สายลมแห่งฤดูใบไม้ร่วงพัดต้องยอดไผ่เื้ัตำหนักเสนาบดี เสียงกิ่งไม้เสียดสีกันคล้ายกระซิบจากเงามืด เฟยอี้ยืนอยู่ใต้เงานั้น สวมชุดผ้าเรียบ ๆ สีดิน ผูกผมสูงตามธรรมเนียมขุนนางหนุ่มหน้าใหม่ ดวงตาเขานิ่งสนิท ขณะเฝ้ารอผู้ที่โลกเรียกว่า “สมองของจ๊กก๊ก” จะเอ่ยคำแรก
“เ้าอ่านรายงานของชายแดนเหนือแล้วใช่หรือไม่?” ขงเบ้งถามเรียบ ๆ โดยไม่ละสายตาจากฉบับแผนที่เบื้องหน้า
เฟยอี้พยักหน้า “แม่ทัพเปี้ยนหลงดูเหมือนจะตั้งใจถ่วงเสบียงไว้ที่ด่านอวิ๋น ไม่ยอมส่งต่อเข้าเขตกลาง”
“เ้าคิดว่าเหตุใด?”
เฟยอี้เงียบไปอึดใจหนึ่ง แล้วเอ่ยว่า “เพราะเขา้าพิสูจน์ว่า ขงเบ้งมิอาจสั่งแม่ทัพได้ทุกคน”
ขงเบ้งเงยหน้าขึ้นในที่สุด ดวงตาเขาเปรียบดังแสงจันทร์เย็นเฉียบ แต่ลึกเกินจะหยั่ง “เ้าเข้าใจแล้ว”
---
นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เฟยอี้เข้าสู่เบื้องลึกของราชสำนักอย่างแท้จริง เขาไม่ได้รับตำแหน่งใหม่ ไม่ได้ตราอาญาสิทธิ์หรืออาวุธใด มีเพียงบทสนทนาและแผนที่สามแผ่น ที่เขาต้องเดินทางสู่ชายแดนเหนือเพื่อ ‘สังเกตการณ์’ โดยไร้เครื่องแบบทางการ
เขาเดินทางผ่านเส้นทางรอง แวะทุกเมืองเล็ก ทุกตลาดกลางป่า เพื่อเก็บข่าวลือและเปรียบเทียบกับรายงานทางการ
ในระหว่างทาง เฟยอี้เริ่มพบความผิดปกติเล็ก ๆ ที่กระจายอยู่รอบชายแดนเมืองจิงฮวา — หัวเมืองเล็ก ๆ ที่ควรไร้บทบาท แต่กลับมีการซื้อลูกธนูและเกราะหนังเพิ่มขึ้นผิดปกติ
เขาแฝงตัวเข้าไปในโรงเก็บเสบียง พูดคุยกับคนเฝ้าโกดังด้วยถ้อยคำอ่อนน้อม ไม่ตั้งคำถามตรง ๆ แต่ค่อย ๆ เก็บรายละเอียดจากรอยยิ้ม สีหน้า และการสบตา
คืนหนึ่งเขาแสร้งเมาเหล้าและเข้าไปพูดคุยกับพ่อค้าเร่ที่มักจะรู้ข่าวลือเสมอ “ข้าวกับเกลือมันไม่เดินแยกกัน ข้าสงสัยว่าใครกันแน่ที่เดินเร็วเกินควร”
พ่อค้าคนนั้นหัวเราะก่อนตอบเบา ๆ ว่า “ข้าก็สงสัยเหมือนกันว่า มีบางคนเอาเกลือไปล่อเสือให้ขบ”
---
เมื่อเขากลับถึงเฉิงตู เฟยอี้ยื่นรายงานสั้น ๆ ถึงขงเบ้ง มีเพียงข้อความว่า:
> “แม่ทัพเปี้ยนหลงกำลังรวบรวมคนจากแนวชายแดนย่อย สร้างกำลังส่วนตัวภายใต้หน้ากากแห่งความวุ่นวายของพรมแดน”
ขงเบ้งอ่านแล้วพยักหน้าเงียบ ๆ ก่อนกล่าวว่า:
“ถ้าเช่นนั้น เ้าก็จงเงียบต่อไป เพราะศัตรูที่คิดว่าเรายังไม่รู้ คือศัตรูที่ยังไม่กล้าเล่นหมาก”
---
เฟยอี้ไม่รู้ว่าขงเบ้งจะใช้ข้อมูลนี้ตอนไหน แต่เขารู้แล้วว่า บางครั้ง การไม่ลงมือ คือการลงมือที่แม่นยำที่สุด
เขาเขียนในบันทึกว่า:
> “ดาบในมือของผู้ไม่ใช้ มักคมกว่าดาบที่ชักทุกวัน”
> “ข้าขอเป็คนถือดาบนั้น แม้ใครจะไม่เห็นปลายคมเลยก็ตาม”
และในห้วงค่ำของวันนั้นเอง ขณะเงาไม้พาดตัวบนแผนที่ทั้งสาม แผ่นกระดาษบาง ๆ อีกแผ่นหนึ่ง ก็ถูกวางไว้เงียบ ๆ บนโต๊ะเสนาบดี
ข้อความสั้น ๆ เขียนด้วยลายมือขงเบ้งว่า:
> “เปี้ยนหลงไม่ใช่หมากสุดท้าย — เบี้ยตัวถัดไป เคลื่อนไหวแล้วในเมืองอู๋อัน”
(จบบทที่ 3 — ดาบในกำมือเสนาบดี)
ในตอนถัดไป: เฟยอี้จะต้องเผชิญกับเงาที่ซ่อนอยู่ในงานเลี้ยง กลลวงในเสียงหัวเราะ และคำโกหกที่เคลือบน้ำผึ้งไว้บาง ๆ — แต่เขาจะเลือกวางหมากด้วยรอยยิ้มหรือคมมีด?