บทที่ 10 ย่าของผมเป็ทายาทเหมาซาน?!
"ร่างกายของผมแข็งทื่อ ขยับเขยื้อนไม่ได้เลย ทันใดนั้นก็มีมือน้อย ๆ สองข้างที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง วางลงบนไหล่ทั้งสองข้างของผม นั่นเป็นิ้วมือเรียวยาวตามแบบฉบับของผู้หญิง แต่ในตอนนั้นผมไม่มีอารมณ์จะชื่นชมความงามของมันเลยสักนิด
หัวใจของผมเต้นระรัว ตึกตัก ตึกตัก ถ้าตอนนั้นวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ ผมคิดว่ามันคงพุ่งสูงถึงหนึ่งร้อยครั้งต่อนาทีแล้ว หัวใจเหมือนจะะโออกมาจากลำคอเลยทีเดียว
ผมกลืนน้ำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อบรรเทาความตื่นตระหนกของตัวเอง ผมอยากจะร้องขอชีวิตดัง ๆ แต่กลับพบว่าตัวเองไม่สามารถส่งเสียงออกมาได้ เพราะความกลัวจนพูดไม่ออก ในสถานการณ์ที่บีบคั้นขนาดนั้น ผมถึงกับลืมไปแล้วว่าต้องร้องไห้อย่างไร
ทันใดนั้น ผมรู้สึกถึงบางอย่างที่เหมือนกับลิ้น ค่อย ๆ เลียจากท้ายทอยไล่ขึ้นไป้าอย่างช้า ๆ ในขณะเดียวกัน เสียงหัวเราะของผู้หญิงก็ดังขึ้นข้างหู คิก ๆ ๆ ๆ ๆ..."
จางหยางพูดถึงตรงนี้ แล้วพยักหน้าให้สวีเจียวเบา ๆ
เธอเข้าใจความหมายทันที จึงรีบหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาแล้วพูดว่า "เ้าหน้าที่เสียง เปลี่ยนไปช่อง B12 เปิดเพลงประกอบ!"
เ้าหน้าที่เสียงที่นั่งยอง ๆ อยู่ในห้องทำงาน ร่างกายสั่นเทา
เื่ผีที่จางหยางเล่านั้นทำให้เขาจมดิ่งลงไปในเื่ราว ทั้งที่หวาดกลัว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะฟังต่อไป ผู้ชมที่ดูไลฟ์สดและผู้ฟังทางวิทยุก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
แน่นอนว่านี่เป็ผลมาจากเอฟเฟกต์ของทักษะ [การเร้าอารมณ์] ของระบบปรมาจารย์เื่ลี้ลับ
นอกจากนี้ ผู้คนบนดาวสีครามไม่เคยได้ฟังเื่ลี้ลับแบบนี้มาก่อน เมื่อได้ยินเป็ครั้งแรกจึงรู้สึกว่ามันสยองขวัญและแปลกใหม่มาก
จำนวนผู้เข้าชมในห้องไลฟ์สดพุ่งสูงถึงห้าล้านคนแล้ว
ในตอนนี้เพิ่งจะผ่านตี 1 มาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ห้องไลฟ์ของจางหยางก็ขึ้นเป็อันดับหนึ่งของแพลตฟอร์มแล้ว
ไม่ใช่แค่ผู้ชมที่ดูไลฟ์และผู้ฟังวิทยุเท่านั้น แม้แต่สตรีมเมอร์ที่ไลฟ์่ดึกคนอื่น ๆ ก็ยังแวะเข้ามาดู
เพราะจางหยางเพียงคนเดียว ได้ส่ง 'เื่เล่ายามดึก' ขึ้นสู่ฮอตเสิร์ชเว่ยป๋อแล้ว
ชั่วขณะหนึ่ง บรรดาดีเจวิทยุ สตรีมเมอร์จากแพลตฟอร์มต่าง ๆ รวมถึงพิธีกรจากสถานีโทรทัศน์หลายแห่ง ต่างพากันแห่มาเรียนรู้ตามชื่อเสียง
ตอนแรกพวกเขาเข้ามาด้วยความรู้สึกอยากดูเื่ตลกหรือรอดูความล้มเหลว แต่ยิ่งอยู่ในห้องไลฟ์นานเท่าไหร่ คนเหล่านี้ก็ยิ่งถูกเื่ลี้ลับของจางหยางสะกดไว้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ในช่องแชทเริ่มมีเพื่อนร่วมอาชีพแสดงความชื่นชมในตัวจางหยางอย่างมาก
[เสี่ยวเสวี่ย พิธีกรสถานีวิทยุกระจายเสียงจิงโจว ส่ง จรวด ให้ห้องไลฟ์ พร้อมข้อความ : พระเ้า เื่ผีเล่าแบบนี้ก็ได้เหรอ ยอมแล้ว ยอมจริง ๆ ท่านปรมาจารย์ รับค่าครูไปเลย!]
