005 กายและใจที่ต่าง
จากความเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียบวกกับความสบายทำให้มณีมณฑ์ลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเสียสนิทเธอคิดว่านอนอยู่บนเตียงนอนที่บ้าน ก่อนจะรู้สึกแปลกๆ มันเหมือนกับว่าผ้าที่ห่มอยู่ถูกดึงออกและเตียงที่นอนอยู่ไหวโยกด้วย
แผ่นดินไหวเหรอ...ไม่ใช่มั่งบ้านเธอไม่เคยมีแผ่นดินไหวมาก่อนเลยนี่นา
หัวคิ้วหญิงสาวขมวดมุ่นเข้าหากันเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยที่ไม่คุ้นหูปลุกสติให้ตื่นมารับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แต่ความเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียจากการต้องปะทะคารมกับคนบางคนที่ยังไม่ยอมแม้แต่จะแนะนำตัวให้รู้จักและการต้องเดินทางไกลข้ามน้ำข้ามประเทศทำให้ร่างกายที่ไม่ค่อยจะสมบูรณ์อยู่ยังคงอ่อนเพลียอย่างหนัก อยากลืมตาตื่นแต่ก็ทำได้ยากเย็นเหลือเกิน จำต้องกัดฟันข่มอาการปวดเมื่อยทางร่างกายที่ผสมปนเปกับอาการปวดที่กระบอกตาและปวดศีรษะจนแทบจะแตกออกมาเป็เสี่ยงๆในลำคอแห้งผากเหมือนกับมีกระดาษทรายขัดอยู่ทุกการกลืนน้ำลายลงคอ
มณีมณฑ์กะพริบตาแต่เมื่อเจอกับแสงแดดที่ทำให้แสบตาจนตาพร่า เธอก็ต้องปิดลงแล้วลืมขึ้นใหม่อีกครั้งคราวนี้เธอรู้แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ร่างกายที่โครงเครงไปมาเหมือนอยู่บนเรือลำเล็กที่กำลังถูกพายุโหมกระหน่ำจนปั่นป่วนไปหมดน้ำลายเหนียวๆที่ตีขึ้นจากภายในไล่มาถึงลำคอและรวมกันในปากจนต้องส่งเสียงครางออกไปอย่างแ่เบานั้นไม่ใช่เพราะแผ่นดินไหวแต่เธออยู่ในอ้อมแขนของคนใจร้ายต่างหากละ
อพอลโล่ก้มลงมองเมื่อรับรู้ว่าคนในอ้อมแขนนั้นได้รู้สึกตัวตื่นแล้วเส้นทางเดินปูด้วยหินอ่อนทอดยาวไปหลายเมตรกว่าจะถึงประตูทางออกที่แบ่งแยกเป็สองฝั่งหนึ่งลงไปยังโรงแรมและกาสิโน อีกหนึ่งเปิดไปยังลานจอดรถขับกลับบ้านถึงแข็งกระด้างแต่ก็คงจะไม่ทำให้คนที่กำลังหลับสบายอยู่บนอ้อมแขนเขาเจ็บมากมายสักเท่าไหร่
รอยยิ้มแต้มตรงมุมปากหนา ก่อนที่สองแขนใหญ่ซึ่งเกร็งรับน้ำหนักตัวอันเบาหวิวของมณีมณฑ์ที่แทบไม่น่าจะเชื่อว่าอีกฝ่ายหนักมากกว่าเด็กโตเพียงนิดหน่อยเท่านั้นเองจะเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยร่างเล็กก็หล่นกลิ้งเหมือนลูกขนุนตกจากที่สูงไปตามพื้นกระเบื้องหินอ่อนเย็นเฉียบก่อนจะไปหยุดเพราะกายเล็กกระแทกเข้ากับขอบผนังเย็นๆ
“ว้าย!” มณีมณฑ์อุทานเสียงหลงเมื่อความอบอุ่นจางหายไปกลายเป็ความเ็ปเพราะร่างกายที่ไปกระแทกกับอะไรบางอย่างซึ่งเย็นจัดจนขนตามเรือนกายลุกชันแต่ยังไม่ทันจะได้ตั้งตัวเสียงห้าวแกร่งและแข็งกร้าวก็ดังเหนือศีรษะ
