“หวังอู่เฉินมานี่หน่อยซี่!”
ภายในโรงเตี๊ยมบรรยากาศอบอุ่นที่ปราศจากผู้คนมาพักผ่อนหย่อนใจ มีเพียงแต่พนักงานบริการและแม่ครัวที่ว่างนักแกร่วอยู่เป็เวลานานจนพอจะฟุ้งซ่านขึ้นมาได้
“เรียกหาข้ามีอันใดเล่า? คนยิ่งยุ่ง ๆ อยู่” เด็กหนุ่มที่เป็เป้าหมายตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ บางทีอาจเนื่องเพราะมันเหนื่อยหน่ายที่จะสนทนากับเ้าของเสียงร้องเรียกแหลมเล็กนั่น
“ยุ่งวุ่นวายอันใด?! มิต้องมากล่าวอ้างในเมื่อเห็นอยู่ว่าไม่มีลูกค้าสักกะคน!” เด็กสาวผู้มีผมสีแดงเป็เอกลักษณ์โต้ตอบ นางมีใบหน้างดงามและสันกรามละมุนละไมหวานหยดย้อยทำให้ดูเป็สาวน้อยน่ารักยากจะลืมเลือน “ยังไม่รีบมาอีกหรือ? อย่าให้ข้าต้องอาละวาด!” ริมฝีปากสีชมพูอ่อนเหมือนกลีบดอกไม้ในยามเช้าของนางอาจมีเสน่ห์น่าดูกว่านี้หากไม่ะโแว้ด ๆ ออกมาไม่หยุด
เด็กหนุ่มอีกผู้หนึ่งได้แต่ถอนหายใจอย่างเสียไม่ได้แล้วยอมจำนนแต่โดยดี “เ้า้าอันใดอีกล่ะทีนี้?”
“ดูเหมือนว่าข้าจะได้สิ่งนี้มาจากการสำเร็จภารกิจเอาชีวิตรอดในต่างโลกให้ครบ 30 วัน” นางอธิบายพร้อมกับหยิบยื่นสิ่งที่เหมือนกับลูกแก้วกลม ๆ ใส ๆ กำมือหนึ่งให้เด็กหนุ่มตรวจสอบดู
น… นี่มัน หินเสริมพลังระดับต่ำ มันอ้าปากค้าง
“หินเสริมพลังระดับต่ำ จากคำอธิบายมันจะช่วยเพิ่มพลังการฝึกฝนพื้นฐาน ว่าแต่มันใช้เยี่ยงไรล่ะ? แล้วใช้ไปทำไม?”
“สิ่งนี้ล้ำค่ายิ่งในแวดวงผู้ฝึกตน เป็แหล่งกักเก็บพลังธาตุซึ่งสามารถดูดกลืนนำไปเสริมสร้างชีพจรลมปราณได้ ถึงแม้มันจะเป็เพียงระดับต่ำที่ช่วยในบ่มเพาะพื้นฐาน แต่ก็มิใช่เฟ้นหามาได้โดยง่าย” หวังอู่เฉินอธิบายสรรพคุณในขณะที่ปากยังตกตะลึงไม่หาย
“โอ้… เช่นนั้นหรือ?” นางโยนลูกแก้วในมือเข้าปากแล้วกลืนลงไปก่อนที่บริเวณท้องจะเรืองแสงสว่างสีขาวขึ้นเล็กน้อย
“ป.. ประเดี๋ยวก่อน!”
ไม่ทันที่ผู้อื่นจะได้กล่าวอันใดแสงสีขาวก็ได้อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยในขณะที่ผิวพรรณกระจ่างใสของนางดูเปล่งปลั่งขึ้นเล็กน้อย
หวังอู่เฉินตกตะลึงอีกครั้ง
“เ้าว่ากระไร?”
“ข้าพูดว่าดูดกลืนแต่มิได้หมายความให้เ้ากลืนลงไปจริง ๆ!”
“แล้วไม่บอกให้เร็วกว่านี้เล่าเ้าบ้า!”
