ยังไม่สิ้นา ญี่ปุ่นยังไม่กลับไป ก็เกิดนํ้าท่วมใหญ่ที่กรุงเทพฯเมื่อปีพศ.2485 ถนนหนทางนํ้าท่วมเกือบหมดถ้าหากบริเวณนั้นใกล้กับแม่นํ้าเ้าพระยา ั้แ่ถนนราชดำเนิน โดยเฉพาะถนนเยาวราชจนถึงหัวลำโพง ที่สี่แยกเสือป่ามีเรือแจวจอดรอรับผู้โดยสารแทนรถรางรถโดยสาร นอกจากเรือแจวคนทั่วไป เรือแจวรับจ้างยังมีเรือขายผักปลาหัวใช้โป้งและปลาช่อน หรือกับข้าว ที่สำคัญคืออาหารที่เป็ของแห้ง ไม่ต้องพูดถึงผักไม่มีขายเพราะนํ้าท่วมผักเน่าตายหมด
"โจ๊กขายไม่ได้เลยนะ น้ำท่วมแทบไม่มีคนเดิน มีแต่คนแจวเรือตามท้องถนนแทน"ลูกสาวบ่นพึมพำ
"ไม่รู้จะทำยังไง หากินไม่ได้เลยตอนนี้" พ่อบ่นเพราะเศรษฐกิจไม่ดี ไม่มีคนซื้อ แถมลูกสาวอีกคนเพิ่งลืมตาดูโลกได้สองเดือนแล้ว พลางนึกในใจว่าคนนี้เป็คนสุดท้ายแล้วนะ
“โจ๊กก็ขายไม่ได้ไม่มีเงินซื้อข้าวกิน ยังงั้นเดี๋ยวอั้วไปรับข้าวบริจาคที่หน้าร้านหนังสือพิมพ์สี่แยกก่อนนะ"่นี้สมาคมต่างๆบริจาคข้าวให้คนจนทั่วไปหลายจุด
"ดีแล้วรีบไปเถอะ" พ่อสนับสนุน
าโลกครั้งที่สองที่เกิดในเมืองไทยมีผลกระทบไม่น้อยกว่าโรคระบาดโควิดเพราะแถมมีนํ้าท่วมใหญ่เข้ามาพ่วงด้วย โดยเฉพาะในแง่เศรษฐกิจกว่าจะจบาก็ประมาณสองปี เมื่อญี่ปุ่นกลับไปชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป อีกกี่ปีกว่าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ ร้านขายโจ๊กก็เปิดขายต่อไปถึงแม้นว่าจะขายไม่ดีก็ตามยุคหลังาข้าวยากหมากแพงย่อมตามมา แต่ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเริ่มมีโรงหนังในกรุงเทพฯเป็ของใหม่ต่อจากโรงงิ้วที่มีหลายโรงตามย่านถนนเยาวราช โรงงิ้วเป็ที่นิยมสำหรับคนจีนโพ้นทะเลแต่ดูหนังในโรงภาพยนต์ถือว่าเป็ของใหม่เป็ที่นิยมสำหรับคนทั่วไปกว่า ดูเหมือนมันช่วยขับดันเศรษฐกิจได้ เพราะที่ไหนมีโรงหนังที่นั่นจะครึกครื้น ในสมัยนั้นจึงมีโรงหนังเป็ย่านเศรษฐกิจ ร้านโจ๊กจึงต้องเปลี่ยนทำเลที่ขาย
เปลี่ยนทำเลขายที่ใหม่ใหม่แถวโรงหนังนครสนุกตอนเป็สาวอายุสิบแปดปี