“ถ้าตื่นแล้วก็รีบลุกรีบเดินตามมาเร็วๆ ละ เพราะฉันไม่แน่ใจว่าไอ้หน้าตาขี้มูกเกรอะขี้ตากรังอย่างเธอจะไปกวนบาทาใครเขาจนทนไม่ไหวลากไปโยนลงทะเลหรือไม่ก็ขุดดินฝังกลบเสียก็ไม่รู้”เขาคว้าแขนเรียวเพื่อช่วยดึง แต่เพียงแค่นิดเดียวก็กลับเปลี่ยนเป็ผลักไสจนแผ่นหลังและศีรษะได้รูปไปกระแทกเข้ากับผนังเย็นๆอีกครั้ง ก่อนที่เขาเดินจากไป แต่ยังไม่วายปรายสายตากลับมามอง
“รีบๆ หน่อยนะแถวนี้รู้สึกว่าจะมีพวกเสือหิวอยู่เยอะหุ่นอย่างนี้ไม่แคล้วคงจะโดนใครสักคนลากเข้าห้องแล้วไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันเป็แน่”
น้ำเสียงดุห้าวที่ดังมาพร้อมกับเสียงหัวเราะแม้กายจะไม่ไหวด้วยอาการอ่อนล้าและปวดเมื่อยรวมถึงครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะเป็ไข้และใจที่บอบช้ำและกลัดหนองแต่เธอก็ยังต้องเรียกความกล้ามาต่อสู้กับชายใจร้าย
มือเล็กเท้าไปบนพื้นเย็นจัด กัดฟันข่มอาการทางร่างกายเอาไว้พยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืนเท้าเล็กก้าวตามร่างหนาที่เดินห่างไปเรื่อยๆ ยิ่งวิ่งไล่ตามก็เหมือนกับถูกกลั่นแกล้งให้เหนื่อยเปล่า
“นี่...เดินให้ช้าหน่อยได้ไหมคุณเดินเร็วแบบนั้นจะรีบไปตามควายที่ไหนละ” คนที่เหนื่อยสายตัวแทบขาดร้องเรียกเธอยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มใบหน้าซึ่งตอนนี้แดงปลั่ง
ชายหนุ่มหยุดและก้าวถอยมาด้านหลังจนคนที่ร้องเรียกที่ก้าวตามมาอย่างเร็วจนแทบจะสลับเท้าไม่ทันชนเข้าจังจนมีเสียงดังปึกกับร่างที่ถลาไปด้านหลังก้นกระแทกพื้น
“โอ๊ย!” มณีมณฑ์ร้องคราง เจ็บทั้งก้นกบที่ลงกระแทกพื้นเต็มๆ และไหนจะเจ็บที่ดั้งจมูกอีกล่ะใบหน้าสวยงององุ้ม ริมฝีปากขบกันจนแทบจะง้อเื “จะหยุดทำไมถึงไม่บอกกันก่อนกลัวฉันจะตายช้าไปหรือไง”
“ไม่หรอก คนอย่างเธอนะหนังหนาไม่ตายง่ายๆ กับเื่แค่นี้หรอก”เขาคว้าแขนเรียวดึงขึ้นก่อนจะสอดแขนเข้าที่สะเอวที่แตะแรงไปสักหน่อยก็อาจจะหักออกเป็สองท่อนได้
“อุ๊ย! คุณจะทำอะไรนะ ปล่อยฉันนะ” มือเล็กข้างหนึ่งดึงแกะแขนใหญ่อีกข้างก็ดันกายบอบบางให้ถอยห่างไป
“อย่ามาทำสะบัดสะบิ้งเขินอายเหมือนไม่เคยกอดกับผู้ชายมาก่อนเลยแม่คุณเห็นแตะทีไรร้อนยิ่งกว่าไฟที่มันลุกไหม้กองฟางเสียอีก”
มณีมณฑ์หน้าตึงกับคำเปรียบเทียบที่ดูิ่เกียรติความเป็กุลสตรีของเธอเป็ยิ่งนักแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะอีกฝ่ายเหนือกว่าในทุกด้าน ได้แต่เก็บความแค้นสุมเอาไว้ในอกรอวันที่จะชำระหญิงสาวได้แต่เดินตามแรงลากจูงอย่างงึดงัดขัดใจ
‘คอยดูนะมีโอกาสเมื่อไหร่ เธอจะเล่นงานไอ้บ้านี่ให้สะบักสะบอมกลายเป็หมูย่างเมืองตรังเลย’