“ใครใช้ให้เ้าผลีผลามใจเร็วด่วนได้นักเล่า!” นั่นเป็ความในใจที่หวังอู่เฉินอยากจะกล่าวออกไปแต่ทำได้เพียงเงียบปากไว้จะได้ไม่เจ็บตัว นอกจากนั้นความคิดของเขาถูกสิ่งอื่นดึงความสนใจไปหมดสิ้น
หินเสริมพลังแม้จะดูไม่ได้สลับซับซ้อนแต่อย่างใดแต่มิได้เรียบง่ายปานนั้น… ภายในบรรจุด้วยมวลธาตุหนาแน่น การจะดึงพลังมันออกมาควบกลั่นผสานเข้ากับชีพจรลมปราณนั้นต้องอาศัยััหยั่งรู้และพลังสมาธิที่ไม่ธรรมดา อีกทั้งต้องมีความชำนาญในการควบคุมพลังมิให้เกินขีดจำกัดมิเช่นนั้นจะเกิดการะเิขึ้นภายในร่างกาย
หากมิได้มียอดฝีมือคอยปรับสมดุลและโคจรพลังช่วยเหลือเกรงว่ามือใหม่จะกระทำได้ยากยิ่งนัก แทบจะเป็ไปมิได้เลย ยังมิต้องกล่าวถึงว่านางได้กลืนมันลงไปในท้องแทนที่จะใช้การดูดซับภายนอก
“ข้าเชื่อแล้วว่าเ้าเป็สัตว์ประหลาดจากต่างโลกโดยแท้” หวังอู่เฉินแม้ไม่อยากเชื่อแต่มิอาจไม่เชื่อ
หลี่หานหลิงเกือบที่จะพึงพอใจเมื่อได้ยินก่อนที่จะพบว่ามันฟังดูแปลก ๆ “ข้าเพียงมาจากต่างโลกแต่มิใช่สัตว์ประหลาด!”
“ว่าแต่เ้าพูดถึงภารกิจงั้นหรือเป็ผู้ใดมอบหมายภารกิจให้เ้า?”
“ย่อมเป็ระบบช่วยเหลือผู้มาต่างโลกที่มีเพียงข้าเท่านั้นที่ได้เห็นและได้ยิน”
ระบบ? ระบบช่วยเหลือผู้มาต่างโลก?
“แม้จะไม่เข้าใจนักแต่ข้าว่าเ้าเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับอย่าให้ผู้ใดล่วงรู้จะดีกว่า มิเช่นนั้นผู้อื่นอาจเข้าใจเ้าเป็คนประสาทหลอนได้” หวังอู่เฉินเล็งเห็นถึงความยุ่งยากที่จะตามมาจึงปรามไว้เสียแต่เนิ่น ๆ
“แล้วภารกิจต่อไปเล่า? มิใช่จบเพียงเท่านี้ใช่หรือไม่?”
“อืมม์ มันบอกว่าให้เข้าร่วมสำนักฝึกตนใด ๆ ก็ได้อย่างน้อยหนึ่งสังกัด”
“นั่นย่อมง่ายดาย ไหนๆ วันนี้ก็ไม่มีลูกค้าแล้วข้าจะพาท่านไปยังสถานที่หนึ่ง”
…
หวังอู่เฉินและหลี่หานหลิงเดินผ่านบ้านเรือนลัดเลาะไปตามถนนหนทางจนมาหยุดอยู่ใกล้กับคฤหาสน์ตระกูลหลี่
“เ้าพาข้ามาบ้านตระกูลหลี่ทำอันใด? ข้าแซ่หลี่ก็จริงแต่มิได้มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลหลี่” เด็กสาวเอ่ยถามอย่างงุนงง
“ข้าทราบ เพียงแต่ที่ที่เราจะมาทำธุระนั้นบังเอิญอยู่ติดกับคฤหาสน์ตระกูลหลี่พอดิบพอดี หรือหากจะกล่าวก็คือ ศูนย์แนะแนวสำนักฝึกตนของหมู่บ้านนี้นั้นอยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลหลี่”
“ศูนย์แนะแนวสำนักฝึกตน?” ฟังดูเหมือนศูนย์แนะแนวเรียนต่ออย่างไรไม่รู้ โลกนี้ก็มีอะไรแบบนี้เหมือนกันหรือ?