"ที่แถวโรงหนังนครสนุกที่นั่นคนเยอะนะ อั้วว่าจะเปลี่ยนไปขายแถวนั่น แต่ไม่ขายโจ๊กแล้วจะเปลี่ยนไปขายบะหมี่เกี้ยว"พ่อบอกแม่แถวที่ว่าก็คือถนนเจริญกรุง12 หรือถนนที่อยู่ถึงสี่แยกไฟแดงเยาวราช ซึ่งเป็ถนนเชื่อมระหว่างถนนเจริญกรุงและเยาวราช เกือบจะถึงปากซอยด้านเจริญกรุงจะมีศาลเ้าอาม้าเก็งด้านปากซอยถนนเจริญกรุงเมื่อก่อนมีภัตตาคารจีนชื่อไล้กี่ เข้าไปจะมีศาลเ้าม้าเก็งจึงเรียกแถวนี้ว่ามาแกงไจ้ เป็ภาษาจีนแต้จิ๋ว ไปทางปากซอยด้านถนนเยาวราชเลี้ยวซ้ายหน่อยจะมีโรงหนังนครสนุก ส่วนคนกวางตุ้งเขาเรียกซอยนี้ว่า"สีฮ้างหอง"แปลว่าตรอกส้วม เพราะหลังบ้านทุกหลังจะมีตรอกยาวทะลุถึงกัน และส้วมอยู่หลังบ้าน แต่จะมีฉากผนังกั้นแต่ละบ้านไม่ให้มองเห็นกันตอนอึลงบนท่อ แต่ที่ท่อจะมีถังวางอยู่ และให้อึลงในถัง ตอนกลางคืนจะมีคนเดินเข้าไปในตรอกเก็บขนอึแต่ละบ้านเอาไปทำปุ๋ยปลูกผัก เข้าใจว่าแถวนั้นมีตรอกลักษณะนี้อยู่ ซึ่งตอนหลังมีส้วมซึมจึงไม่มีใครใช้ส้วมถังอึ เมื่อมีโรงหนังแถวนี้คนก็คึกคัก เพราะรอบฉายมีั้แ่กลางวันจนถึงสี่ทุ่ม ถ้าเป็วันหยุดก็จะถึงรอบเที่ยงคืน เพราะเมื่อผู้คนออกจากโรงหนังก็ออกมาเดินหาของกิน หรือคนที่รอหนังเลิกเพื่อเข้าดูก็เดินหาของกินเช่นกัน ตอนแรกริมถนนในซอยมีแผงขายของกินเต็มไปหมดตลอดทั้งเส้นคึกคัก ข้างแผงบะหมี่เกี้ยวก็เป็ของหวานนํ้าแข็งไส
"แล้วเราทำเส้นบะหมี่เองเป็หรือ"แม่ถามเพราะบะหมี่ตอนนั้นยังเป็ของใหม่เส้นหมี่สำเร็จขาย
"ไม่เป็ไรเดี่ยวอั้วจ้างเพื่อนมาทำ จ้างเขาทำ3บาทต่อแป้งบะหมี่1กิโลใช้ไข่8ฟอง วันหนึ่งใช้แป้ง4กิโลก็ได้เส้นบะหมี่20ก้อนก็เยอะแยะแล้ว"พ่อตอบรับขายบะหมี่เกี๊ยวเป็ของใหม่ให้คนชิมกันซุปน้ำไม่มีปํญหาเพราะเคยทำโจ๊กกระดูกหมูขายอยู่แล้ว
จากเด็กขายโจ๊กหมูโจ๊กปลาเป็สาวแล้ว เมื่อสาวขายโจ๊กเนื้อโดนจีบ
ทุกวันพ่อก็เข็นรถเข็นจากบ้านไปจอดที่ริมถนนนี่แหละ มีลูกคอยช่วยเหลือ ตอนนี้โตเป็หนุ่มเป็สาวกันแล้ว ตอนแรกช่างที่จ้างคนทำเส้นบะหมี่ ทำได้พักหนึ่งเพื่อนที่จ้างมาทำบะหมี่ก็บอกว่าจะไปเปิดร้านบะหมี่ขายเอง การทำเส้นบะหมี่จึงตกเป็หน้าที่ของสาวน้อยกับแม่สองคนช่วยกันนวดแป้งโดนใช้ไม้เต็กกอทับโดยจะต้องขึ้นไปนั่งขี่บนไม้เต็กกอแล้วะโๆ นอกจากทำบะหมี่แล้วยังต้องออกไปล้างชามด้วย ขายบะหมี่เกี้ยวได้หลายเดือนนับว่าขายดีอยู่ แต่ต่อมาคนเริ่มมาทำบะหมี่เกี้ยวขายกันมากขึ้น ลูกค้าถูกแย่งกิจการจึงเริ่มซบเซา พ่อจึงเปลี่ยนเป็ขายโจ๊กเนื้อ เนื่องจากแถวนี้ยังไม่มีคนทำโจ๊กเนื้อขายส่วนใหญ่เป็โจ๊กหมู จึงเป็ร้านขายโจ๊กเนื้อเ้าแรกไม่ซ้ำใครผู้เป็พ่อให้ความคิดริเริ่ม
"ฉันจะทำโจ๊กเนื้อเ้าแรกและตั้งชื่อว่า"โจ๊กเนื้ออร่อยหนึ่งเดียวในโลก"พ่อบอก หน้าที่ซื้อเนื้อ หั่นเนื้อ หมักเนื้อจากบ้านจึงเป็ของสาวน้อยตอนนี้สาวน้อยอายุ18ปีสาวสะพรั่งแล้ว ระหว่างที่สาวน้อยกำลังเสริฟโจ๊กให้ให้ลูกค้า ทันใดนั้นมีชายชายหนุ่มเดินมากับเพื่อนสะดุดตาสาวสวยที่กำลังเสริฟโจ๊กให้ลูกค้า ชายหนุ่มจึงคุยกับเพื่อนว่า
"โอ่โห ร้านโจ๊กนี่ลงทุนจ้างสาวๆมาเป็ลูกจ้างเลยหรือเนี่ย"ชายหนุ่มพูด
"อ๋อ ไม่ใช่หรอกเขาเป็ลูกสาวเ้าของร้านนะ"เพื่อนพูดเบรกไว้
"ฉันไม่เชื่อหรอก ไม่น่าจะเป็ไปได้ลูกเถ้าแก่"ชายหนุ่มว่า
"ถ้าใช่ลูกสาวเถ้าแก่เ้าของร้าน แกเลี้ยงฉันกินโจ๊กเนื้อเดือนหนึ่งนะ"เพื่อนชายหนุ่มรีบท้าพนัน
"ได้เลย ฉันกล้าท้าเลยลูกสาวเถ้าแก่ที่ไหนจะลดตัวมาขายเองเลยหรือ"ชายหนุ่มไม่เชื่อเพราะโจ๊กเ้าดังมีคนกินมาก น่าจะมีเงินจ้างลูกน้องมากกว่าลูกเถ้าแก่น่าจะนั่งเก็บเงินเฉยๆ
"งั้นตอนนี้ฉันเลี้ยงโจ๊กแกชามหนึ่งก่อน"เพื่อนชายหนุ่มรีบท้าพิสูจน์ และเดินเข้าไปนั่งสั่งโจ๊กกินชิมดู
"น้องจี่เอาโจ๊กมากินสองชามสิ แต่อาป๊าไปไหนไม่เห็นออกมาขายเลย"เพื่อนชายหนุ่มถาม
"อาป๊าเข้าไปนั่งพักในบ้าน อั้วออกมาขายแทนตอนบ่าย"น้องจี่ออกมาคุมร้านแทนพ่อตอนสาย เพราะตอนเช้าตรู่ต้องไปซื้อเนื้อ กลับมาหั่นเป็ชิ้นแล้วหมักเนื้อให้นุ่มก่อนค่อยออกมาช่วยพ่อ ตอนนี้โตเป็สาวอายุ18ปีแล้ว ขายคนเดียวมีน้องชายโตเป็หนุ่มมาช่วยล้างชามอีกแรง
"อร่อยดีนะ มีเพื่อนมาแนะนำ นี่เขาชื่ออาปุ๋นเพื่อนกัน เขาเป็ช่างนาฬิกาด้วยกันนะ"เพื่อนหนุ่มแนะนำ
"จ้ายินดีที่ได้รู้จัก"สาวน้อยตอบรับ
"นี่น้องจี่นะ นอกจากทำโจ๊กอร่อยยังร้องเพลงเก่งด้วยนะ"เพื่อนชายหนุ่มรู้จักนานแล้วเพราะอยู่ในกลุ่มร้องเพลงในวันหยุด มีเพื่อนๆคอยสีไวโอลีนให้
