ยังมีไข่นกกระทาอีกยี่สิบกว่าฟอง
หลังจากจับนกกระทาใส่กรงแล้วนำไปซ่อนไว้ในมุมที่ไม่ค่อยสะดุดตาหลังบ้านทุกคนจึงได้อาบน้ำเข้านอนอย่างสบายใจ
หลังจากค่ำคืนอันเงียบสงบ เช้าวันรุ่งขึ้นหานชีเยวี่ยตื่นแต่เช้าไปขึ้นเขา
หลังจากตัดหญ้าเต็มกระบุงแล้วชีเยวี่ยก็ลงจากเขา
ครั้นกลับถึงบ้านชีเยวี่ยล้างมือแล้วเริ่มทำอาหารเช้า
อาหารเช้าคือโจ๊กข้าวโพดกับแป้งทอดธัญพืชแป้งที่ทำแป้งทอดธัญพืชนั้นเป็ธัญพืชที่ชีเยวี่ยแอบเอาออกมาจากมิติ
เธอใส่แป้งธัญพืชหลากชนิดผสมลงไปกับแป้งสาลีแป้งธัญพืชที่ทำออกมานี้ถึงจะดูไม่น่ากินนักแต่รสชาติดีและมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน
ชีเยวี่ยใส่น้ำตาลทรายลงในโจ๊กข้าวโพดเล็กน้อยทำให้มีรสชาติหวานปลาย
“แป้งข้าวโพดในเมืองนี่ดีกว่าของบ้านเราอีก มีรสหวานด้วย” ย่าหานพูดพลางยกยิ้ม
“ไม่งั้นจะมีคนอยากไปอยู่ในเมืองเยอะขนาดนั้นได้ยังไงแต่ก็แปลก แป้งข้าวโพดในเมืองก็ปลูกมาจากชนบทของเรานี่!” ย่าหานพูดพลางกินโจ๊กข้าวโพดรสหวาน
หลังอาหารเช้า ทุกคนในบ้านก็ออกไปทำงานตามเดิม
ชี่เยวี่ยตั้งใจนั่งอ่านหนังสือที่ใต้ต้นสาลี่ใหญ่ทันใดนั้น เธอก็ได้ยินเสียงใครบางคนะโเรียกเธอว่าพี่ชีเยวี่ยอยู่ที่หน้าบ้าน
ชีเยวี่ยออกไปดู เป็ โก่วตั้นหลานชายของเถาอวี้เซียง เพื่อนสนิทของย่าเฒ่าหาน
“โก่วตั้น ะโเรียกพี่ทำไม?” ชีเยวี่ยออกมาพอเจอเ้าตัวจึงรีบเอ่ยปากถาม
โก่วตั้นวิ่งมาจนหอบแฮกพอเห็นชีเยวี่ยออกมาก็รีบเข้าเื่ว่า “พี่ชีเยวี่ยย่าให้ผมมาบอกว่าผู้หญิงสารเลวคนนั้นมาอีกแล้ว กำลังพูดจาว่าร้ายพี่อยู่เลย!”
นางผู้หญิงเลวนั่นมาอีกแล้ว? ตู้ฉางั้นเหรอ?
ย่าหานกำลังนั่งปะเสื้อผ้าอยู่ในบ้านพอได้ยินประโยคตะกี้เข้าก็สวมรองเท้าวิ่งออกมาจากห้องโถง
“โก่วตั้น เกิดอะไรขึ้น?”
เด็กชายโก่วตั้นอายุแค่หกเจ็ดขวบย่าฟังคำพูดของย่าตนแล้วบอกตามที่ฟังมา ไม่ได้รู้เื่รู้ราวอะไรเลย
“ย่า หนูเดาว่าตู้ฉาไม่ยอมแพ้ มาพูดจาใส่ร้ายที่ชุมชนเราแล้วคุณย่าเถาก็ได้ยินเข้า”
“โก่วตั้น นางผู้หญิงเลวนั่นอยู่ที่ไหน?”
“ที่บ้านเหลียงก่าหวา [2] ครับ” โก่วตั้นรีบตอบทันที
สองย่าหลานมองตากันย่าหานคว้าไม้กวาดที่วางไว้ข้างประตูแล้วลากไป
ชีเยวี่ยรีบบอก “ย่าคะ ใจเย็นก่อนพวกเราลองแอบไปฟังดูก่อนดีกว่าค่ะ”
ถ้าเราเอะอะโวยวายใหญ่โตเดี๋ยวเธอหนีไปแล้วจะทำยังไง? ย่าหานเห็นว่าหลานสาวพูดมีเหตุผลจึงวางไม้กวาดลงแล้ววิ่งออกไป
ชีเยวี่ยหยิบลูกอมจากกระเป๋ากางเกงให้โก่วตั้น “โก่วตั้นนี่ให้เธอ”
โก่วตั้นกำลูกอมแข็งๆ ไว้ในมือในใจนั้นยินดียิ่ง เด็กชายวิ่งมาแค่ไม่กี่ก้าวก็ได้ลูกอมหนึ่งเม็ดพี่ชีเยวี่ยใจดีจัง เขาต้องไปเรียกเพื่อนๆ มาช่วยพี่ชีเยวี่ยแล้ว
โก่วตั้นรีบวิ่งไปหาเพื่อนๆด้วยความเริงร่าทันที
ชีเยวี่ยะโบอก “โก่วตั้นวิ่งช้าๆ หน่อย ระวังล้มนะ”
หลังจากกล่าวเตือนเสร็จชีเยวี่ยก็วิ่งตามย่าหานไปติดๆ
แม้ว่าเท้าย่าหานจะเป็เท้ากลีบบัว [3] แต่ความเร็วในการวิ่งของเธอนั้นไม่ได้ช้าเลยแม้แต่น้อย
บ้านเหลียงเซี่ยวอยู่ที่ปากทางเข้าชุมชนประตูบ้านหันหน้าออกถนนใหญ่ย่าหานกับชีเยวี่ยมาถึงหน้าบ้านเหลียงเซี่ยวก็ได้ยินเสียงแหลมเล็กพูดจาเหน็บแหนมของตู้ฉา
“นี่ฉันทำเวรทำกรรมอะไรไว้เนี่ย ทำไมต้องเจอเื่แบบนี้ด้วยไอ้เด็กที่ไม่เอาไหนนั่นก็ชอบนางนี่นัก”
“พี่คะ ชีเยวี่ยเด็กคนนี้ ฉันเห็นเธอโตมา เธอเป็เด็กดีนะ”
เห็นได้ชัดว่าคนบ้านเหลียงเซี่ยวนั้นไม่เห็นด้วยกับคำพูดของตู้ฉา
ภรรยาของเหลียงเซี่ยวกับตู้ฉาเป็หญิงสาวที่มาจากชุมชนเดียวกันซ้ำทั้งสองยังเป็ญาติห่างๆ กันอีกด้วย
ตู้ฉาโชคดีได้งานในเมืองซ้ำยังหาคนรักที่อยู่ในเมืองได้อีก เธอเลยดูถูกญาติที่ยากจนทั้งสองบ้านจึงขาดการติดต่อกันมาหลายปีแล้ว
วันนี้ตู้ฉามาหาภรรยาของเหลียงเซี่ยวได้ยินเธอกล่าวหาชีเยวี่ยจึงรู้สึกไม่พอใจ
ภรรยาของเหลียงเซี่ยวไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดแต่เธอก็ไม่อาจนิ่งเฉยต่อความอยากรู้อยากเห็นของคนรอบตัวได้
ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็อู๋เสี่ยวเหลียนสาวปากมากประจำชุมชน
“คุณนายเหลียงเซี่ยว อย่าเพิ่งพูดเื่นี้ฟังคุณนายจวงเล่าก่อนว่าเห็นอะไรมา!”
“บ้านเหลียงจู้…”
ภรรยาของเหลียงเซี่ยวกำลังจะพูดแต่ถูกอู๋เสี่ยวเหลียนขัดจังหวะ
“ฉันว่านะ หานชีเยวี่ยดูสำออย ปกติไม่เคยลงไปทำงานที่ไร่ดูยังไงก็ไม่ใช่คนดี เป็เพียงแค่หญิงสาวทั่วไปแต่ที่บ้านหานดันยกให้เป็สมบัติล้ำค่าเสียได้!”
สองย่าหลานได้ยินเต็มสองหูย่าหานโกรธจนควันออกหู แค่ตู้ฉาก็พอว่าแต่อู๋เสี่ยวเหลียนก็ยังมายุ่งกับชีเยวี่ยของเธออีก!เธอผลักประตูบ้านเหลียงเซี่ยวออกดังโครม แล้วยืนเท้าสะเอวด่าที่หน้าประตู
“ชีเยวี่ยหลานฉันจะลงไปทำงานที่ไร่หรือไม่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอ? เราไปขอบ้านเธอกินข้าวหรือไง?”
อู๋เสี่ยวเหลียนไม่คิดว่าแค่พูดนินทาเล่นๆจะถูกเ้าตัวได้ยินเข้า เธอรู้สึกขลาดอายเล็กน้อยอยู่ครู่หนึ่งแต่พอนึกถึงสิ่งที่ตู้ฉาพูด ก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมา
“ย่าเฒ่า ฉันไม่ได้ว่าอะไรนะ หานชีเยวี่ยทำได้แต่ห้ามคนอื่นพูดได้หรือไง?”