[เสี่ยวฟาง พิธีกรสถานีวิทยุกระจายเสียงหูโจว ส่ง จรวด ให้ห้องไลฟ์ พร้อมข้อความ : ฝีมือระดับเทพ สมควรได้รับรางวัล]
[เสี่ยวเฉิน พิธีกรเื่เล่าสยองขวัญ ส่ง เครื่องบิน ให้ห้องไลฟ์ พร้อมข้อความ : ท่านปรมาจารย์สนใจเปิดคลาสสอนเล่าเื่สยองขวัญไหมครับ? ผมขอสมัครเป็คนแรกเลย]
[ใช่แล้วท่านปรมาจารย์ เปิดคลาสเถอะ เปิดคลาสเถอะ ผมอยากเรียน]
[+10086]
[เห็นด้วย]
[...]
แม้แต่ผู้อำนวยการและผู้บริหารระดับสูงของสถานีโทรทัศน์หลายแห่ง ก็เริ่มเล็งจางหยางซึ่งเป็เพชรเม็ดงามคนนี้ไว้แล้ว
ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์หูโจวเรียกผู้ช่วยมาหาและสั่งว่า "รีบไปสืบประวัติของดีเจคนนี้มาให้ฉัน ภายในครึ่งชั่วโมง ฉัน้าข้อมูลทั้งหมดของเขา!"
ซูเปอร์แอดมินและฝ่ายบริหารของแพลตฟอร์มไลฟ์สดต่าง ๆ ก็เริ่มจับตามองห้องไลฟ์เื่เล่ายามดึกของจางหยางเช่นกัน
มีหลายคนเรียกประชุมด่วน เพื่อหารือกันว่าจะทุ่มเงินจ้างจางหยางให้ย้ายมาอยู่แพลตฟอร์มของตนด้วยราคาสูงลิ่วดีหรือไม่
รายได้จากของขวัญในห้องไลฟ์เื่เล่ายามดึกพุ่งทะลุหนึ่งล้านหยวน และทำลายสถิติรายได้ต่อวันสูงสุดตลอดกาลของสถานีวิทยุกระจายเสียงเจียงเฉิงไป
หลังจากจบการไลฟ์ครั้งนี้ คาดว่าส่วนแบ่งและเงินรางวัลที่จางหยางจะได้รับเพียงคนเดียว น่าจะมากกว่าสองแสนหยวนแล้ว
ขณะที่จางหยางซึ่งยังคงจมอยู่ในเื่เล่าของตัวเอง ไม่รู้เลยว่าเขาได้สร้างแรงสั่นะเืครั้งใหญ่บนดาวสีครามขนาดไหน
"ผีพยาบาทหญิงตนนั้นส่งเสียงหัวเราะคิก ๆ ๆ จนผมเกือบจะช็อกสลบไปอีกรอบเลย! ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกถีบเปิดออก ผมหันไปมองก็พบว่าเป็คุณย่า
แต่คุณย่าในวันนั้นมีสง่าราศีที่แตกต่างจากปกติอย่างสิ้นเชิง ผมเห็นคุณย่าสวมชุดนักพรต ในมือถือกระบี่ไม้ท้อ หลังจากคุณย่าพุ่งเข้ามา ในปากก็พึมพำร่ายมนตร์อะไรบางอย่าง เช่น 'ขอให้แสงสีทองปกคลุมร่างกายข้าโดยเร็ว'
เมื่อคุณย่าร่ายมนตร์จบ กระบี่ไม้ท้อในมือของท่านก็เปล่งแสงสีทองเจิดจ้า และบนตัวของคุณย่าก็ดูเหมือนจะมีแสงสีทองจาง ๆ ปรากฏขึ้นมาชั้นหนึ่ง
มือสองข้างของผีพยาบาทหญิงที่วางอยู่บนไหล่ของผมถูกกระชากออกอย่างแรง และเสียงหัวเราะที่น่าขนลุกนั่นก็หยุดลงทันที
คุณย่าถือกระบี่ไม้ท้อ แทงเข้าใส่ผีพยาบาทหญิงที่อยู่ข้างหลังผม ในระหว่างนั้นท่านยังถือโอกาสผลักผมออกไปนอกประตู พร้ะโกนบอกให้ผมรีบหนีไป!
