กลางคืนคืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆแจ็คและดีนเตรียมของที่ต้องใช้สำหรับคืนนี้อย่างเงียบๆเพื่อไม่ให้เกิดเสียงจนป้าเมย์ และลุงแซมตื่นขึ้นมาโดยทั้งแจ็คและดีนได้หยิบทั้งกล้องส่องทางไกล ไฟฉายอาหารว่างที่พวกเขาแอบเก็บไว้ใน่บ่ายใส่ลงกระเป๋าสัมภาระ
“นายพร้อมยัง” ดีนเอ่ยถามแจ็คที่ตอนนี้กำลังยืนสะพายกระเป๋าอยู่
“ฉันพร้อมแล้วนาย ไปกันเลยไหม”แจ็คตอบก่อนจะถามคำถามกลับไป
“โอเค ไปกันเถอะ” ดีนพูดแล้วทั้งคู่ก็เดินออกจากห้องมาโดยที่มีปีปิกบินตามมาเกาะที่บ่าของแจ็คด้วย
“ชู่ว อย่าส่งเสียงดังละปีปิก”แจ็คสั่งปีปิก ทำให้ปีปิกเงียบไปไม่ส่งเสียง เหมือนปีปิกสามารถเข้าใจได้ว่าเวลาไหนที่เ้านายของมันไม่อยากให้มันส่งเสียงมันก็จะเงียบเสียงลงไป
“แอ๊ด” เสียงบานประตูดังขึ้นทำให้เด็กชายทั้งสองคนหัวใจเต้นแรงจนเกือบจะทะลุหน้าอก
“พวกนายจะไปแล้วสินะ” อลิซเดินมาอย่างเงียบๆ ก่อนจะมากระซิบที่ข้างๆ เด็กชายทั้งสองที่ตอนนี้ยืนตัวแข็งทื่อเพราะความตื่นเต้นอยู่
“ใช่เดี่ยวเราจะรีบกลับมาในตอนเช้าก่อนที่ป้าเมย์กับลุงแซมจะตื่น” ดีนพยายามพูดกระซิบให้เสียงเบาที่สุดเท่าที่จะเงียบได้
“พวกพี่จะไปกันจริงๆ เหรอ” แอนนี่พูดขึ้นด้วยความเป็ห่วง
“พี่ไปไม่นาน เดี่ยวก่อนเช้านี้พี่ก็กลับมา”แจ็คตอบพลางเอามือลูบหัวน้องสาวของเขา แล้วทั้งแจ็คและดีนก็ย่องออกจากบ้านพักออกไปยังที่ท่าเทียบเรือไม้โดยมีแอนนี่และอลิซยืนจ้องมองมายังพวกเขาอยู่ด้วยความเป็ห่วง
“ส่งกระเป๋ามาให้ฉัน” ดีนที่ลงไปในนั่งในเรือเรียบร้อยแล้วพูดขึ้นก่อนจะยื่นมือมาที่แจ็คเพื่อรับกระเป๋าจากแจ็ค ทำให้แจ็คสามารถลงมานั่งในเรือได้ง่ายขึ้นส่วนแจ็คนั้นก็ค่อยๆ ลงมาที่เรือแคนนูก่อนจะรับกระเป๋าคืนจากดีนแล้วทั้งสองก็พายเรือแคนนูออกไปท่ามกลางทะเลสาบที่ส่องสว่างไปด้วยแสงพระจันทร์ที่ตกกระทบผืนน้ำ
“เราพายเรือไปจอดที่มุมมืดก่อนดีไหมรอให้เจมส์กับเพื่อนพายเรือออกมาก่อนแล้วเราค่อยแอบพายตามไป” ดีนเสนอความคิดเห็นขณะที่มือทั้งสองก็พายเรือไปด้วย
“เป็ความคิดที่ดีเลย” แจ็คตอบ
เมื่อคิดได้ดังนั้นทั้งสองคนก็พายเรือแคนนูเรียบไปกับชายฝั่งโดยพายไปให้อยู่ใกล้จุดที่พวกเขาเห็นเจมส์กับเพื่อนพายเรือไปมาในยามค่ำคืนให้มากที่สุดซึ่งใช้เวลานานเป็อย่างมากในการพายเรือเพื่อมาถึงจุดที่พวกเขา้า
“เอาละ เรารอเจมส์กันตรงนี้เถอะ”ดีนพูดขึ้นก่อนจะเอาไม้พายมาตั้งฟาดไว้บนเรือแล้วยืดแขนให้เส้นคลายออก
“โอเค” แจ็คตอบ
หลังจากนั้นไม่นานนักแจ็คและดีนก็เห็นแสงไฟจากตะเกียงลอยมาไกลทำให้ทั้งสองคนรีบยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมาแล้วส่องไปยังแสงไฟสีส้มจากตะเกียงบนเรือลำนั้น
“นั้นใครนะ” แจ็คพูดขึ้น
“คงจะเป็เพื่อนของเจมส์นั้นแหละ”ดีนตอบ
“เราตามไปกันเถอะ” ดีนชวนแจ็ค
“งี่เง่า งี่เง่า” ปีปิกที่เกาะอยู่บนบ่าแจ็คมาอย่างเงียบๆ ตลอดทางพูดขึ้น
“ชู่ว อย่าส่งเสียงเชียวนะปีปิก”แจ็คพูดพลางเอามือไปดีดจงอยปากของปีปิกทำให้ปีปิกมุดหัวกลับเข้าไปใต้ปีก
“แจ็คไปเถอะเรือลำนั้นกำลังพายออกห่างเราไปมากแล้วนะ” ดีนเร่งแจ็คทำให้ทั้งสองคนรีบพายเรือกันอย่างแข่งขัน
แจ็คและดีนพายเรือโดยทิ้งระยะห่างกับเรือที่มีใครบางคนนั่งอยู่ในระยะห่างที่ไกลพอสมควร แต่ก็ยังสามารถมองเห็นได้ด้วยการใช้กล้องส่องทางไกล
“นั้นอะไรนะ” ดีนพูดขึ้นด้วยความใเมื่อเห็นแสงไฟส่องเข้ามาในทะเลสาบโดยที่เรือของคนปริศนาลำนั้นกำลังพายไปยังจุดที่แสงไฟส่องอยู่
“ฉันคิดว่านั้นจะต้องเป็ทางเข้าเกาะหมอกแน่ๆ”แจ็คพูด พลางจ้องมองไปยังแสงไฟที่กำลังส่องสว่างอยู่
“นายรู้ได้ไงว่านั้นเกาะหมอก”ดีนถามขึ้น
“นายดูเกาะนั้นสิ” แจ็คพูดทำให้ดีนต้องหันกลับไปมองเกาะนั้นอีกครั้ง จึงเห็นว่ารอบๆเกาะมีหมอกปกคลุมอยู่จริงๆ ั้แ่บนเกาะ จนรอบๆ เกาะก็มีหมอกปกคลุมอยู่ทุกหนแห่งทำให้ดีนชะงักไปครู่หนึ่ง
“เรารีบพายตามเรือนั้นไปเถอะบางทีแสงนั้นอาจจะแสดงทางเข้าเกาะก็ได้นะ” แจ็คพูดทำให้ดีนได้สติกลับมาแล้วตั้งใจพายต่อ
ชายปริศนายังคงพายเรือฝ่าหมอกเข้าไปตรงๆยังแสงที่ส่องสว่างอยู่โดยไม่รู้เลยว่ามีเด็กผู้ชายสองคนกำลังพายไล่หลังของตัวเองอยู่ในระยะที่ไกลออกไปเกินกว่าเขาจะสังเกตุเห็น
แจ็คและดีนรีบแล่นเรือตามแสงสว่างนั้นไปอย่างรวดเร็วเมื่อพวกเขาผ่านหมอกมาได้ทำให้เห็นว่าตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ในทางที่เต็มไปด้วยหินโสโครกที่ผุดขึ้นมาทำให้เด็กชายทั้งต้องคอยประคองเรือแคนนูของพวกเขาให้ดีเพื่อไม่ให้เรือไปชนเข้ากับหินโสโครก
หลังจากพายเรือมาได้ไม่นาน เด็กผู้ชายทั้งสองก็เห็นเรือของชายปริศนาจอดอยู่ที่ท่าเทียบเรือเก่าๆแห่งหนึ่งซึ่งได้รับการซ่อมแซมแล้ว ทำให้สามารถใช้งานได้ แต่ไม่ใช่แค่เรือของชายคนนั้นเพียงคนเดียวยังมีเรืออีกหลายลำที่จอดอยู่ และไม่ใช่แค่เรือพายเท่านั้น ยังมีเรือยนตร์อีกด้วย
“นายว่าทั้งหมดนั้นจะใช่เพื่อนของเจมส์หมดเลยรึป่าว”แจ็คเอ่ยถามอย่างกังวล