หานชีเยวี่ยถามด้วยน้ำเสียงเ็า “ฉันอยากรู้จริงๆว่าฉันทำอะไร?”
“ตัวเองทำอะไรลงไป ไม่รู้ตัวหรือไง? ต้องให้ฉันพูดออกมาเหรอ?” อู๋เสี่ยวเหลียนขึ้นเสียงใส่
ชีเยวี่ยรู้ว่าเื่นี้ไปหาอู๋เสี่ยวเหลียนก็ไม่มีประโยชน์ เธอมองตู้ฉานี่หล่อนแน่ใจว่าเธอไม่รู้เื่ชั่วๆ ของหล่อนหรือยังไง?
“ตู้ฉาตอนที่เธอไปพูดจาใส่ร้ายคนอื่นเคยคิดบ้างไหมว่าตัวเองบริสุทธิ์พอหรือเปล่า?”
ตู้ฉาเห็นแววตามั่นใจของหานชีเยวี่ยก็รู้สึกหวั่นใจ
เมื่อวานเธอไปกินข้าวกับผู้อำนวยการหลินแต่หานชีเยวี่ยน่าจะไม่รู้จักผู้อำนวยการหลินนี่!
“เธอลองพูดมาสิ เมื่อวานเธอกินข้าวกับใครที่โรงอาหารรัฐบาล? พวกเธอมีความสัมพันธ์อะไรกัน?” ชีเยวี่ยถามใบหน้ายิ้มแย้มแต่ถ้ามองดีๆ จะเห็นความโกรธในแววตาของหานชีเยวี่ย
ย่าหานได้ยินคำพูดของหานชีเยวี่ยก็เข้าใจทันทีผู้หญิงไร้ยางอายแบบนี้ กล้าดียังไงมาทำลายชื่อเสียงหลานสาวของเธอน่ารังเกียจจริงๆ
“นางเฒ่าแพศยา ตัวเองเป็รองเท้าที่ผุพัง [4] แล้วยังคิดว่าคนอื่นไม่รู้?” ย่าหานด่าอย่างเกรี้ยวกราด
“หานชีเยวี่ย…” ตู้ฉากัดฟันกรอดใจสั่นระรัว
หานชีเยวี่ยรู้จริงๆ เหรอ รู้มากแค่ไหนกัน?
“จวงเหวินหลินรู้ไหมว่าเขากับผู้อำนวยการ…”
คำพูดของชีเยวี่ยราวกับฟ้าผ่าลงกลางหัวตู้ฉาหานชีเยวี่ยรู้แล้ว คนอื่นรู้ไหม? ยังมีใครรู้เื่นี้อีก? สีหน้าของเธอซีดเผือดรีบห้ามชีเยวี่ยไม่ให้พูดต่อ
เชิงอรรถ
【1】趁热打铁 ตีเหล็กต้องตีตอนร้อนหมายถึงทำอะไรก็ตามให้รีบทำตอนที่มันยังเป็ประเด็นร้อนๆ สดๆ ใหม่ๆ /ประเด็นที่กำลังมีคนสนใจ
[2] 尕娃 ก่าหวาเป็คำท้องถิ่นโดยใช้เรียกเด็กเล็กที่มีความน่ารัก พบได้ในบางพื้นที่ของประเทศจีนเช่น บ้านเหลียงมีเหลียงก่าหวาแปลว่าบ้านนั้นมีเด็กน้อยสกุลเหลียงอาศัยอยู่นั่นเอง
[3] 小脚เท้ากลีบบัวเป็ค่านิยมที่เกิดขึ้นจากประเพณีการรัดเท้าที่มีมาั้แ่สมัยโบราณเริ่มแพร่หลายใน่ ค.ศ.1644 – 1911 โดยผู้หญิงในสมัยนั้นมีความเชื่อว่าผู้หญิงเท้าเล็กถือได้ว่าเป็ผู้หญิงที่สวยงามเป็ผู้หญิงที่ชายจีนปรารถนาที่จะแต่งงาน ถึงขนาดมีการพูดกันว่า “หญิงควรมีเท้าเบาบางเล็กแหลม โค้ง หอม นุ่ม และที่สำคัญเท่าทั้ง 2 ข้างเท่ากัน” ย่าหานเป็หญิงที่เกิดใน่ค่านิยมการรัดเท้าแพร่หลายทำให้เท้าของย่าหานมีเท้าที่บิดเบี้ยวเหมือนกลีบบัว
[4] 破鞋 รองเท้าที่ผุพังเป็คำที่รู้จักกันเฉพาะกลุ่มโดยใช้เรียกผู้หญิงที่มีความสัมพันธ์กับชายอื่นไปทั่ว