เมื่อได้รู้จักกันกินเสร็จจึงเดินจากไปและคุยกันต่อ
"แกรู้จักได้ยังไงนะ"อาปุ๋นถามให้รู้ความ
"น้องเค้าเคยขายโจ๊กตรงข้ามร้านนาฬิกาพี่สาวฉัน"ชายหนุ่มนึกถึงเมื่อหลายปีก่อนเห็นั้แ่เมื่อครั้งยังเป็หนูน้อยช่วยพ่อขายโจ๊กริมถนนเสือป่า
"เธอร้องเพลงเก่งด้วยนะอยู่ในชมรมร้องเพลงเรา พี่ชายฉันสีไวโอลีนเป็ มีคนจีบเธอเยอะนะจะบอกให้”เพื่อนชายหนุ่มพูดแนะนำให้
"เออ ฉันก็ว่าน่าสนอยู่ อย่างน้อยฉันก็ต้องมากินโจ๊กกับแกที่นี่เดือนหนึ่ง"ทั้งคู่ตกปากรับคำกันเรียบร้อยก่อนที่จะแยกย้ายกันไปทำงานต่อ อย่างน้อยก็มีเื่เลี้ยงโจ๊กเพื่อนแถมยังได้มาจีบสาวขายโจ๊กเนื้ออีก
อยากสู่ขอแต่มีอุปสรรรคจึงต้องใช้จังหวะฉวยโอกาสตอนว่าที่พ่อตาไม่อยู่
หลังจากแวะเวียนมากินโจ๊กเนื้อประจำ สามารถตีสนิทเข้าหาครอบครัวของเธอตามแผน ทั้งคู่รู้จักกันสนิทกันกันได้เพราะนอกจากชายหนุ่มเป็ขาประจำร้านโจ๊กเกือบทุกวันยังได้ชวนเธอไปเที่ยวสวนลุมฯสำเร็จ แถมบางคืนยังพาไปกินข้าวด้วยเวลาผ่านไปพอควร เพื่อนชายหนุ่มจึงมาถามเพื่อนว่า
"ปุ๋นแกจะเอายังไงกับน้องจี่ อาทิตย์หน้าฉันจะขึ้นเชียงใหม่ไปเปิดร้านใหม่แล้วนะคิดว่าคงจะยาวไม่ลงมากรุงเทพฯแล้วนะ"เพื่อนชายหนุ่มบอกให้ตัดสินใจอยากสนับสนุนให้เพื่อนคนรู้จักเป็ช่างนาฬิการ่วมอาชีพเดียวกันมีความสุขสมหวัง ไม่ใช่จีบรุ่มๆดอนๆคาราคาซังภาษาจีนเขาเรียก”บ่อแก๊สี่”
"อั้วจีบตั้งนานแล้ว เรารักกัน แต่ดูเหมือนอาป๊าอีไม่ค่อยชอบอั้ว หรือว่าเขาเห็นว่าอั้วไม่ใช่อาเสี่ยลูกเศรษฐีหรือเปล่าไม่รู้"อาปุ่นบอกอย่างท้อใจนิดๆ
"งั้นพรุ่งนี้แกไปกับฉันไปสู่ขอน้องจี่ที่บ้านเค้าเลยนะ ฉันรู้จักคุ้นเคยกับครอบครัวเขาดีจะเป็เถ้าแก่สู่ขอให้"เพื่อนชายหนุ่มรับอาสาเป็ผู้ใหญ่สู่ขอให้ เพราะครอบครัวมีร้านใหญ่นับว่ามีฐานะเป็ที่นับหน้าถือตารู้จักกันดี
"ดีเลยเมื่อวานอั้วเพิ่งไปส่งอาป๊าน้องจี่ที่ท่าเรือ เขาไปเยี่ยมญาติที่เมืองจีนกว่าจะกลับก็เป็เดือน สู่ขอกับอาม้าน้องจี่ง่ายกว่านะ"อาปุ๋นรีบรับปากเหมือนทุกอย่างเป็ใจเป็จังหวะดีถึงอย่างไรก็สนิทกับแม่น้องจี่มากกว่าพ่อที่หวงลูกสาว