บทที่ 17
หารือ
เวลา 21.21 น.
ฉัน ยูมิและไมยะมาเข้าพบท่านอิสึมิเพื่อหารือเื่มาตรการรับมืออาชญากรครองเมือง เราถกเถียงกันนานอยู่พอสมควร ฉันที่เห็นด้วยกับความคิดของป้าชาวนาว่าควรเนรเทศคนชั่วออกนอกกำแพงถูกคัดค้านโดยท่านอิสึมิและไมยะแบบหลังชนฝา เหล่ามิโกะไม่อาจยอมรับเื่โหดร้ายนี้ได้ ส่วนยูมิไม่เข้าข้างใคร เธอนั่งเป็กลางและรับฟังทั้งสองฝั่ง
“ยังไม่มีคำพยากรณ์ว่าในอนาคตเมืองจะถูกปกครองโดยคนชั่ว” ท่านอิสึมิย้ำเป็รอบที่ห้า แต่ฉันก็ยังเถียงคำเดิมว่า
“ตอนนี้ยังไม่มี แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ไม่ใช่เหรอคะ”
เราไม่สามารถหาทางลงให้กับปัญหานี้ได้ คนชั่วกำลังก่อความวุ่นวาย ทั้งบุกขโมยของ ทั้งก่อเหตุจลาจล การเลี่ยงทำเป็มองไม่เห็นถือว่าทำผิดมหันต์
“เป็เช่นนี้แล้วข้าคงต้องเรียกหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยและกรมตำรวจเข้าหารือด้วยแล้วล่ะ”
ท่านอิสึมิว่าจบก็เรียกมิโกะมารับคำสั่ง เธอกระซิบบอกสองสามคำมิโกะหญิงคนนั้นก็พยักหน้าแล้วออกไปตามบุคคลสำคัญมา ผ่านไปไม่ถึงสิบห้านาที หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย กับหัวหน้ากรมตำรวจก็เข้าร่วมการประชุม
หัวข้อการประชุมถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง ฝ่ายหัวหน้ารักษาความปลอดภัยและกรมตำรวจต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่าสถานการณ์ความปลอดภัยของเมืองอยู่ในจุดที่สุ่มเสี่ยง
“แม้ตอนนี้เราจะยังคุมสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบได้ แต่ในอนาคตกลุ่มวัยรุ่นหัวรุนแรงและกลุ่มประชาชนที่อดอยากจะรวมกลุ่มกันหันคมเขี้ยวเข้าหาเราเพื่อแย่งชิงอาหารและทรัพยากร การประท้วงและการก่อเหตุอาละวาดจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งมีความเป็ไปได้ว่าในอนาคตเราจะคุมไม่อยู่ขอรับ”
คำพูดโดยสรุปนั้นทำให้ท่านอิสึมิถึงกับถอนหายใจหนักหน่วง เธอถามถึงหนทางแก้ไขปัญหา แล้วก็วกกลับเข้ามาสู่บทลงโทษขั้นเด็ดขาดนั่นคือการเนรเทศอีกครั้ง
“เพื่อความปลอดภัยของประชาชน หากมีการก่อเหตุรุนแรงจนถึงขั้นไม่สามารถควบคุมได้ เราจำเป็ต้องใช้อาวุธเพื่อเข้าควบคุมและลงโทษผู้กระทำผิดด้วยการเนรเทศ ขอรับ”
“หากเป็ไปได้ควรถ่ายทอดสดบทลงโทษให้ประชาชนดูด้วยครับ”
“เชือดไก่ให้ลิงดูสินะ”
“เพื่อความสงบสุขของประชาชน มีเพียงหนทางนี้ขอรับ”
“เราพึ่งระบบศาลไม่ได้เลยหรือ” ท่านอิสึมิยังไม่ยอมแพ้
“หากเป็เมื่อก่อนนะขอรับ แต่ด้วยสภาพโลกในปัจจุบัน ผู้คนเปรียบดั่งนกที่ถูกขังอยู่ในกรง มีอาหารให้กินไม่พอต่อจำนวนประชากร การแก่งแย่งและการก่อเหตุจะเพิ่มสูงขึ้น บทลงโทษเพียงการจำคุกหรือปะาชีวิตไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วขอรับ”
หัวหน้าฝ่ายรักษาความสงบทั้งสองพูดถึงขั้นนี้ ท่านอิสึมิก็ดูเหมือนจะไม่มีหนทางอื่นในการรับมืออีกแล้ว
“ขอโทษนะคะทุกคน ฉันขอแทรกหน่อยนะคะ” ยูมิที่นั่งเงียบมาั้แ่เมื่อกี้ยกมือขึ้น เธออึกอักเล็กน้อยตอนที่ทุกคนหันมามอง “หวา~ มองกันขนาดนี้ฉันพูดไม่ออกกันพอดีค่าา”
บรรยากาศภายในห้องประชุมคลายความตึงเครียดลงไปได้ไม่น้อย ทุกคนอมยิ้มมุมปากให้กับหน้าตาแปลกประหลาดของยูมิ
“เธอนี่เวลาโดนคนจ้องแล้วทำตัวประหลาดๆ ตลอดเลยนะ” ฉันแซว
“โธ่ ก็มันประหม่านี่คะ”
“แล้วเธอมีไรจะพูดล่ะ”
“อ้อ คือว่านะคะคือว่า” ยูมิกระแอมไอแล้วเริ่มเสนอความคิด “ฉันคิดว่าปัญหาที่วัยรุ่นรวมตัวกันก่อเหตุเกิดจากการที่พวกเขา้าอาหารไม่ใช่เหรอคะ บางทีความ้าอาหารของพวกเขาอาจจะไม่ได้มีแค่ความเห็นแก่ตัว แต่อาจเป็เพราะเขามีครอบครัวที่ต้องดูแลอยู่ก็ได้นะคะ ถ้าเราเนรเทศเขาออกไป แล้วครอบครัวของเขาจะอยู่กันยังไงคะ แบบว่าครอบครัวมีน้องที่ต้องเลี้ยง มีพ่อแม่พิการ มีปู่ย่าตายายที่ต้องดูแล อา~ พอเข้าใจที่ฉันอยากจะสื่อไหมคะ”
“ฮืม~”
คำพูดของยูมิฉุกให้พวกเราภายในห้องคิดถึงสถานการณ์ต่างๆ อย่างลึกซึ้ง
“เธอพูดก็ถูกนะ ถ้าการเนรเทศครั้งนั้น มันไม่ทำให้จบปัญหา แต่กลายเป็การสร้างปัญหาที่ใหญ่กว่าขึ้นมา มันก็ไม่คุ้มเสีย”
“ใช่แล้วค่ะๆ นั่นแหละที่ฉันอยากจะบอก แล้วก็นะคะ ฉันคิดว่าการเนรเทศมันคือการตัดปัญหามากกว่าการแก้ไขปัญหาค่ะ อีกอย่างเชือดไก่ให้ลิงดูมันมีข้อดี แต่ข้อเสียมันก็มีมากเหมือนกันนะคะ ลองคิดสิคะว่าถ้าทำอย่างนั้นกลุ่มคนที่โกรธแค้นจะสะสมพลังด้านลบเอาไว้ เมื่อถึงคราวะเิ เราไม่รู้เลยว่าผลเสียจะกว้างไปถึงไหน ดีไม่ดีพวกเขาอาจจะคิดว่า ‘ไหนๆ ก็จะถูกเนรเทศอยู่แล้ว ขอทำลายโลกนี้ให้ย่อยยับไปเลยแล้วกัน’ ก็ได้นี่คะ”
บางที ฉันก็นับถือในความคิดอันลึกซึ้งของยูมิเหมือนกันนะ เห็นทำตัวบ้าๆ ไม่คิดว่าจะสามารถคิดการณ์ไกลได้ขนาดนี้
“หากเป็เช่นนี้ เราคงต้องใช้เวลาหาทางแก้ไขกันต่อไปอีกสักระยะใหญ่ๆ เลยสินะ”
ท่านอิสึมิเอ่ยถามทุกคนในที่ประชุม
“...”
“...”
ไม่มีใครตอบอะไรได้ มีเพียงเสียงฮึมๆ ขบคิดดังออกมาจากหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยทั้งสองเป็ระยะๆ
ภายในห้องประชุมเงียบอยู่นานพอสมควร จนเมื่อหัวหน้ากรมตำรวจคิดอะไรออกก็เสนอความคิดออกมา
“ถ้าหากว่าเราสร้างองค์กรของศาลเ้าขึ้นมาองค์กรหนึ่ง เพื่อเสริมความยิ่งใหญ่และเป็ที่ศรัทธาของประชาชนล่ะขอรับ”
หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยดีดนิ้วดังเป๊าะแล้วเสริมทัพด้วย “เป็ความคิดที่ดีไปเลยท่านหัวหน้ากรมตำรวจ หากเราสร้างองค์กรขึ้นมา แล้วใช้อำนาจความยิ่งใหญ่ขององค์กรณ์คอยชี้นำประชาชน การก่อการร้ายจะทำได้ยากขึ้นเพราะพวกเขาจะต้องต่อกรกับองค์กรที่ยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์”
ท่านอิสึมิรับฟังแล้วรำพึงออกมา “ปัจจุบันศาลเ้าอิสึมิยังคงเป็เพียงแค่วัดวัดหนึ่งที่มีบุคลากรพลังวิเศษ ทำให้กลุ่มคนคิดร้ายไม่เกรงกลัวและใช้โอกาสนี้บุกปล้นเสบียงอาหารของประชาชน หากเราสร้างองค์กรศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ พวกเขาจะไม่กล้าต่อกรด้วย หรือถ้าคิดจะต่อกรก็ยากลำบาก เพราะต้องวางแผนอย่างถี่ถ้วน หากเป็เช่นนี้บทลงโทษด้วยการเนรเทศก็ไม่จำเป็อีกต่อไป”
“ใช่แล้วขอรับ หากมีผู้ที่วางแผนก่อการร้าย จำนวนการเข้าร่วมก็จะน้อย เพราะพวกเขารู้ว่าต่อกรไปก็เสียแรงเปล่า ดังนั้นเมื่อมีเหตุจลาจลเกิดขึ้นเราจะควบคุมสถานการณ์ได้เร็วและง่ายขึ้นขอรับ”
“อา~ความคิดของฉันเป็ประโยชน์ต่อทุกคนแล้วสินะคะ” ยูมิเกาแก้มแดงๆ ของตัวเองแล้วยิ้มออกมาอย่างสดใส “ดีใจที่ทุกคนหาทางออกได้นะคะ”
“ขอบคุณเธอมากนะ” ท่านอิสึมิโค้งคำนับ แล้วหันหน้าไปทางหัวหน้าหน่วยรักษาความสงบทั้งสอง “หลังจากนี้เราจะจัดเตรียมการประชุมครั้งใหญ่ เรียกผู้บริหารทุกหน่วยงานมาให้พร้อม เราจะหารือเื่การสร้างองค์กรกัน”
“ขอรับ!!”