บันทึกราชันย์เทพอสูร

    เล่มที่ 3 บทที่ 77 งานประลองเยาวชนผู้มีพรสวรรค์

            ผู้อาวุโสหลายคนต่างมองหน้ากันไปมาเนี่ยหลีกล้าหาญชาญชัยเกินไปแล้ว ไม่เห็นท่านประมุขอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อยทว่าเนี่ยไห่กับเนี่ยเอินสองคนต่างไม่รู้สึกโกรธเคืองอันใดและพวกเขาก็ไม่ได้กระโดดออกมาชี้นิ้วตำหนิเนี่ยหลี ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเร็วๆนี้เอง ท่านประมุขยังเพิ่งออกประกาศว่าต่อไปภายในตระกูลเทียนเหินให้ฐานะของเนี่ยหลีเทียบเท่ากับเขา!

            คำสั่งนี้ทำให้บรรดาผู้อาวุโสทั้งหลายต่างพากันไม่เข้าใจทว่าในเมื่อเป็นคำสั่งของท่านประมุข พวกเขาก็ได้แต่ปฏิบัติตาม

            “ข้าเพิ่งได้ข่าวมาตระกูลเสินเซิ่งจะเชิญครอบครัวชนชั้นสูงส่วนหนึ่งในเมืองกวงฮุยเข้าร่วมงานประลองเยาวชนผู้มีพรสวรรค์ส่งเทียบเชิญมาให้พวกเราฉบับหนึ่ง พวกเราจะไปร่วมงานหรือไม่?” เนี่ยไห่จ้องมองเนี่ยหลีและเอ่ยถาม งานประลองเยาวชนผู้มีพรสวรรค์นี้หลายปีจะจัดขึ้นโดยหนึ่งในสามตระกูลหลักครั้งหนึ่งจำนวนผู้คนที่ได้รับเชิญให้มาร่วมประลองอย่างน้อยมีถึงหนึ่งในสามของครอบครัวผู้มีอิทธิพลต่อเมืองกวงฮุย

            หากเป็นการประลองรุ่นเยาว์ทั่วไปก็ไม่นับว่าเป็นอะไรแต่เนี่ยไห่กังวลใจว่าตระกูลเสินเซิ่งจะคิดไม่ซื่อ ต้องการลงมือกับตระกูลเทียนเหิน

            “ต้องเข้าร่วมการประลองอยู่แล้ว เหตุใดจะไม่เข้าร่วมเล่า? ส่งจดหมายไปที่สมาคมนักปรุงยาวิเศษแจ้งให้พวกเขามาร่วมชมการประลองก็พอแล้ว!” เนี่ยหลีพูดอย่างสงบตระกูลเสินเซิ่งส่งเทียบเชิญมาให้ตระกูลเทียนเหินพวกเขาจะไม่เข้าร่วมการประลองได้อย่างไร?

            ขณะได้ยินคำพูดของเนี่ยหลีบรรดาผู้อาวุโสต่างพากันหันมามองเนี่ยหลีด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยสมาคมนักปรุงยาวิเศษเชียวนะ คิดเรียกก็เรียกมาได้อย่างไรกัน?

            ปฏิกิริยาของผู้อาวุโสแต่ละคนแตกต่างกันไปส่วนเนี่ยไห่และเนี่ยเอินรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง

            “เช่นนั้นก็ต้องรบกวนเจ้าเขียนจดหมายฉบับหนึ่งให้แก่ท่านผู้อำนวยการหยางแล้ว!” เนี่ยไห่ยิ้มบางๆ และพูด เขากำลังรอให้เนี่ยหลีพูดคำนี้ออกมาพอดีหากสมาคมนักปรุงยาวิเศษส่งคนไปชมการประลองเช่นนั้นตระกูลเสินเซิ่งก็ต้องมีความเกรงกลัวอยู่บ้างแล้ว

            “การประลองเยาวชนผู้มีพรสวรรค์ครั้งนี้ สามารถส่งคนเข้าร่วมประลองได้สามที่เนี่ยหลี เจ้าจะลงแข่งหรือไม่?” เนี่ยเอินจ้องมองเนี่ยหลีและพูดเขารู้ว่าพลังของเนี่ยหลีก้าวขึ้นถึงระดับเงินแล้วอีกทั้งยังหลอมรวมกับจิตอสูรแล้วด้วย

            “ข้าย่อมต้องลงแข่งแน่นอน!” เนี่ยหลีพยักหน้าตอบเงียบๆเขาเพิ่งหลอมรวมกับแพนด้าเขี้ยวเสือมาคิดใช้การต่อสู้จริงมาทดสอบพลังของแพนด้าเขี้ยวเสือ อีกอย่างยังมีข้อตกลงกับเสิ่นเฟย เนี่ยหลีจะไม่ลงสนามได้อย่างไร

            เนี่ยไห่ เนี่ยเอิน สองคนยามสนทนากับเนี่ยหลี ต่างใช้น้ำเสียงขอร้องอ้อนวอนเนี่ยหลีนี่ทำให้พวกผู้อาวุโสไม่ค่อยคุ้นชินเท่าไหร่นักทว่าเมื่อนึกถึงยาวิเศษทั้งหมดที่เนี่ยหลีเป็นผู้มอบให้แก่ตระกูลพวกเขาก็ค่อยรู้สึกสบายใจขึ้น อีกทั้งยังเข้าใจเรื่องหนึ่งนั่นก็คือฐานะของเนี่ยหลีภายในตระกูล แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงแล้วจริงๆ

            นอกจากเนี่ยหลีแล้ว ยังมีผู้เยาว์อีกสองคนเป็นเนี่ยเสี่ยวเฟิงและเด็กหนุ่มในตระกูลอีกคนหนึ่งนามว่าเนี่ยอวี่* พวกเขาต่างเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับเงินสองดาว (*อวี่ ตัวอักษรคนละตัวกับน้องสาวของเนี่ยหลี)

            เป็นถึงผู้ควบคุมจิตอสูรระดับเงินสองดาวตั้งแต่อายุเพียงยี่สิบปีเศษถือว่าไม่เลวแล้วแม้จิตอสูรของพวกเขาไม่นับว่าดีนัก ทว่าก็ยังถือเป็นผู้มีพรสวรรค์ของตระกูลเนี่ยหลีก็มิได้ขี้เหนียวให้เนี่ยไห่มอบจิตอสูรระดับเงินที่มีอัตราการเจริญเติบโตระดับโดดเด่นแก่พวกเขา

            “การประลองครั้งนี้จะจัดขึ้นในอีกครึ่งเดือนข้างหน้าแล้ว เนี่ยหลีเจ้าต้องเตรียมตัวให้พร้อม! พวกเราได้ข่าวมาได้ยินว่าผู้ที่เข้าร่วมการประลองจากตระกูลเสินเซิ่งมีผู้ควบคุมจิตอสูรระดับเงินห้าดาวผู้หนึ่งด้วย!” เนี่ยไห่ครุ่นคิดมาถึงตรงนี้ในหัวใจก็พลันหนักอึ้งขึ้นมาเล็กน้อย พวกเขายังต้องระมัดระวังกับวิธีการสกปรกของตระกูลเสินเซิ่งด้วย

            “อ้อ!” เนี่ยหลีตอบเบาๆ คำหนึ่งทว่าท่าทางผ่อนคลายยิ่ง

            วิธีการสกปรกของตระกูลเสินเซิ่งรึ? เนี่ยหลีได้ไม่ใส่ใจนักจะมีเล่ห์เหลี่ยมกลโกงแบบไหนสามารถรอดพ้นไปจากสายตาของเขาได้กัน?

            ต่อมา เนี่ยไห่ เนี่ยเอิน เนี่ยหมิงและคณะยังได้ปรึกษาหารือเกี่ยวกับการพัฒนาตระกูลเทียนเหินกับเนี่ยหลีรวมถึงการจ่ายเงินส่วนหนึ่งเพื่อว่าจ้างยอดฝีมือทั่วไปจำนวนมากเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ครอบครัวสำหรับเนี่ยหลี ความเติบโตของตระกูลเทียนเหินก็มีประโยชน์และไร้ซึ่งพิษภัยอันใด

            “ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดข้าสามารถสนับสนุนเงินหนึ่งร้อยล้านเหรียญจิตอสูรให้แก่ตระกูลเพื่อการนี้ได้ทว่าต้องระวังขณะว่าจ้างคนให้ดีอย่าปล่อยให้พวกสอดแนมของตระกูลเสินเซิ่งกับพวกสมาคมมืดเล็ดรอดเข้ามาได้!” เนี่ยหลีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและพูด

            สนับสนุนเงินหนึ่งร้อยล้านเหรียญจิตอสูรรึ? เนี่ยหมิงเนี่ยไคและพวกผู้อาวุโสพากันตาเหลือกจนลูกตาแทบจะถลนออกมาแล้วเงินหนึ่งร้อยล้านเหรียญจิตอสูร เนี่ยหลีกลับพูดออกมาอย่างง่ายๆ สบายๆ

            จะมีกี่อย่างที่เงินหนึ่งร้อยล้านเหรียญจิตอสูรสามารถทำได้? เกรงว่าหากคิดจะจ้างผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองสักร้อยคนก็ยังไม่มีปัญหา!

            เนี่ยไห่และเนี่ยเอินครั้งนี้สงบกว่าเดิมยิ่งพวกเขารู้ดีว่าทรัพย์สมบัติของเนี่ยหลีนั้นสามารถทำให้ผู้คนตกใจได้เพียงไหน เงินหนึ่งร้อยล้านเหรียญนี้ก็แค่ขนเส้นหนึ่งของวัวสักเก้าตัวเท่านั้น! หากมีเงินสักหนึ่งร้อยล้านเหรียญจิตอสูรพลังของตระกูลเทียนเหินย่อมแผ่ขยายออกไปได้หลายเท่าตัว!

            พวกผู้อาวุโสพลันเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเนี่ยไห่จึงยกฐานะให้เนี่ยหลีเท่าเทียมตนความไม่พอใจต่อเนี่ยหลีทั้งหลายก็พลันสลายหายไป ตระกูลเทียนเหินคือรากฐานของพวกเขาตราบใดที่เป็นผลประโยชน์ของครอบครัว พวกเขาย่อมสนับสนุนและสำหรับผู้ที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือครอบครัว พวกเขาเหล่านั้นย่อมสมควรจะได้รับความเคารพจากทุกคน!

            ต่อให้มีฐานะต่ำต้อยอยู่ในตระกูลแต่หากสามารถบริจาคเงินถึงหนึ่งร้อยล้านเหรียญจิตอสูรให้แก่ตระกูลได้พวกเขาก็พร้อมจะยกระดับคนผู้นั้นขึ้นมาได้

            หลังจากปรึกษาหารือกันอยู่หลายชั่วโมงเนี่ยไห่และพวกจึงเริ่มลงมือทำตามแผนงานส่งคนไปที่สมาคมผู้ควบคุมจิตอสูรและสมาคมนักสู้เพื่อว่าจ้างคน

            สมาคมผู้ควบคุมจิตอสูรและสมาคมนักสู้นั้นแตกต่างจากสมาคมนักปรุงยาวิเศษพวกเขาไม่มีอำนาจมากมายนักเพียงรับผิดชอบการลงทะเบียนแก่ผู้ควบคุมจิตอสูรและนักสู้ทั่วไป ปกติแล้วผู้ควบคุมจิตอสูรและนักสู้ทั่วไปมักเลือกรับใช้พวกครอบครัวชนชั้นสูงทำเช่นนั้นพวกเขาจึงจะได้รับการสนับสนุนด้านการฝึกยุทธ์มากกว่าที่อื่นและรายได้ก็มั่นคงกว่า ส่วนพวกครอบครัวชนชั้นสูงก็จะได้เพิ่มความแข็งแกร่งแก่ครอบครัวของตน

            ทุกๆ ตระกูลจะมีผู้คุ้มกันจำนวนแน่นอนจำนวนหนึ่งสำหรับครอบครัวส่วนตระกูลเทียนเหินนี้ ด้วยความเป็นจริงที่ขาดแคลนเงินทุนพวกเขาจึงได้ยุบกลุ่มผู้คุ้มกันลงไปบัดนี้ในที่สุดก็สามารถว่าจ้างคนมาเพิ่มได้อีกครั้งหนึ่ง

            นอกจากสนับสนุนเงินหนึ่งร้อยล้านเหรียญให้แก่ตระกูลแล้วเนี่ยหลียังมอบเคล็ดวิชายุทธ์ที่ทรงอานุภาพมากมายให้แก่ครอบครัวสมาชิกทุกคนในตระกูลเทียนเหินสามารถฝึกมันได้สามารถช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ตระกูลได้

            ในเวลาเดียวกัน ตระกูลเสินเซิ่ง

            เสิ่นหมิงผู้อาวุโสใหญ่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยท่านประมุขในการกำกับดูแลตระกูลเสินเซิ่งกำลังจัดการธุระต่างๆในตระกูลเสินเซิ่ง เวลานี้ เด็กหนุ่มสามคนเดินเข้ามา ผู้ที่นำหน้าคือเสิ่นเฟยอีกสองคนด้านหลังเสิ่นเฟยมีอายุราวยี่สิบปีเศษ หน้าตาดุดันจริงจัง

            “ท่านผู้อาวุโสใหญ่!” เสิ่นเฟยยกสองมือขึ้นคำนับเล็กน้อย

            “คารวะท่านผู้อาวุโสใหญ่!” ชายหนุ่มสองคนด้านหลังเสิ่นเฟยโค้งกายลงคำนับผู้อาวุโสใหญ่เสิ่นหมิง ทั้งสองคนเป็นสมาชิกสาขาย่อยของตระกูลเสินเซิ่งฐานะด้อยกว่าเสิ่นเฟยเป็นอันมาก แม้ฝีมือจะสูงกว่าเสิ่นเฟยทว่าอ่อนน้อมกว่าเสิ่นเฟยเป็นอันมาก

            “อืม!” เสิ่นหมิงพยักหน้าเบาๆ แอบถอนใจพรสวรรค์ของเสิ่นเฟยไม่นับว่าเลว เวลานี้เป็นผู้ควบคุมจิตอสูรระดับเงินสามดาวแล้วทว่าเมื่อเทียบกับเด็กจากสาขาย่อยทั้งสอง เสิ่นหนิง และเสิ่นเซี่ยวก็ห่างชั้นกันมากเกินไปแล้ว เสิ่นหนิงเพิ่งอายุยี่สิบปีทว่าก้าวขึ้นเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรระดับเงินห้าดาวแล้วส่วนเสิ่นเซี่ยวอายุยังไม่เต็มยี่สิบสามปีเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองผู้หนึ่งแล้ว

            พรสวรรค์ของคุณชายแห่งตระกูลหลักกลับสู้เด็กหนุ่มจากตระกูลสาขาไม่ได้สิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในรุ่นก่อนๆ

            “คุณชายเสิ่นเฟยท่านแน่ใจหรือว่าต้องการเข้าร่วมการแข่งขันงานประลองเยาวชนผู้มีพรสวรรค์?” เสิ่นหมิงเอ่ยถามอย่างสุภาพ

            “ท่านแน่ใจหรือไม่ว่าเนี่ยหลีจากตระกูลเทียนเหินจะเข้าร่วมงานประลองเยาวชนผู้มีพรสวรรค์ครั้งนี้ด้วย?” เสิ่นเฟยจ้องมองเสิ่นหมิง สองคิ้วเลิกสูงเล็กน้อยและเอ่ยถามเพราะเรื่องเกี่ยวกับเซียวหนิงเอ๋อในใจของเขาจึงเต็มไปด้วยความโกรธแค้นต่อเนี่ยหลีเมื่อได้ยินว่าตระกูลเทียนเหินจะเข้าร่วมงานประลองเยาวชนผู้มีพรสวรรค์ครั้งนี้ด้วยแม้พลังของเขายังไม่เพียงพอนัก แต่ก็ยังอาสาจะเข้าร่วมงานประลอง

            “พวกเราได้รับจดหมายตอบกลับมาจากตระกูลเทียนเหินแล้วได้รับการยืนยันว่าตระกูลเทียนเหินจะเข้าร่วมงานประลองเยาวชนผู้มีพรสวรรค์! เนี่ยหลีผู้นั้นก็คงจะเข้าร่วมการประลองด้วย!” เสิ่นหมิงพยักหน้าน้อยๆตอบ

            “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าจะต้องเข้าร่วมงานประลองครั้งนี้ให้ได้ข้าจะเหยียบเจ้าเด็กนั่นให้จมเท้าเลยทีเดียว จากนั้นค่อยทำให้มันอับอาย!” ดวงตาของเสิ่นเฟยเต็มไปด้วยความเย็นเยียบขณะพูด ครุ่นคิดถึงเซียวหนิงเอ๋อในใจของเสิ่นเฟยก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้นเนี่ยหลี

    คล้ายกับเรื่องบันทึกราชันย์เทพอสูร ที่คุณอ่าน