“ฉันก็ไม่แน่ใจแล้วเราเอาเรือไปแอบไว้ที่อื่นก่อนดีกว่า” ดีนที่เริ่มกังวลขึ้นมาเหมือนกันกับแจ็คจึงพูดขึ้นแล้วทั้งสองคนก็พายเรือผ่านหินโสโครกมาได้ จากนั้นจึงพายเรือวนไปออกไปทางด้านข้างของเกาะก่อนจะเจอซอกหินแคบๆ ที่เหมาะแก่การซ่อนเรือของพวกเขา เพราะข้างบนซอกหินมีรากไม้พาดโยงไปมาและด้านหน้าก็มีหินก้อนใหญ่บังทางไว้อยู่จนยากที่จะเห็น แล้วเด็กทั้งสองคนก็พายเรือไปจอดในซอกหินนั้นในทันที
“ลงไปดูกันเถอะ” ดีนพูด ก่อนจะค่อยๆ ไต่โขดหินขึ้นไปโดยจับรากไม้ไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองล่วงลงไปก่อนแจ็คจะค่อยๆ ไต่ตามขึ้นมา
“โห้ ที่นี้สวยชะมัด” แจ็คพูดพลางมองไปรอบๆ เป็ค่ำคืนที่ดวงดวงเต็มท้องฟ้า ท้องทะเลส่องแสงสะท้อนแสงจันทร์มีหมอกขึ้นรอบๆ ทำให้บรรยากาศดูวังเวงจนน่าขนลุก แต่กลับมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด
“ฉันน่าจะซื้อกล้องถ่ายรูปไว้”แจ็คพูดขึ้นด้วยความเสียดาย
“ไว้เรากลับไปซื้อก็ได้นะ ตอนนี้ฉันได้ยินเสียงดังมาจากทางนู่นนะ”ดีนพูดขึ้นพลางชี้ไปยังทิศที่ตัวเองได้ยินเสียงแล้วทั้งสองคนก็ตามเสียงนั้นไป
แจ็คและดีนเดินตามเสียงที่ดังขึ้นนั้นไปก่อนจะพบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งกินอาหารพลางพูดคุยกันอยู่
“อยู่ตรงนี้ฉันได้ยินไม่ชัดเลยแหะว่าพวกเขาคุยอะไรกันอยู่” ดีนพูด
“ฉันว่าเราถอยไปให้ไกลกว่านี้หน่อยแล้วค่อยใช้กล้องส่องทางไกลดูพวกเขาจากระยะที่ปลอดภัยดีกว่า” แจ็คเสนอขึ้น เพราะคิดว่าหากเข้าไปใกล้กว่านี้อาจจะถูกพบเจอได้ง่าย
“เอาตามที่นายว่าละกัน” ดีนตอบ แล้วทั้งสองคนก็ค่อยๆ ย่องไปยังที่ไกลๆเพื่อหาระยะที่ปลอดภัยจากกลุ่มคนที่ไม่น่าไว้ใจกลุ่มนี้ แล้วใช้กล้องส่องทางไกลส่องดูพวกเขา
“ดูนั้นสิผู้ชายที่เราพายเรือตามมานะ”ดีนพูดขึ้น ก่อนแจ็คจะหยิบกล้องส่องทางไกลของตัวเองขึ้นมาส่องดูบ้างทำให้เห็นเป็ชายหนุ่มร่างใหญ่กับเพื่อนของเขาช่วยกันยกลังไม้ใบใหญ่ขึ้นจากเรือ
“นายคิดว่าพวกเขาเป็เพื่อนเจมส์หรือป่าว”แจ็คถามดีนขึ้นมาเพราะตอนนี้เขาเองเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่ากลุ่มคนที่อยู่ที่นี้จะใช่เพื่อนของเจมส์รึเปล่า
“ฉันก็ไม่แน่ใจแล้วเหมือนกัน”ดีนตอบพลางส่ายหัว
“ฉันว่าเรารีบกลับดีกว่าเดี่ยวจะเช้าซะก่อน”แจ็คพูด
“นั้นสินะ” แล้วทั้งสองก็ค่อยๆรีบย่องไปที่เรืออย่างรวดเร็ว ก่อนแจ็คจะพบความผิดปกติบางอย่างกับตัวเขาเองทำให้เขาชะงักไป
“มีอะไรแจ็ค” ดีนถามขึ้น
“ปีปิกหายไป” แจ็คตอบพลางหันไปมองรอบๆ โดยหวังว่าจะเห็นปีปิกอยู่ตรงไหนซักแห่งแถวๆ นี้
“ฉันจะไปตามปีปิกก่อนมันคงอยู่แถวๆนี้แหละ” แจ็คพูด