อาคารด้านนอกสวยงามน่าดูเช่นเดียวกันกับภายในราวกับว่าได้รับการตกแต่งรักษาอย่างดีสมฐานะที่ตระกูลหลี่เป็ผู้ดูแล
หวังอู่เฉินเดินตรงไปที่กระดานไม้เด่นเป็สง่าที่มีกระดาษมากมายติดอยู่ บนกระดาษเขียนไว้ด้วยรายชื่อสำนักและข้อมูลต่าง ๆ
“เหล่านี้คือรายชื่อสำนักที่เปิดรับสมัครศิษย์รุ่นใหม่เข้าร่วม ขอเพียงมีคุณสมบัติเพียงพอก็สามารถไปทดสอบเข้าสำนักได้” หวังอู่เฉินชี้ชวนให้ดูแผ่นกระดาษตรงหน้า
“อืมม์ หากให้ข้าแนะนำล่ะก็เ้าน่าจะเหมาะกับที่นี่นะ” มันส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้กับนางซึ่งเขียนไว้ว่า
“นิกายขุนเขาแกร่ง นิกายเราศรัทธาในกล้ามเนื้อ มุ่งเน้นการบ่มเพาะ สร้างเสริมพละกำลังของกล้ามเนื้อเพื่อให้แข็งแกร่งบึกบึนไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งใดดั่งขุนเขาต้องลมพายุไม่โอนเอน รับจำนวนจำกัดเฉพาะผู้ที่มีพร์ระดับกระต่ายขึ้นไปเท่านั้น”
ไม่ทันจนอ่านจบหวังอู่เฉินก็ถูกไล่ตีเปิดเปิงจนต้องหนีตาย
“ไม่ได้เื่! ข้าดูเอง!”
“ตำหนักเฉิดโฉม รับเฉพาะสตรีโฉมสะคราญมาเข้าตำหนักฝึกปรือเคล็ดวิชามายาและวิธีใช้อาวุธลับรวมถึงการประทินโฉมอันมีเสน่ห์เป็เอกลักษณ์ เฉพาะพร์ระดับกระต่ายขึ้นไป”
“คิก..” แม้อยากจะหัวเราะออกมาก็ได้แต่กลั้นขำเมื่อสาวเ้ามองค้อนมาอย่างอาฆาต
“อืมม์ แต่ละที่ก็มีจุดเด่นเป็ของตัวเองอย่างชัดเจน ทั้งการวาดภาพเอย ขับร้องเล่นดนตรีเอย บูชาเทพเ้าเอย ว่าแต่อะไรเเหล่านี้สามารถนับเป็การฝึกตนได้ด้วยหรือ?”
“มหามรรคาแห่งการบำเพ็ญเพียรเปิดกว้างและทอดยาว มิเพียงแต่สามารถสำเร็จมรรคผลได้ด้วยการฝึกจิตใจอย่างเสี่ยวลิ้มยี่ หรือขัดเกลาวรยุทธ์ดั่งเช่นบู๊ตึ๊ง ขอเพียงเข้าถึงแก่นแท้และผสานตนเข้ากับจิติญญาธรรมชาติได้ บำเพ็ญเพียรในแนวทางใด ๆ ล้วนสามารถกระทำได้ ”
ชายชราหนวดฟูขาวเครายาวปรากฏตัวขึ้นด้านหลังแล้วสั่งสอนเด็กน้อยทั้งสองอย่างเจนโลก
“คารวะท่านผู้าุโ ขอบพระคุณที่สั่งสอน” หวังอู่เฉินค้อมคำนับผู้ดูแลศูนย์แนะแนวอย่างสุภาพ
“มิกล้า ชี้แนะแนวทางที่เหมาะสมให้แก่คนหนุ่มสาวเป็หน้าที่ของชายแก่ผู้นี้อยู่แล้ว โฮ่ ๆๆๆ”
หลี่หานหลิงพูดขึ้นด้วยความลิงโลด “ท่านอาจบางทีสามารถแนะนำข้าได้ ข้าไม่แน่ใจนักว่าจะเลือกเข้าสำนักใดดี”
“สาวน้อย เ้ามีลักษณะเป็ผู้มีจิตใจดี สนใจอยากลองเป็หมอยาแห่งหมู่บ้านเทพโอสถดูไหมเล่า?”