ผมยืนอึ้งอยู่กับที่สองสามวินาที จนกระทั่งเห็นคุณย่าปิดประตูลงอย่างแรง พอวิ่งออกไปได้ระยะหนึ่ง ผมก็นึกถึงใบหน้าใจดีของคุณย่าตามปกติ จึงกัดฟันตัดสินใจหันหลังวิ่งกลับไป
แม้จะรู้ว่ากลับไปอาจจะช่วยอะไรไม่ได้ แต่ในใจผมรู้สึกไม่สบายใจ และทิ้งคุณปู่คุณย่าไปไม่ได้จริง ๆ พอผมกลับไป ในห้องไม่มีเสียงการต่อสู้อีกแล้ว ผมลองยืนอยู่หน้าประตูแล้วเรียกคุณย่า
มีเสียงตอบรับเบา ๆ ดังมาจากข้างใน ผมรวบรวมความกล้าผลักประตูเข้าไป และเห็นสภาพในห้องที่เละเทะไม่มีชิ้นดี
ตู้เสื้อผ้า แผ่นเตียง ราวแขวนผ้า โต๊ะ ทุกอย่างพังกระจายเกลื่อนพื้น คุณย่ากอดคุณปู่ที่สลบไสลพิงอยู่ที่มุมห้อง กระบี่ไม้ท้อของท่านวางอยู่ข้างกายอย่างไม่ใส่ใจ
ผีพยาบาทหญิงตนนั้นหายตัวไปไหนไม่รู้ ผมถามคุณย่าว่าสิ่งสกปรกนั่นหายไปไหนแล้ว? คุณย่ามีสายตาที่หวาดหวั่น เพียงแต่ยกนิ้วชี้ขึ้นแตะที่ริมฝีปากตัวเองแล้วพูดว่า 'ชู่ว'
ตอนนั้นผมเคยอ่านนิยายมาบ้าง จึงรู้จักสิ่งที่เรียกว่าทายาทเหมาซานในตำนาน ผมเห็นการแต่งกายของคุณย่าและวิธีการต่อสู้กับผีพยาบาทหญิงนั้น เหมือนกับทายาทเหมาซานมาก
ผมจึงถามคุณย่าว่า ทั้งหมดนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ตอนนั้นคุณย่าพูดเพียงประโยคเดียวว่า 'หลานเอ๋ย ย่าไม่บอกเพราะหวังดีต่อหลาน'
ผมจึงไม่ได้ซักไซ้ต่อ แล้วถามคุณย่าว่าคุณปู่เป็อย่างไรบ้าง? คุณย่ายิ้มอย่างใจดีแล้วบอกผมว่า 'คุณปู่ไม่เป็ไร นอนหลับสักตื่นก็หายแล้ว'
ขณะนั้นนาฬิกาบนเตียงชี้ไปที่เวลาเที่ยงคืนครึ่ง คุณย่าเห็นผมมองนาฬิกาโดยไม่รู้ตัว ท่านรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ จึงพูดว่า 'หลานเอ๋ย ไม่เป็ไรแล้ว หลานจะไม่ตาย เื่นี้ได้รับการแก้ไขแล้วล่ะ'
พอได้ยินประโยคนี้ พลังกายพลังใจของผมก็พังทลายลงทันที เมื่อคนเราตึงเครียดจนถึงขีดสุด พอถึงวินาทีที่ผ่อนคลาย จะรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่ไร้ก้นบึ้ง ตอนนั้นผมล้มลงกับพื้นและหลับลึกไป
พอผมตื่นขึ้นมา คนที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงคือลูกพี่ลูกน้อง ผมได้รู้จากเขาว่าผมหลับไปสามวันสามคืนแล้ว เขาบอกผมว่าคุณปู่คุณย่าไม่เป็ไร แล้วป้อนโจ๊กให้ผมหนึ่งถ้วย จากนั้นก็เร่งให้ผมรีบออกจากชนบทโดยเร็ว
คุณปู่คุณย่ามาส่งพวกเราที่ท่าเรือ ตอนที่นั่งเรือ ผมรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก ผมไม่กล้ามองลงไปในน้ำ จนกระทั่งเรือถึงฝั่งตรงข้าม
หลังจากนั้น ก็เป็อย่างที่คุณย่าบอกจริง ๆ ผีพยาบาทหญิงไม่เคยกลับมาหาผมอีกเลย จนถึงวันนี้ผมก็ปลอดภัยดี เพียงแต่หลังจากเปิดเทอมได้ไม่นาน ผมก็ได้รับข่าวว่าคุณย่าป่วยเสียชีวิต..."