“เดี่ยวแจ็ค ฉันจะไปกับนายด้วย”ดีนพูดแล้วทั้งสองคนก็เดินออกตามหาปีปิกด้วยกัน
เด็กชายทั้งสองคนวนกลับมายังที่ที่พวกเขาเคยแอบใช้กล้องส่องทางไกลมองกลุ่มคนที่นั่งกินอาหารกันอีกครั้งแต่ก็ไม่พบปีปิกอยู่ตรงไหนเลย ก่อนทั้งสองคนจะเดินกลับเส้นทางเดิมเพื่อไปหาแถวเรือที่พวกเขาจอดไว้อีกครั้ง
“ปัง” เสียงปืนดังขึ้นทำให้เด็กผู้ชายทั้งสองคนสะดุ้งด้วยความใ
“หยุดเดี่ยวนี้” เสียงหนึ่งะโดังลั่น แต่นั่นกลับทำให้เด็กชายทั้งสองใกลัวจนรีบวิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว
“มีอะไรกันงึพอร์น” อีกเสียงหนึ่งะโดังขึ้นมา ทำให้ชายร่างสูงหนวดเคราขึ้นเต็มใบหน้าหันไปมอง
“ฉันเห็นเงาคนวิ่งไปทางชายหาดจิม”พอร์นตอบทำให้ชายร่างผอมแห้ง ตัวเล็กที่วิ่งมาหยุดคิดไปครู่หนึ่ง
“ตามไปจับมันกันเถอะ” จิมพูด แล้วทั้งสองคนก็รีบวิ่งไล่ตามเด็กชายทั้งสองคนไป
“แจ็คพวกนั้นไล่ตามมาใกล้จะทันเราแล้ว”ดีนที่หันไปเห็นแสงไฟจากไฟฉายซึ่งกำลังมุ่งตรงตามพวกเขามาพูดเตือนด้วยอาการหอบจากการวิ่ง
“แบบนี้ไม่รอดแน่ นายไปหาคนมาช่วยฉันจะล่อไปอีกทางให้เอง” พูดจบแจ็คก็วิ่งแยกเข้าไปในเกาะโดยเปิดไฟฉายล่อไปด้วย ทำให้จิมและพอร์นที่ไล่ตามตรงไปที่แจ็คทันที ส่วนนั้นดีนก็สามารถกลับไปที่เรือได้อย่างปลอดภัย
“ฉันขอโทษนะแจ็คฉันจะรีบกลับมาช่วยนายแน่นอน” ดีนพูดก่อนจะรีบดันเรือออกจากซอกหินแล้วพายผ่านหินโสโครกออกจากเกาะหมอกไป
ส่วนแจ็คนั้นเมื่อเห็นว่าชายที่ไล่ตามตัวเองกำลังวิ่งมาทางตนนั้นอยู่ไม่ไกลแล้วจึงรีบปิดไฟฉายแล้ววิ่งหลบเข้าไปในพุ่มไม้ใหญ่ๆ พุ่มหนึ่งก่อนจะเอามือปิดปากเพื่อไม่ให้ตัวเองส่งเสียงหอบจนชายสองคนนั้นได้ยิน
จิมและพอร์นที่วิ่งไล่ตามแจ็คมา เมื่อเห็นว่าไฟฉายถูกปิดไปจึงได้หยุดแล้วแยกย้ายกันหาบริเวณรอบๆ พอร์นเดินมาหาตรงบริเวณพุ่มไม้ใหญ่ที่แจ็คซ่อนตัวอยู่ทำให้แจ็คหัวใจเต้นแรงมากจนรู้สึกเหมือนหัวใจจะทะลุออกมาขนาดที่แจ็คกลัวว่าแม้แต่เสียงหัวใจเต้นจะทำให้พอร์นหาตัวเองเจอแจ็คกลั้นหายใจและพยายามกดความกลัวไว้ให้ได้เพื่อไม่ให้ตัวเองตื่นตูมจนเกินไป
“งี่เง่า งี่เง่า” แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ทำให้พอร์นหันไปยังทิศทางของเสียง
“จิม มันอยู่นี่” พอร์นตะเบ่งเสียงสุดเสียง ก่อนจะออกตัววิ่งตามเสียงนั้นไปก่อนจิมจะรีบวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว
“ปีปิกเ้าเพื่อนยาก” เมื่อเห็นว่าพอร์นและจิมวิ่งไปยังเสียงปริศนานั้นแล้ว แจ็คก็ได้พูดเบาๆขึ้นมาด้วยความเป็ห่วงเ้านกเพื่อนยากของเขา