“พรืดด! ฮ่า ๆ ให้นางไปเป็หมอยาข้าเวทนาคนไข้ในแผ่นดินนี้เหลือเกิน” หวังอู่เฉินไม่สามารถกลั้นหัวเราะได้อีกต่อไปจึงหลุดปากกล่าวความในใจออกมา
ผิดคาด หากเป็ยามปกตินางจะต้องปรี่เข้ามาทุบตีมันไปแล้ว ทว่าตอนนี้กลับนิ่งเฉยราวกับคิดอันใดบางอย่างด้วยสีหน้าจริงจัง ส่วนมันมันก็ตั้งท่ารอเก้อ
นางกล่าวด้วยความอาลัยที่แฝงมาในน้ำเสียงอย่างแ่จาง หากไม่ตั้งใจฟังบางทีมิอาจรู้ได้ “ข้าเกลียดหมอ…”
“งั้นค่ายกระบี่พยัคฆ์คำรน ปราบศัตรูผดุงความเป็ธรรมและเป็หนึ่งในวิถีกระบี่”
“จริงจังเกินไป ไม่เอา”
“วิหารเทพคู่ฟ้า บูชาเทพเ้าด้วยการนำเพ็ญเพียรคู่”
“ออกป๊ายยย!”
ใบหน้าของเด็กสาวแดงจัดด้วยความโกรธปนเขินอาย นางไม่สนใจผู้าุโตรงหน้าอีกต่อไปแล้วเริ่มค้นหาด้วยตนเอง
“โอ้ อันนี้น่าสนใจ”
“สมาคมมนตราเร้นลับ อุทิศตนให้แก่การศึกษาวิจัยศาสตร์แห่งมนตราอันลึกลับ รับเฉพาะผู้ที่มีพร์ระดับอินทรีขึ้นไปเท่านั้น”
“ท่านสนใจเวทย์มนตร์หรือ มันเป็ศาสตร์นอกกระแสที่ลึกลับซับซ้อนเกินความเข้าใจของปุถุชน อีกทั้งจำนวนผู้ที่ศึกษาจนแตกฉานได้นั้นน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ตามเหตุผลข้าย่อมไม่แนะนำให้เ้าเสี่ยงเข้าไปทำอันใดที่ยากที่จะประสบผลสำเร็จ แต่หากมีความตั้งใจจริงย่อมต้องสนับสนุน”
เห เทียบกับโลกเดิมก็คือคณะที่พ่อแม่ไม่ปลื้มสินะ “ขอบคุณพระคุณผู้าุโที่ส่งเสริม ว่าแต่พร์ระดับอินทรีหมายถึงอะไร?”
เด็กสาวมองเห็นประกาศรับสมัครแต่ละใบนั้นมีข้อกำหนดที่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว บ้างรับเฉพาะศิษย์สตรีซึ่งเป็ที่เข้าใจได้ แต่พร์นั้นนางไม่รู้อันใดเลย
“พร์กำหนดโดยระยะเวลาที่เ้าใช้ในการบรรลุระดับที่สองแห่งมหามรรคา อายุ 15 ปี เป็ั อายุ 16 ปี เป็หงส์ อายุ 17 ปี เป็อินทรี อายุ 18 ปี เป็กระต่าย อายุ 19 ขึ้นไปคือต้นหญ้า”
“มิใช่ด่วนสรุปเกินไปหน่อยหรือ สามัญชนที่ยากจนอาจมีความสามารถในการบ่มเพาะพลังสูงส่งกว่าคุณชายตระกูลดังก็ได้ เพียงแต่ขาดโอกาสมิสามารถเข้าถึงทรัพยากรในการฝึกตนได้”
นางผู้ซึ่งพบเห็นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถมเถทั่วไปในโลกเดิมเมื่อได้ยินก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาบ้าง
“ที่ท่านพูดมีเหตุผล แต่อนิจจา โชควาสนาก็นับเป็พร์ มีเพียงผลลัพธ์เท่านั้นที่ประจักษ์แจ้งกว่าทุกสิ่ง อื่นใดล้วนไร้ค่าไม่คู่ควรนำมาพิจารณา”
“เยี่ยงนั้นเหตุใดจึงเร่งรัดเอาั้แ่อายุน้อยปานนั้นเล่า?”
“ยิ่งปล่อยไว้นานจะยิ่งร้างห่างไกลจนไม่อาจเข้าสู่วิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรได้ โลกประเมินคุณค่าของท่านที่่อายุจำเพาะเพียงเท่านี้ เกินกว่านี้ไปไม่มีความหมายแล้ว”
หวังอู่เฉินที่ฟังอยู่เงียบ ๆ ได้แต่กำหมัดกัดฟันไม่อาจเอ่ยวาจาออกมาได้เพียงสักคำ ผู้ใดทราบมันนั้นเจ็บแค้นในโชคชะตาเพียงใด แต่ไม่ว่าจะร่ำร้องดินรนขนาดไหนก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย